แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 9

มรสุมเริ่มตั้งเค้า

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
“หากเอกสารลับฉบับนี้ตกถึงพระเนตรของฝ่าบาท หัวบนบ่าของพวกท่านทั้งสามคงต้องย้ายไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองด้านทิศเหนือเป็นแน่” น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องหนังสือลับภายในจวนเสนาบดีกลาโหม แสงจากเปลวเทียนสีชาดวับแวมสะท้อนลงบนคมกระบี่ที่ยังคงอยู่ในฝัก ซึ่งวางพาดอยู่บนตักของบุรุษผู้สวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน ฉินหานมิได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองขุนนางรุ่นอาวุโสทั้งสามคนที่กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ ลงบนพนักเก้าอี้ไม้จันทน์ทีละครั้ง... สองครั้ง... จังหวะที่ชamatลงเรื่อยๆ นั้น หนักหน่วงราศีกดทับจนบรรยากาศภายในห้องแทบไร้อากาศหายใจ เสนาบดีจ้าวกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับ แม้ว่าเขาจะพยายามรักษาท่าทีให้สงบเพียงใด แต่กระดาษแผ่นบางที่อยู่ในมือของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ คือหลักฐานการทุจริตเบิกเสบียงคลังหลวงที่สามารถกวาดล้างตระกูลของพวกเขาให้สิ้นซากได้ในชั่วข้ามคืน “ท่านแม่ทัพฉิน... เรื่องนี้... มันย่อมมีเบื้องหลังที่พวกเราจำต้องทำเพื่อความมั่นคงของชายแดน...” เสนาบดีจ้าวพยายามเฟ้นหาถ้อยคำแก้ตัว เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ “ความมั่นคง หรือความโลภของพวกท่านกันแน่ ที่ทำให้ทหารแนวหน้าต้องอดอยากจนต้องแทะเปลือกไม้ประทังชีวิตเมื่อฤดูหนาวปีก่อน” ฉินหานเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งคู่นั้นกวาดมองขุนนางทั้งสามราวกับพวกมันเป็นเพียงเศษธุลีดิน “ข้าให้เวลาพวกท่านถึงยามโฉตรุ่งของวันพรุ่งนี้ ในการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งทั้งหมดเสีย ถ้ายังไม่อยากให้ตระกูลของพวกท่านกลายเป็นกบฏแผ่นดิน” ครู่ต่อมา เงาร่างของขุนนางทั้งสามก็ถอยร่นออกไปจากห้องด้วยความหวาดผวา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความเย็นเยือกที่ยังคงอบอวล จากมุมมืดหลังฉากกั้นลายปักนกกระเรียน หลินซูเหยา ก้าวเดินออกมาอย่างเงียบเชียบ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆสีฟ้าอ่อนไหวตามก้าวย่าง นางถือถาดน้ำชาอุ่นๆ ไว้ในมือ กลิ่นหอมละมุนของชาดอกเหมยช่วยเจือจางบรรยากาศอันตึงเครียดลงไปได้บ้าง “ท่านเล่นงานพวกเขาหนักเกินไปแล้วกระมั้งครับ ท่านแม่ทัพ” ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรู้ทัน “สุนัขจนตรอกมักจะกัดไม่เลือกหน้า การบีบให้ขุนนางฝ่ายอัครมหาเสนาบดีจางจนมุมเช่นนี้ เท่ากับเป็นการเปิดศึกรอบด้านโดยไม่จำเป็น” ฉินหานผ่อนลมหายใจยาวนาน เขาละสายตาจากกองเอกสารแล้วเงยขึ้นมองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยแข็งกร้าวทอประกายอ่อนลงวูบหนึ่งอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้เห็น “หากไม่ตัดรากถอนโคนพวกมันเสียตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อถึงคราวที่กองกำลังทางเหนือเคลื่อนพลเข้าเมืองหลวง พวกมันจักกลายเป็นหนามยอกอกที่คอยแทงข้างหลังเรา” “แต่พวกมันไม่ได้มีดีแค่ทรัพย์สินในคลังครับ” ซูเหยาเดินเข้าไปใกล้ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเขา ปลายนิ้วเรียวสัมผัสกับขอบถ้วยเบาๆ “ท่านลืมไปแล้วหรือว่า เบื้องหลังของเสนาบดีจ้าวคือสนมเอกจางผู้กุมอำนาจในฝ่ายหลัง และเบื้องหลังของนาง... คืออำนาจมืดจากสำนักพยัคฆ์ทมิฬที่ยังลอยนวลอยู่” ชื่อของ “สำนักพยัคฆ์ทมิฬ” ทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัดอีกครั้ง ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน คืนที่ตระกูลหลินต้องมอดไหม้ลงพร้อมกับเปลวเพลิงและการสังหารหมู่ คมดาบที่สังหารบิดาของนางก็มีสัญลักษณ์รูปพยัคฆ์ทมิฬนี้สลักไว้อย่างชัดเจน ซูเหยาหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสะกดกลั้นความแค้นที่ปะทุขึ้นในอก ทุกครั้งที่ได้ยินชื่อนี้ บาดแผลในอดีตจะกรีดลึกราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ฉินหานสังเกตเห็นความไหววูบในดวงตาคู่นั้น เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวที่วางอยู่บนโต๊ะไว้แน่น สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่อบอุ่นและหยาบกร้านจากการผ่านศึกสงคราม ช่วยดึงสติของหญิงสาวให้กลับคืนมา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อทำให้หัวใจที่ด้านชาของกุนซือสาวสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้า แม้แต่ปลายเส้นผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นและจริงจัง ดั่งคำสาบานที่สลักไว้บนหินผา “ไม่ว่าสำนักพยัคฆ์ทมิฬหรือขุนนางหน้าไหน หากมันกล้าขวางทางเรา ข้าจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากจากแผ่นดินนี้” ซูเหยาสบตาเขา หัวใจที่เคยปิดตายมาตลอดหลายปีค่อยๆ เปิดรับความรู้สึกอันหนักหน่วงนี้ นางรู้ดีว่าเส้นทางที่พวกเขากำลังเดินอยู่นั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและความตาย การผูกสมัครรักใคร่ในยามที่บ้านเมืองระส่ำระสายเช่นนี้เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขาดวิ่น แต่นางก็ไม่นึกเสียใจเลยสักนิดที่ก้าวเข้ามาในโลกของแม่ทัพทมิฬผู้เย็นชาผู้นี้ “ข้าเชื่อท่านครับ...” ซูเหยาแย้มยิ้มบางๆ แววตาเปี่ยมด้วยความมั่นคงไม่แพ้กัน “เพราะฉะนั้น ในเมื่อพวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เราก็ควรจะเดินหมากตานี้ให้เร็วกว่าที่พวกมันคาดคิด” ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นจากนอกประลองห้อง พร้อมกับการเคาะประตูรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก “ท่านแม่ทัพ!แย่แล้วครับ!” ฉินหานขมวดคิ้วมุ่น ปล่อยมือจากซูเหยาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยอนุญาตให้เข้ามา ประตูห้องเปิดผางออก องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงด้วยท่าทางหอบเหนื่อย ใบหน้าซีดเผือกจนแทบไร้สีเลือด ในมือของเขากำม้วนกระดาษประทับตราครั่งสีชาดไว้แน่น “มีพระราชโองการด่วนจากในวังหลวง... ประกาศแต่งตั้งให้ท่านแม่ทัพนำกำลังสามหมื่นนายไปปราบกบฏที่ชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ทันที โดยกำหนดให้เคลื่อนพลออกเดินทาง... ก่อนรุ่งสางของคืนนี้ครับ!” ซูเหยาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เลือดในกายเย็นเฉียบลงในทันที การเดินทางไปชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ใช้เวลาไปกลับไม่ต่ำกว่าสามเดือน นั่นหมายความว่า... เมืองหลวงจะไร้ซึ่งแม่ทัพใหญ่ผู้คุมกำลังหลัก และในขณะที่ฉินหานไม่อยู่ ขุนนางฉ้อฉลและสำนักพยัคฆ์ทมิฬย่อมมีเวลาเหลือเฟือในการจัดการกวาดล้างนางและผู้สนับสนุนเบื้องหลังให้สิ้นซาก นี่ไม่ใช่คำสั่งราชการปกติ... แต่นี่คือ "กับดักมรณะ" ที่ถูกขุดรอไว้แล้วอย่างสมบูรณ์แบบ! ฉินหานหันกลับมามองซูเหยาช้าๆ แววตาของเขาคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมจะสะบั้นทุกสิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความห่วงใยฉายชัดอยู่ลึกๆ มือหนายื่นออกไปหยิบถ้วยชาที่ซูเหยาเพิ่งรินให้เมื่อครู่ขึ้นมาจิบช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดหายใจ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%