"หากแม่ทัพฉินยังคงดื่มสุราจอกนี้อย่างไร้มุมมองต่อทิศทางลม ข้าเกรงว่าแผ่นดินตงเป่ยคงมิใช่สถานที่ที่ท่านจะได้กลับไปยืนหยัดอีกครา… เป็นแน่แท้"
สุ้มเสียงหวานใสแต่กังวานก้องดั่งหยกกระทบกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าภายในตำหนักรับรองอ๋องเฉิน กลิ่นหอมจางของกำยานบุปผาพันปีถูกคละเคล้าด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและไอน้ำชาชั้นดี ดวงประทีปนับร้อยดวงส่องประกายวับแวมกระทบกับอาภรณ์ปักดิ้นทองของเหล่าขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก บรรยากาศในค่ำคืนนี้อบอวลด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ สายตาหลายคู่จับจ้องมายังบุรุษผู้สวมเกราะหนังดำสนิท ร่างสูงใหญ่สง่างามดั่งพญาอินทรีผู้บาดเจ็บ ทว่ายังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งทระนง นามนั้นคือ ฉินหาน
แม่ทัพทมิฬผู้กุมชะตากองทัพชายแดนเหนือ ผู้ซึ่งเวลานี้กำลังตกเป็นเป้าหมายของการรุมทึ้งจากกลุ่มอำนาจฝ่ายองค์ชายรอง
ฉินหานชะครงหัตถ์ที่ถือจอกสุราเล็กน้อย ดวงเนตรคมกริบดั่งใบมีดหันไปมองต้นเสียง ร่างบางระหงในชุดคลุมผ้าแพรต่วนสีเหมันต์ปักลายกอไผ่ลู่ลมก้าวเดินออกมาจากเงาสลัว นางคือ หลินซูเหยา กุนซือหญิงผู้ได้รับพระราชทานป้ายหยกทองคำจากฮ่องเต้ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ ปราศจากเครื่องประดับฟุ่มเฟือย ทว่ากลับสะกดสายตาทุกคู่ในท้องพระโรงให้ต้องหยุดหายใจ
เสนาบดีซ่ง ผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มจอมปลอม หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะกล่าววาจายั่วเย้าเพื่อบีบคั้น "อ๋อ… นี่คือกุนซือหลิน ผู้ปราดเปรื่องแห่งค่ายกลพยัคฆ์คำรณกระนั้นหรือ? แม่ทัพฉินดื่มสุราคารวะแสดงความจงรักภักดีต่อองค์ชายรองด้วยความเต็มใจ ไฉนเลยท่านกุนซือจึงเอ่ยวาจาราวกับจะขัดขวางมิตรภาพอันงดงามนี้เล่า หรือว่ากองทัพทมิฬเริ่มไม่เห็นหัวราชสำนักเสียแล้ว"
คำพูดนี้ดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม เป็นกับดักทางคำพูดที่แยบยล หากฉินหานตอบรับไม่ดี จะกลายเป็นข้อหา "กระด้างกระเดื่องต่อราชสำนัก" ทันที แต่หากปฏิเสธ ก็เท่ากับหักหน้าฝ่ายองค์ชายรองอย่างเปิดเผย ท่ามกลางความกดดันที่แผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออก ทหารองครักษ์ต่างกุมด้ามดาบแน่น พร้อมจะชักอาวุธหากเกิดความผิดพลาด
ทว่า หลินซูเหยาหาได้มีความเกรงกลัวไม่ นางแย้มสรวลน้อยๆ อย่างงดงาม ท่วงท่ากิริยาเปี่ยมด้วยอารยะแห่งตระกูลบัณฑิตเก่าก่อน นางเดินเข้ามาใกล้โต๊ะจัดเลี้ยง กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ ของดอกเหมยปะทะนาสิกของฉินหานชั่วขณะ ทำให้นัยน์ตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งของแม่ทัพหนุ่มไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที
"ท่านเสนาบดีซ่งเข้าใจผิดไปไกลแล้วเจ้าค่ะ" หลินซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าชัดถ้อยชัดคำ กวาดสายตามองเหล่าขุนนางรอบโต๊ะอย่างเยือกเย็น "แม่ทัพฉินเป็นผู้ปกป้องชายแดน เลือดเนื้อของเขาหลั่งรินเพื่อปกป้องราษฎรตงเป่ย ลมหนาวที่นั่นจัดจ้านจนโลหิตในกายของเหล่าทหารกล้าเกือบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง สุราในจอกนี้แม้จะหอมหวาน แต่หากดื่มโดยไม่ดูทิศทางลม… หมายถึงทิศทางของลมหายใจแห่งความภักดีต่อองค์เหนือหัว ย่อมอาจทำให้สำลักจนเสียกิริยาได้ แม่ทัพฉินเป็นคนตรงไปตรงมา เกรงว่าจะไม่คุ้นเคยกับการดื่มสุราเคลือบรอยยิ้มเช่นในเมืองหลวง ท่านแม่ทัพจึงเพียงแต่นิ่งคิดว่าควรจะสนองพระมหากรุณาธิคุณเช่นไร มิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงอย่างที่ท่านกล่าวหาแม้แต่น้อย"
นางหยุดพักจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะหันไปประสานสายตากับฉินหาน แววตาของนางสื่อความนัยลึกซึ้ง เตือนสติให้เขาระงับโทสะ
"อีกอย่าง… กลยุทธ์การรบย่อมต้องอาศัยภูมิประเทศ ฉันใดก็ฉันนั้น การดื่มสุราในงานเลี้ยงย่อมต้องดูบรรยากาศและกฎเกณฑ์แห่งแผ่นดิน ทิศทางลมที่ข้าเอ่ยถึง มิใช่ลมธรรมชาติ แต่คือลมปากของผู้ที่จ้องจะบ่อนทำลายความสามัคคีต่างหากเล่าเจ้าค่ะ"
ประโยคนี้ทำเอาเสนาบดีซ่งหน้าถอดสี รอยยิ้มค้างเติ่งบนใบหน้าอูม คำพูดของนางคมคายจนแทบจะตบหน้าคนฟังโดยไม่ต้องใช้กำลังแม้แต่น้อย ทว่าไม่มีช่องโหว่ให้เอาผิดได้เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากนางยกเอาความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาเป็นเกราะกำบังอย่างแนบเนียน
องค์ชายรองที่ประทับอยู่ ณ เบื้องสูงบนแท่นประทับ ทอดพระเนตรลงมาด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ รอยยิ้มที่มุมโอษฐ์เยียบเย็นลงถนัดตา ก่อนจะตรัสกลั้วหัวเราะ "ฮ่าๆๆ กุนซือหลินช่างฝีปากกล้าหาญยิ่งนักสมคำร่ำลือ สมแล้วที่เป็นมันสมองแห่งค่ายทหารทมิฬ แม่ทัพฉิน ท่านช่างโชคดีนักที่มีกุนซือคอยเตือนสติเช่นนี้"
"พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว" ฉินหานประสานมือคารวะด้วยท่าทีราบเรียบ ไร้ซึ่งความยำเกรงแต่นอบน้อมตามพิธีการ เขาส่งสายตาคมปลาบไปยังหลินซูเหยา สื่อความหมายอันลึกซึ้งที่อ่านออกเพียงคนทั้งสอง
งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดกว่าเดิม เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อม ทว่าในใจของทุกคนต่างรู้ดีว่า คมดาบใต้ร่มผ้าได้ถูกชักออกจากฝักเสียแล้ว หลินซูเหยาหยิบจอกชาขึ้นจิบเบาๆ เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่มุมปาก นางสามารถช่วยเขาพ้นจากปากเหวแห่งความตายมาได้หนึ่งครา ทว่าศึกในราชสำนักครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ในขณะที่งานเลี้ยงกำลังดำเนินเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งก็ก้าวเท้าเร็วจ๋อยเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ถือพานไม้ลงรักปิดทองประทับตราประทับสีชาดสดใส ท่าทางตื่นตระหนกของขันทีผู้นั้นทำเอาความเงียบสงบเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง
ขันทีคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์ชายรองด้วยอาการตัวสั่นเทา ก่อนจะกราบทูลด้วยเสียงอันสั่นเครือ "ทูล... ทูลองค์ชายรอง... มีพระราชโองการด่วนจากตำหนักใน... พระสนมเอก... พระสนมเอกสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันด้วยอาการไหลตาย... และ... และในตำหนักของพระนาง พบแผนที่ทางยุทธศาสตร์ของกองทัพทมิฬซุกซ่อนอยู่พ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำประกาศนั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงก็พลันระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที ฉินหานขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคู่นคมกริบหันขวับไปสบตากับหลินซูเหยาทันที ในแววตาทั้งคู่ต่างตระหนักถึงภัยมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดคิด
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 6
กลลวงกลางงานเลี้ยง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!