"ท่านอาจารย์ลุง...!"
เสียงร่ำไห้ปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้งในยามวิกาลยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึกของหลี่มู่ไป๋ ราวกับลิ่มเหล็กที่ตอกย้ำความอัปยศและความไร้พลังในอดีต ทว่าณ เบื้องหน้าของเขามีเพียงความเวิ้งว้างของป่าสนทมิฬ สายหมอกยามราตรีหนาทึบดั่งม่านผ้าไหมสีชาดที่ถูกย้อมด้วยหยาดโลหิตจากเงื้อมมือของพรรคเพลิงอสูรทมิฬ
มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ห่างออกไปสามก้าว นางคือรูปสลักน้ำแข็งจากหุบเขาเหมันต์นิรันดร์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลมปราณหนقเหน็บที่แผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดหวั่น มีเพียงความเย็นชาดุจห้วงน้ำแข็งพันปีที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น แต่นางกลับไม่เอ่ยปากเร่งเร้า ทั้งยังไม่ยอมก้าวเดินนำหน้า ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ถักทอระยะห่างระหว่างเขากับนาง
"แม่นางมู่" หลี่มู่ไป๋เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดันดั่งภูเขาหิมะทับ "ท่านคิดว่าวิถีกระบี่ของสำนักเพลิงอสูรทมิฬเมื่อครู่ เป็นเช่นไร?"
มู่หรงเสวี่ยปรายตามองเขาเล็กน้อย แววตาดุจหยกสลักปรากฏร่องรอยความดูแคลนระคนสมเพช "รวดเร็ว อำมหิต และไร้ซึ่งความปรานี… เป็นวิชาที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ เพื่อแลกมาซึ่งพลังแห่งอักษรเวทมาร เปรียบดั่งเศษสวะที่พยายามปีนป่ายขึ้นสู่สรวงสวรรค์ด้วยบันไดโลหิต เจ้าถามทำไม หรือว่าความตายของคนผู้นั้นทำให้จิตใจของเจ้าสั่นคลอนแล้ว?"
หลี่มู่ไป๋แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาทระนงและเสียดแทงหัวใจ ดั่งคมกระบี่ที่กรีดผ่านแผ่นน้ำแข็งราบเรียบ เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปกุมด้ามกระบี่รกร้างที่เหน็บอยู่ข้างเอว ปลายนิ้วสัมผัสกับรอยบิ่นและสนิมเขียวที่เกาะกุม ซึ่งผ่านกาลเวลาอันรุ่งโรจน์และล่มสลายมาด้วยกัน
"ท่านมองเห็นเพียงความอำมหิต แต่มองไม่เห็นความหวาดกลัว" หลี่มู่ไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง ดังก้องกังวานไปทั่วผืนป่า "พวกมันใช้เพลิงอสูรและอักษรเวทมารเพื่อเผาทำลายทุกสิ่ง เพราะในก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณของพวกมันหวาดกลัว... หวาดกลัวต่อวิถีกระบี่ที่แท้จริง วิถีกระบี่ที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยเล่ห์กลมารใดๆ"
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย นางไม่ชอบคำพูดที่เต็มไปด้วยปรัชญาฟุ้งซ่านของชายหนุ่มผู้นี้ สำหรับนางแล้ว มีเพียงความแข็งแกร่งของพลังปราณและคมกระบี่ที่เด็ดขาดเท่านั้นคือสัจธรรม
"คำพูดสวยหรูไม่ช่วยให้กระบี่ในมือของเจ้าคมขึ้น" นางกล่าวเสียงเรียบ เย็นชาดั่งสายลมหนาว "ในยุทธภพนี้ ผู้ที่กำชัยชนะคือผู้ที่เหยียบย่ำซากศพของผู้อื่นขึ้นไป เจ้ามัวแต่ยึดมั่นในวิถีอันสูงส่ง ย่อมไม่พ้นต้องกลายเป็นหนึ่งในกองกระดูกเหล่านั้น"
หลี่มู่ไป๋หันกลับมาสบตากับนาง ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีที่บินฝ่าพายุฝนคู่นั้นสะท้อนเงาร่างของนางเซียนผู้เย็นชาอย่างชัดเจน มุมปากของเขายกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทระนง
"หากฟ้าดินกำหนดให้ข้าต้องเหยียบย่ำซากศพของผู้คนเพื่อความอยู่รอด เช่นนั้นข้าขอใช้คมกระบี่ในมือนี้... แหวกฟ้าดินคว่ำกระดานเสียใหม่!"
*เปรี้ยง!*
ราวกับคำกล่าวของเขาไปกระทบเข้ากับกฎเกณฑ์ของสวรรค์ ท้องน้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบพลันปรากฏสายฟ้าสีครามฟาดผ่าลงมากลางป่าสน เสียงคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนผืนแผ่นดิน แรงกดดันจากปราณฟ้าดินพุ่งทะยานเข้ากดทับร่างของทั้งสองทันที มู่หรงเสวี่ยสะท้อนใจวูบ นางสัมผัสได้ถึงพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่หลอมรวมเข้ากับตัวหลี่มู่ไป๋ ชายหนุ่มผู้นี้มิได้เพียงแต่พูดจาอวดดี แต่จิตวิญญาณของเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีกระบี่ที่ "ทวนกระแสฟ้า" อย่างแท้จริง
ทันใดนั้นเอง เงาดำนับสิบสายก็พุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิดรอบทิศทาง ปราณอักษรเวทสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ผู้นำของกลุ่มคนชุดดำสวมหน้ากากอสูรหัวเราะเสียงแหลมสูงจนแก้วหูแทบแตก
"ฮ่าๆๆๆ! หลี่มู่ไป๋ เจ้าเด็กโง่ คิดว่าหนีพ้นจากเงื้อมมือของสำนักเพลิงอสูรทมิฬหรือ? วันนี้คือวันตายของเจ้า และศพของนางเซียนผู้นี้จะถูกนำไปบวงสรวงคัมภีร์มารโลหิต!"
มู่หรงเสวี่ยขยับตัววูบ พลังความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน นางเตรียมชักกระบี่หิมะโลหิตออกจากฝัก เพื่อสังหารหมู่ศัตรูพวกนี้ให้สิ้นซากในกระบวนท่าเดียว
ทว่า หลี่มู่ไป๋กลับยกมือขึ้นขวางนางไว้ ปลายแขนเสื้อของเขาโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่กำลังเดือดพล่าน ร่างกายของเขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าดั่งภูเขาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุฝน
"แม่นางมู่..." หลี่มู่ไป๋เอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาทระนงจับจ้องไปยังกลุ่มมือสังหารเบื้องหน้าโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย "ศัตรูพวกนี้... ยกให้ข้าผู้เดียวเถอะครับ"
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เสียงกระบี่รกร้างในฝักส่งเสียงคำรามก้องกังวานดั่งพญาเสือโคร่งคำรามในป่าใหญ่ ประกายแสงสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งทะลักออกจากรอยบิ่นของคมกระบี่ ทะลวงผ่านชั้นเมฆหมอกบนท้องฟ้าจนฉีกขาดเป็นทางยาว
มือขวาของเขาค่อยๆ เลื่อนมากุมด้ามกระบี่ นิ้วเรียวยาวออกแรงกดลงเล็กน้อย พร้อมกับที่ดวงตาของเขาส่องประกายแสงแห่งจิตวิญญาณอันคมกล้า สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ทวนกระแสฟ้าหลอมรวมเข้ากับลมหายใจเข้าออกอย่างสมบูรณ์แบบ
มู่หรงเสวี่ยชะงักง้าง นางมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้ยืนหยัดท้าทายลิขิตฟ้าเบื้องหน้า หัวใจที่เคยด้านชาดั่งน้ำแข็งมาเนิ่นนานนับร้อยปี พลันเกิดระลอกคลื่นความรู้สึกอันอบอุ่นและสั่นไหวอย่างรุนแรงขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต
และในวินาทีนั้นเอง ที่ปลายนิ้วของหลี่มู่ไป๋เริ่มขยับ... คมกระบี่สีทองอร่ามก็ถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้ว!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันลึกซึ้งนี้ด้วยกันนะครับ
คมกระบี่ทวนกระแสฟ้ากับเซียนกระบี่โลหิต•ตอนที่ 3
วิถีกระบี่ที่สวนทางกับลิขิตฟ้า
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมกระบี่ทวนกระแสฟ้ากับเซียนกระบี่โลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!