กลิ่นธูปไม้จันทน์หอมเจือจางลอยอวลผสมกับกลิ่นอับของกระดาษโบราณนับหมื่นแผ่นภายในหอสมุดหลวง ชั้นหนังสือสูงตระหง่านทำจากไม้จันทน์แดงทอดเงาทึบทะมึนทาบทับลงบนพื้นศิลาขัดมัน แสงจากคบเพลิงด้านนอกสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล ทอดเป็นริ้วแสงสีส้มสลัวราวกับกรงขังแห่งกาลเวลา
ฉินหานยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าชั้นตำราฝ่ายยุทธศาสตร์ มือหนาภายใต้ถุงมือหนังสีดำสนิทเอื้อมสัมผัสสันปกตำราเก่าคร่ำคร่า สัมผัสนั้นเยือกเย็นและมั่นคงดั่งหินผา ทว่าในใจกลับระอุด้วยเพลิงสงครามที่ไม่มีวันมอดดับ เขาปรายตามองสตรีผู้ยืนอยู่เคียงข้าง หลินซูเหยาในอาภรณ์สีเทาเข้มปักดิ้นเงินลายเมฆา ยามนี้เรือนร่างระหงสะท้อนกับแสงไฟสลัวจนดูราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณที่เปี่ยมด้วยความลึกลับและน่าค้นหา
"ท่านแม่ทัพคิดว่าความลับของตระกูลอี้เมื่อยี่สิบปีก่อน จะถูกซ่อนไว้ในหมวดตำราดาราศาสตร์หรือภูมิศาสตร์แคว้นกันแน่เจ้าคะ"
เสียงหวานใสกังวานเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่ากังวานก้องไปทั่วห้องโถงกว้าง หลินซูเหยาไม่ได้หันมามองเขา นางกำลังใช้นิ้วเรียวยาวดั่งลำหยกพลิกกระดาษแผ่นบางในมืออย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววเฉลียวฉลาดและระแวดระวังในคราเดียวกัน
"ไม่ว่าซ่อนไว้ที่ใด หากมันยังคงอยู่บนโลกใบนี้ ต่อให้ต้องรื้อหอสมุดหลวงจนราบเป็นหน้ากลอง ข้าก็ย่อมต้องหาให้พบ" ฉินหานตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ทว่าแววตาคมกริบคู่นั้นกลับทอประกายความดุดันดั่งพยัคฆ์ซุ่มรอตะครุบเหยื่อ
ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ทัพทมิฬผู้เย็นชาและกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึกเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านอันเปราะบาง ทั้งสองต่างผูกพันกันด้วยรอยแผลเป็นจากอดีตและความแค้นที่ต้องชำระ แม้ภายนอกจะดูเหมือนพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดในราชสำนักอันเน่าเฟะ แต่ลึก ภายในห้วงคำนึงของคนทั้งสองกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่เติบโตขึ้นอย่างเงียบงัน—ลึกซึ้ง หนักหน่วง และอันตรายยิ่งกว่าคมดาบ
ซูเหยาชะงักฝีเท้า นางหยุดยืนอยู่หน้าชั้นตำราสุดมุมอับของหอสมุด ที่ซึ่งฝุ่นหนาเตอะบ่งบอกว่าไม่มีผู้ใดแตะต้องมาเนิ่นนานนับทศวรรษ สัญชาตญาณของยอดกุนซือหญิงบอกให้นางรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติ ช่องว่างระหว่างชั้นไม้กับผนังศิลาหนามีความหนาที่ผิดเพี้ยนไปจากแปลนสถาปัตยกรรมเดิม
"ท่านแม่ทัพ..." ซูเหยาเอ่ยเรียกเสียงกระซิบ นางส่งสัญญาณให้ฉินหานขยับเข้ามาใกล้
ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาประชิด กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามจางๆ ลอยเข้าแตะนาสิกของหญิงสาว ชั่วขณะหนึ่งหัวใจของซูเหยาเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง แต่นางก็รวบรวมสติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวชี้ไปยังรอยต่อของไม้จันทน์ที่มีสลักกลไกโบราณซ่อนอยู่ "ดูนี่สิเจ้าคะ กลไกเปิดประตู่อลับแบบแปดทิศ"
ฉินหานไม่กล่าวคำใด เขาใช้มือข้างหนึ่งดันแผ่นไม้ตามทิศทางที่ซูเหยาชี้ ขณะที่มืออีกข้างกดสลักลงไปพร้อมกัน เสียงกลไกเฟืองเหล็กขบกันดัง "คลิก" เบาๆ ก้องกังวานในความเงียบ ก่อนที่ผนังศิลาเบื้องหลังชั้นตำราจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นช่องลับมืดมิดที่มีไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งออกมา
ทั้งสองสบตากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด ฉินหานก้าวขึ้นนำหน้าโดยเอาตัวบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง มือขวาชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งเล่ม พร้อมรับมือกับทุกอันตรายที่อาจซ่อนอยู่ภายใน
ภายในห้องลับขนาดเล็ก มีเพียงแท่นหินวางกล่องไม้พะยูงแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ฉินหานก้าวเข้าไปใกล้และใช้ปลายกระบี่เปิดฝากล่องออกอย่างระมัดระวัง แสงสลัวเผยให้เห็นม้วนแผนที่เก่าแก่ทำจากหนังปลาฉลามชั้นดี ขอบม้วนประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าที่แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ยังคงส่องประกายวาววับ
ซูเหยาโน้มตัวลงมองข้ามไหล่หนาของฉินหาน ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึง เมื่อภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือ "แผนที่ค่ายกลลับเก้ามังกรสะท้านฟ้า" แผนที่ทางยุทธศาสตร์ในตำนานที่สาบสูญไปพร้อมกับการล่มสลายของกองทัพพิทักษ์แผ่นดินเมื่อสามสิบปีก่อน แผนที่ที่สามารถพลิกแผ่นดินและชี้ขาดความเป็นตายของราชบัลลังก์ได้ในชั่วพริบตา
"นี่มัน... แผนที่ค่ายกลที่จักรพรรดิองค์ก่อนทรงใช้ปกป้องด่านป้อมปราการบูรพา" ซูเหยาพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ความแค้นในอดีตที่ฝังรากลึกในใจตื่นตัวขึ้นทันที "หากแผนที่นี้ตกไปอยู่ในมือของเสนาบดีหลี่ แคว้นของเราคงไม่พ้นต้องล่มสลายภายในสามเดือนแน่เจ้าคะ"
ฉินหานหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาของเขาอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นความกังวลฉายชัดบนดวงพักตร์งดงามนั้น มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้โดยไม่รู้ตัว สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือของแม่ทัพผู้เยือกเย็นส่งผ่านไปยังปลายนิ้ว ทำให้ซูเห่ายอมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้ในโลกส่วนตัวอันเปราะบางนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่โถงด้านนอก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจของราชองครักษ์เวรยาม
"ใต้เท้า! มีคนบุกรุกเข้า ── อั่ก!"
เสียงกระบี่เฉือนเนื้อและเสียงร่างล้มกระแทกพื้นดังขึ้นตามมาติดๆ ประตูหอสมุดถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกวับแวมสะท้อนเงาร่างของบุรุษในชุดเกราะทองคำประดับลายมังกรห้ากรงเล็บ พร้อมกับทหารองครักษ์นับร้อยชีวิตที่กรูเข้ามาปิดล้อมหอสมุดไว้อย่างแน่นหนา
ร่างสูงโปรสง่างามขององค์รัชทายาทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่กลางโถง ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มเยียบเย็นและแววตาดุดร้ายราวกับสุนัขป่าล่าเหยื่อ ในมือหนากำราชโองการลับฉบับใหม่ที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อครู่แน่น
"ช่างบังเอิญเสียจริง..." องค์รัชทายาทแย้มสรวลเหี้ยมเกรียม ปรายตามองภาพแม่ทัพผู้เกรียงไกรและกุนซือสาวที่ยืนเคียงคู่กันหน้าห้องลับ "ท่านแม่ทัพฉิน... และกุนซือหลี่ ช่างขยันขันแข็งยิ่งนัก ยามวิกาลเช่นนี้ยังอุตส่าห์มาค้นหา 'สมบัติล้ำค่า' ของราชสำนักลับหลังข้าเช่นนี้ เกรงว่าโทษฐานลักลอบเปิดห้องลับหลวง คงมีน้ำหนักมากพอที่จะตัดหัวพวกเจ้าทั้งคู่เสียตรงนี้กระมัง!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 7
ความลับใต้หอสมุด
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!