เสียงปลายพู่กันขนกระต่ายป่าที่จรดลงบนกระดาษซวนจื่อแผ่นบางเบาดังกรอบแกรบราวเสียงตัวไหมแทะใบหม่อน เป็นเพียงสรรพเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบงันภายในค่ายพักแรมยามวิกาล
ฉินหานมิได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา แม้เขาจะรู้ถึงสัมผัสแห่งสายลมที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบนั้นดี กลิ่นอายจางๆ ของชาดอกเหมยป่าที่มักลอยวนอยู่รอบกายหลินซูเหยา กลายเป็นสิ่งคุ้นชินที่ซึมซาบเข้าสู่โสตประสาทของแม่ทัพทมิฬผู้เยือกเย็นทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเพียงความตายและกลิ่นคาวเลือดของสนามรบที่รายล้อมรอบตัวเขา ทว่ายามนี้ บนโต๊ะไม้เนื้อหยาบ กลับมีถ้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวหยกบรรจุน้ำแกงโสมอุ่นๆ วางทิ้งไว้อย่างเงียบเชียบโดยปราศจากคำเอื้อنใด
"ดึกมากแล้ว เหตุใดยังไม่ไปพักผ่อน" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ดวงตาคมกราบกวาดมองตัวอักษรจีนโบราณที่ร่างแผนผังค่ายกลกระเรียนสยายปีก ซึ่งถูกปรับแก้ด้วยลายมือเรียวเล็กแต่เฉียบคมของสตรีตรงหน้า
หลินซูเหยาย่อกายลงเล็กน้อยตามธรรมเนียมปฏิบัติ อาภรณ์ผ้าแพรสีฟ้าครามเข้มเข้ารูปขับเน้นทรวดทรงสง่างามตามแบบฉบับกุลสตีลตระกูลบัณฑิต แม้ผ่านความตกต่ำและมรสุมชีวิตมาเนิ่นนาน แววตาของนางยังคงทอประกายลẫกซึ้งดั่งบึงน้ำโบราณที่ไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้ง
"หากข้าหลับลงได้ง่ายดายปานนั้น แผ่นดินทางเหนือคงไม่ตกอยู่ในเงื้อมมือของแคว้นเป่ยเหลียงไปครึ่งค่อนแล้วกระมังเพคะท่านแม่ทัพ" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความนัยคมคายที่ชวนให้ฉุกคิด "อีกอย่าง... ข้าเพียงนำแผนที่ภูมิประเทศแถบหุบเขาอัสดงมาทบทวนซ้ำ เพื่อมิให้ผู้ใดต้องเดินเข้าสู่ค่ายกลมรณะโดยไม่จำเป็น"
ฉินหานชะงักปลายพู่กันในมือเล็กน้อย ดวงตาคู่คมที่มักฉายแววดุดันและไร้ความปรานีทอดมองไปยังร่องรอยการแก้ไขแผนที่บนโต๊ะ ลายเส้นเหล่านั้นไม่ได้มีเพียงความถูกต้องตามตำราพิชัยสงคราม หากแต่สอดแทรกความเข้าใจในจิตวิทยาของมนุษย์—ความหวาดกลัว ความโลภ และความลังเลของผู้บัญชาการข้าศึก สตรีผู้นี้มองทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่านายกองใหญ่หลายคนในกองทัพของเขาเสียอีก
"เจ้ากำลังบอกว่า... แผนการซุ่มโจมตีที่ข้าวางไว้มีจุดรั่วไหลอย่างนั้นหรือ" ฉินหานเงยหน้าขึ้นสบตา ประสานสายตากับนางตรงๆ บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหยุดหายใจ ทว่าหลินซูเหยาหาได้หลบสายตาไม่ นางกลับก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนกลิ่นหอมจางๆ ของชาเหมยป่าแตะจมูก
"หาใช่จุดรั่วไหลไม่เพคะ... แต่เป็น 'ช่องว่าง' ที่ท่านจงใจเปิดไว้ล่อเสือออกจากถ้ำต่างหาก" หลินซูเหยาแย้มสร้อยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและทำให้ใบหน้าคมคายของนางงดงามราวภาพวาด "ท่านแม่ทัพเป็นคนใจแข็ง ทว่าท่านกลับอ่อนโยนต่อชีวิตของทหารใต้ Aับบัญชามากกว่าที่ใครล่วงรู้ การใช้ค่ายกลกระเรียนสยายปีกครั้งนี้ ท่านมิได้ต้องการสังหารข้าศึกให้สิ้นซาก แต่ท่านต้องการบีบให้แม่ทัพฝั่งตรงข้ามต้องจำนนด้วยการตัดเส้นทางเสบียง... ข้าพูดถูกหรือไม่เพคะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ฉินหานไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ นัยน์ตาคู่นั้นไหววับดั่งผิวน้ำยามต้องลมหนาว ปมในอดีตเกี่ยวกับการสูญเสียบิดาและพี่น้องร่วมกองทัพในคราวนั้น ยังคงฝังรากลึกอยู่ในใจ ทำให้เขาเกลียดชังความสะשלำและความประมาทเหนือสิ่งอื่นใด ทว่ายามที่มองสตรีตรงหน้า ผู้ซึ่งสูญเสียทุกสิ่งไม่ต่างจากเขา แต่กลับเลือกที่จะใช้สติปัญญาเป็นอาวุธแทนความแค้น... หัวใจที่เคยด้านชาดั่งหินผาของแม่ทัพทมิฬกลับเกิดความรู้สึกบางอย่างไหวระริกขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
"เจ้าช่าง... อ่านใจคนเก่งเกินไปแล้ว หลินซูเหยา" ฉินหานเอ่ยเสียงพร่าเบา ความเยือกเย็นในน้ำเสียงลดทอนลงเหลือเพียงความอ่อนโยนที่ถูกเก็บซ้ำไว้อย่างมิดชิดมาเนิ่นนาน
"คนเราหากไม่อ่านใจผู้ที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ วันหนึ่งก็คงต้องเอาชีวิตไปทิ้งไว้กลางสนามรbอย่างน่าอนาถเพคะ" นางเอื้อมมือเรียวไปแตะถ้วยน้ำแกงโสมเบาๆ "ดื่มเสียหน่อยเถอะเพคะ ร่างกายของท่านตรากตรำมาทั้งวัน หากล้มป่วยลงในยามวิกฤตเช่นนี้ กองทัพพยัคฆ์ทมิฬคงไร้เสาหลัก"
ปลายนิ้วของนางบังเอิญเฉียดผ่านหลังมือหนาของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะสัมผัสแผ่วเบาราวปีกผีเสื้อกระพือ ทว่ากลับสร้างกระแสความอบอุ่นประหลาดแล่นริ้วไปทั่วสรรพang กายของฉินหาน แม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อคมดาบและหาทวน กลับชะงักงันไปชั่วขณะ เขาค่อยๆพลิกมือขึ้นกุมปลายนิ้วเรียวนั้นไว้หลวมๆ อย่างลืมตัว ความอบอุ่นจากฝ่ามือของนางส่งผ่านเข้ามาในความหนาวเหน็บของค่ายพักแรม
หลินซูเหยาชะงักเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่งด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ นางมิได้ดึงมือกลับทันที ทว่าปล่อยให้เขาได้กุมไว้เช่นนั้น ท่ามกลางแสงตะเกียงวับแวมที่สาดส่องเงาร่างของคนทั้งสองทาบทับลงบนผนังกระโจม หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวราวกับโชคชะตาได้ถูกลิขิตไว้ให้ผูกพันกันตั้งแต่ต้นกาล
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันอันลึกซึ้งกำลังโอบอุ้มหัวใจทั้งสองดวงเข้าหากัน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นจากภายนอกกระโจม ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของนายทหารยาม
"เรียนท่านแม่ทัพ! มี... มีม้าเร็วจากเมืองหลวงมาถึงพะยะค่ะ! นำพระราชโองการด่วนที่สุดมามอบให้ท่านแม่ทัพโดยเฉพาะ!"
ฉินหานขมวดคิ้วมุ่นทันที เขากลืนความรู้สึกอุ่นวาบเมื่อครู่ลงไปในอกอย่างรวดเร็ว ปล่อยมือจากหลินซูเหยาช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยท่าทีสง่างามและเยือกเย็นดังเดิม แววตาแปรเปลี่ยนกลับมาคมกริบดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก
"ให้เข้ามา" สุ้มเสียงทรงอำนาจเอ่ยอนุญาต
ม้าเร็วนายหนึ่งในชุดคลุมเปื้อนฝุ่นดินและหยาดเหงื่อ พุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความเหนื่อยหอบ มือทั้งสองข้างประคองกล่องไม้สนหุ้มผ้าแพรสีเหลืองทองอร่ามที่ประทับตราครั่งหลวงอย่างแน่นหนา
"ท่านแม่ทัพ... องค์เหนือหัวมีรับสั่งด่วน! ให้ตรวจสอบบัญชีรายชื่อแม่ทัพกองหน้าทั้งหมดทันที มีรายงานลับแจ้งว่า... มีสายลับจากแคว้นเป่ยเหลียงแฝงตัวเข้ามาอยู่ในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬแล้วพะยะค่ะ!"
ฉินหานรับกล่องไม้มาถือไว้ ดวงตาคมกริบกวาดมองตราประทับสีแดงชาด ก่อนจะหันกลับไปสบตากับหลินซูเหยาที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลัง ทว่าในแววตาคู่นั้นของกุนซือสาวกลับปรากฏประกายความตื่นตระหนกวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว—ประกายความลับที่นางพยายามปกปิดมาตลอดกำลังจะถูกกระชากหน้ากากออกในคืนนี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 8
ดวงตาที่มองเห็นความจริง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!