"หากก้าวล่วงพ้นเขตสะพานมังกรหลับนี้ไป... เจ้าสำนักกระบี่บูรพาอาจหาญยกกระบี่ต้อนรับพวกเราด้วยห่าฝนโลหิต... มู่หรงเสวี่ย เจ้ายังคิดจะตามบุรุษอัปยศเช่นข้าไปอีกหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดขยี้ของหินผาเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันบาดลึกของหุบเขาหมอกทมิฬ หลี่มู่ไป๋ยืนนิ่งอยู่บนชะงักผาสูงชัน คมกระบี่ทวนกระแสฟ้าที่สะพายอยู่ด้านหลังส่งเสียงสั่นพานคำรามระงมราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารที่แผ่ซ่านมาจากเบื้องล่าง ลมหายใจของหลี่มู่ไป๋ก็แทบจะหยุดชะงักลงในทันที! เมื่อเขาก้มมองรอยเลือดหยดเล็กๆ ที่ซึมผ่านผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์บริเวณหัวไหล่ของหญิงสาวผู้ยืนเคียงข้าง
มู่หรงเสวี่ยไม่แม้แต่จะชายตามองบาดแผลของตนเอง ดวงเนตรคู่คมดุจน้ำแข็งพันปีทอดมองไปยังเบื้องหน้า—ผืนป่าสนโบราณที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับซากอสูรร้ายกำลังอ้าปากรอรับเหยื่อ นางแค่นเสียงเย็นชาออกมาเบาๆ ดั่งเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นกระทบพื้นศิลา
"หลี่มู่ไป๋... วาจาตัดพ้อเช่นนี้เก็บไว้กล่าวตอนที่เจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ในค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์จะดีกว่า" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ ไร้ความเกรงกลัวต่อความตาย ทว่าแววตาที่เหลือบมองบุรุษข้างกายกลับแฝงประกายความอบอุ่นล้ำลึกที่พร้อมจะเผาผลาญทั้งฟ้าดิน "เส้นทางนี้ข้าเป็นผู้เลือกเอง ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ หรือเซียนสวรรค์ผู้ทัณฑ์ทรมาน... ดาบในมือของข้า ก็จะเคียงข้างรอยกระบี่ของเจ้า จนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะดับสลาย"
หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ทระนงกระตุกวาบ ความรู้สึกบางเบาดั่งสายลมและหนักหน่วงดั่งภูผาโถมเข้าใส่ทรวงอก หลี่มู่ไป๋สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นกระแสปราณวิญญาณที่ปั่นป่วนจากพิษอักษรเวทของพรรคเพลิงอสูรทมิฬ เขารู้ดีว่าเวลาของพวกเขามีจำกัด บาดแผลจากการปะทะกับยอดฝีมือเงาทมิฬเมื่อค่ำวานยังคงกัดกินชีพจรของตนอย่างช้าๆ ทางรอดเดียวที่จะสืบหาเบาะแสคัมภีร์กระบี่บรรพกาลที่หายสาบสูญ และล้างแค้นให้สำนักกระบี่รกร้าง มีเพียงการก้าวเข้าสู่เขตแดนของ "สำนักกระบี่บูรพา" ขุมกำลังใหญ่แห่งยุทธภพตะวันออกผู้กุมความลับครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน
"เช่นนั้น... เราไปกันเถอะ"
ทั้งสองพุ่งทะยานลงจากชะงักผาดั่งสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่สีครามและไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งผสานกลมกลืนแหวกม่านหมอกหนาทึบ ทิ้งร่องรอยการเคลื่อนไหวไว้เพียงสายลมที่หมุนวนเป็นเกลียว
เบื้องหน้าคือประตูหินขนาดยักษ์สลักลวดลายพยัคฆ์เหินมังกรหมอบ—ป้อมปราการด่านแรกของสำนักกระบี่บูรพา ศิษย์เฝ้าประตูในชุดคลุมยาวสีครามเข้มสองคนยืนถือกระบี่ตั้งตรงราวกับรูปสลัก เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งตรงเข้ามา ทั้งคู่ต่างหน้าถอดสี รีบชักกระบี่ออกจากฝักในพริบตา
"หยุดนะ! ที่นี่คือเขตหวงห้ามของสำนักกระบี่บูรพา ผู้ใดบังอาจ..."
ยังไม่ทันที่ศิษย์คนแรกจะกล่าวจบ หลี่มู่ไป๋เพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ แรงกดดันจากวิถีกระบี่ทวนกระแสฟ้าก็แผ่ซ่านออกไปดั่งคลื่นยักษ์ซัดสาด ร่างของศิษย์ทั้งสองปลิวถอยหลังไปคนละสามก้าวโดยไม่ต้องลงมือสัมผัสด้วยซ้ำ พลังปราณอันล้ำลึกนี้ทำให้คนทั้งคู่หน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก
"ข้าคือ หลี่มู่ไป๋ แห่งสำนักกระบี่รกร้าง และนี่คือคุณหนูมู่หรงแห่งหุบเขาเหมันต์นิรันดร์ ขอเข้าพบเจ้าสำนักกู่หยุนเฟิงเพื่อสะสางเรื่องสำคัญระดับความเป็นความตายของยุทธภพ!" เสียงของหลี่มู่ไป๋ก้องกังวานทรงพลัง ไม่ดังเกินไปแต่กลับสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา ดั่งเสียงประกาศิตจากสรวงสวรรค์
ภายในเวลาไม่นาน ประตูหินยักษ์ก็เปิดออกช้าๆ เสียงกลไกเฟืองเหล็กเสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโสชุดเทาผู้มีหนวดเครายาวเฟื้อย นามว่า "ไท่เฉิน" เดินนำหน้าศิษย์สายในนับสิบคนออกมาต้อนรับ สายตาของผู้อาวุโสไท่เฉินกวาดมองสำรวจคนทั้งสองด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะหยุดลงที่กระบี่ด้านหลังของหลี่มู่ไป๋ แววตาของเฒ่าชราปรากฏร่องรอยความตกตะลึงวูบหนึ่ง
"ที่แท้ก็คือคุณชายหลี่... ชื่อเสียงเรื่องวิถีกระบี่ทวนกระแสฟ้าของท่าน ข้าได้ยินมานานแล้ว แต่ทว่า..." ผู้อาวุโสไท่เฉินประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้มฝืดเจื่อน "สำนักกระบี่บูรพาของเราในช่วงนี้ปิดเขาปฏิบัติธรรม ไม่สะดวกต้อนรับแขกแปลกหน้า... ยิ่งเรื่องคัมภีร์ที่หายสาบสูญด้วยแล้ว เกรงว่าพวกเราคงไม่มีเบาะแสใดจะมอบให้ท่านได้"
คำปฏิเสธที่เอ่ยออกมาอย่างรวดเร็วนั้นเต็มไปด้วยพิรุธ มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย ไอเย็นยะเยือกแผ่ออกจากร่างจนเกล็ดน้ำแข็งเริ่มเกาะตามพื้นหญ้าเบื้องล่าง นางก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความกดดันระดับเซียนพุ่งเข้ากดทับผู้อาวุโสไท่เฉินทันที
"ปิดเขาปฏิบัติธรรม หรือว่ากำลังหวาดกลัวเงาหัวของตัวเองกันแน่?" น้ำเสียงของนางเยียบเย็นบาดลึก "คัมภีร์กระบี่บรรพกาลถูกชิงไปจากหุบเขาอัคคีทมิฬ หากสำนักกระบี่บูรพาบริสุทธิ์ใจจริง เหตุใดจึงต้องหลบเร้นการมาเยือนของพวกเรา?"
ผู้อาวุโสไท่เฉินหน้าเปลี่ยนสี ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ กำลังจะอ้าปากโต้ตอบ ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่บูรพาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในพริบตา!
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีโลหิตสายหนึ่งผ่าลงมากลางลานพิธี แรงระเบิดทำลายล้างกวาดเอาศิษย์สำนักกระบี่บูรพากระเด็นไปคนละทิศละทาง กลิ่นอายมารอันชั่วร้ายพรั่งพรูออกมาจากมิติที่ฉีกขาดเบื้องบน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังระคนไปกับสายลม
"ฮ่าๆๆ... ไท่เฉิน เฒ่าสารเลว! เจ้าคิดว่าปิดประตูหินแล้วจะซ่อนหัวสุนัขของพวกเจ้าได้พ้นงั้นรึ?"
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับร้อยพุ่งทะยานลงมาจากฟ้า ทุกคนล้วนถืออาวุธที่สลักอักษรเวทสีเลือดระยิบระยับ ผู้นำกลุ่มเป็นชายชราหน้าตาอัปลักษณ์ นัยน์ตาสสีแดงก่ำ ดึงเอาพลังปราณมารเข้าปกคลุมทั่วบริเวณในชั่วพริบตา
หลี่มู่ไป๋หรี่ตาลงคมกริบ เขารู้จักกลิ่นอายนี้ดี มันคือกลิ่นอายเดียวกับคืนเพลิงโลหิตที่ทำลายสำนักของเขา!
"พรรคเพลิงอสูรทมิฬ..." หลี่มู่ไป๋พึมพำลอดไรฟัน มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ทันที
ทว่า ก่อนที่คมกระบี่จะถูกชักออกจากฝัก ผู้อาวุโสไท่เฉินที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดกลับกระอักเลือดออกมาคำโต สีหน้าของเฒ่าชราแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวสุดขีด เขารีบถอยหลังกรูดแล้วชี้หน้าหลี่มู่ไป๋ด้วยความตกตะลึงระคนแค้นเคือง
"ที่แท้... ที่แท้พวกเจ้าคือคนของพรรคเพลิงอสูรทมิฬที่จงใจล่อเสือออกจากถ้ำ! ศิษย์ทั้งสำนัก... ตั้งกระบวนท่าสังหาร จับกุมทรชนทั้งสองคนนี้เดี๋ยวนี้!"
หลี่มู่ไป๋ชะงักงัน ร่างกายแข็งค้างไปในชั่วลมหายใจ ความจริงอันโหดร้ายกระแทกเข้าใส่หน้าอกอย่างจัง—สำนักกระบี่บูรพากับพรรคเพลิงอสูรทมิฬ หาใช่ศัตรูคู่อาฆาตไม่... หากแต่พวกมันคือพวกเดียวกันตั้งแต่ต้น!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระบี่โลหิตนี้ไปด้วยกันนะครับ
คมกระบี่ทวนกระแสฟ้ากับเซียนกระบี่โลหิต•ตอนที่ 11
มุ่งสู่สำนักกระบี่บูรพา
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมกระบี่ทวนกระแสฟ้ากับเซียนกระบี่โลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!