เสียงโลหะกระทบกันครั้งหนึ่งในความมืด คมดาบที่สะท้อนแสงจันทร์สีนวลวาดผ่านอากาศด้วยรัศมีเย็นเยียบ บ่งบอกถึงความตายที่เคลื่อนตัวเข้ามาประชิดอย่างไร้สุ้มเสียง ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าในมือของหลินซูเหยาหยุดชะงักลงกลางอากาศ น้ำหมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีจนเกิดเป็นรอยด่างพร้อย แต่นางหาได้สนใจไม่ ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองที่ปรากฏภาพเงาดำสามร่างไต่ข้ามกำแพงกระเบื้องเคลือบสีชาดเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี
ดึกสงัดปานนี้ จวนกุนซืออันเงียบงันกลับกลายเป็นลานประหารขนาดย่อม
"ซูเหยา... หมอบลง"
เสียงทุ้มต่ำดั่งหินผาที่บด 1เบียดกันดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของฉินหานที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในเสี้ยววินาที กลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นอายความตายอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่ทัพทมิฬลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณา ฉินหานไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักในทันที ทว่ามือหนากลับคว้าข้อมือเรียวบางของนางให้หลบมาอยู่เบื้องหลัง แผ่นหลังกว้างของเขาเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กที่ต่อให้พายุหิมะโหมกระหน่ำก็มิอาจทะลวงผ่าน
*ฉวบ!*
คมดาบเล่มแรกพุ่งทะลุผ่านบานหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาอย่างแม่นยำ มันมุ่งตรงไปยังจุดที่หลินซูเหานั่งอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงลมหายใจเดียว ร่างของนางคงถูกเสียบทะลุเป็นไม้เสียบเนื้อไปแล้ว
"ดูท่า... สุนัขรับใช้ของเสนาบดีหลี่จะร้อนใจเสียจนไม่อดทนรอให้ถึงยุ่งฉุกเฉินในท้องพระโรงเสียแล้วกระมังครับท่านแม่ทัพ" หลินซูเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้สถานการณ์จะคับขันถึงชีวิต แต่นางไม่มีแม้แต่รอยสั่นเทา ปลายเล่มพู่กันยังคงถูกถือไว้มั่น ราวกับนางกำลังวิเคราะห์หมากกระดานหนึ่ง มากกว่าการเผชิญหน้ากับมือสังหารมืออาชีพ
ฉินหานไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อคำนวณระยะและทิศทางลม ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากตัวเขาราวกับน้ำแข็งขั้วโลก
ประตูไม้สักแกะสลักถูกถีบพังทลายลงในคราเดียว ฝุ่นผงตลบอบอวล มือสังหารชุดดำสวมหน้ากากเงินสามนายก้าวเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ รังจิตสังหารแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
"เป้าหมายคือสตรีผู้นั้น... สังหารให้สิ้นซาก!" หัวหน้านักฆ่าเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายเสียบสีกัน มันพุ่งตัวเข้าใส่ฉินหานด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว ดาบในมืออาบยาพิษสีม่วงเข้มที่สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริดจนน่าสะพรึงกลัว
ฉินหานแค่นเสียงในลำคออย่างดูแคลน ร่างของเขาเคลื่อนไหวราวกับพายุหมุน กระบี่ประจำกาย 'ซ่อนโลหิต' ถูกชักออกจากฝักด้วยความเร็วที่แทบมองไม่เห็นประกายเหล็ก
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันสว่างวาบขึ้นในความมืด แรงปะทะทำให้โต๊ะไม้จันทน์หอมแกะสลักถึงกับปริร้าวเป็นเสี่ยงๆ ฉินหานใช้มือเดียวรับคมดาบของหัวหน้านักฆ่าไว้อย่างง่ายดาย ขณะที่มืออีกข้างสะบัดซัดเข็มเงินซัดเข้าใส่ศัตรูที่พยายามลอบโจมตีจากด้านหลังได้อย่างแม่นยำ นักฆ่าผู้นั้นล้มลงขาดใจตายทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้อง
"ท่านแม่ทัพ ระวังใต้ถุน!" หลินซูเหยาเอ่ยเตือนขึ้นทันทีเมื่อสังเห็นเงาไหววูบใต้พื้นกระเบื้อง
ฉินหานไม่ลังเล เขากระชากร่างของหัวหน้านักฆ่าเข้ามารับคมดาบจากพวกเดียวกันเองที่โผล่ขึ้นมาจากร่องพื้นไม้ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนผนังห้องสีขาวสะอาดตา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตีรวนขึ้นจมูก แต่นั่นยิ่งทำให้แม่ทัพทมิฬผู้ไร้ความปรานีผู้นี้ดุร้ายยิ่งกว่าเดิม
การต่อสู้ในพื้นที่แคบดำเนินไปอย่างดุเดือดและรวดเร็ว ทุกการเคลื่อนไหวของฉินหานเด็ดขาดและไร้ความลังเล ราวกับเครื่องจักรสังหารที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสงคราม ความงดงามของท่วงท่าการรบผสมผสานกับความโหดเหี้ยม ทำให้เหล่านักฆ่าผู้ผ่านความตายมาโชกโชนเริ่มตื่นตระหนก พวกมันไม่คาดคิดว่าแม่ทัพผู้ดูแลกองทัพพยัคฆ์ประจิมจะอยู่คุ้มครองกุนซือหญิงด้วยตนเองในยามวิกาลเช่นนี้
เมื่อนักฆ่าคนสุดท้ายถูกคมกระบี่ของฉินหานแทงทะลุหัวใจและล้มลงนอนแน่นิ่งจมกองเลือด ความเงียบงันก็กลับคืนสู่ห้องหนังสืออีกครา มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ ของฉินหานที่ยืนค้ำกระบี่อยู่เหนือศพ และรอยหยดเลือดที่ค่อยๆ ไหลหยดลงบนพื้นหิน
ฉินหานหันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาดั่งน้ำแข็งแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างมิดชิด เขากวาดสายตารวจหาร่องรอยบาดแผลบนร่างของนางอย่างรวดเร็ว
"เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ซูเหยา" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย ยามที่เอמהนามของนาง
หลินซูเหยายกมือขึ้นจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยจากการต่อสู้ให้เข้าที่ นางส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ข้าปลอดภัยดีด้วยท่านแม่ทัพ... แต่ดูเหมือนว่า ค่ำคืนนี้พวกเราคงไม่ได้นอนกันอีกแล้วกระมังครับ" นางจงใจหยอกเย้าด้วยสรรพนามที่มักใช้ล้อเลียนเขาในยามส่วนตัว เพื่อลดทอนบรรยากาศอันตึงเครียด
ฉินหานถอนหายใจเบาๆ เขาเอื้อมมือไปหยิบเศษกระดาษที่เปื้อนหมึกขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะพบว่ารอยหยดหมึกนั้นไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มันคือแผนผังการเคลื่อนกำลังพลของกองทัพพยัคฆ์ประจิมที่ถูกซ่อนไว้ด้วยรหัสลับ ซึ่งมีเพียงคนวงในระดับสูงเท่านั้นที่ล่วงรู้
ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มกลับมาเคร่งเครียดดั่งเดิมในพริบตา มือหนากำเศษกระดาษนั้นจนยับยู่ยี่
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลาย เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยนายก็ดังขึ้นกึกก้องจากภายนอกจวน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์ประจำจวนที่ร้องด้วยความตกใจ
"แย่แล้ว! กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรนำโดยขันทีหลี่มาล้อมจวนไว้หมดแล้ว!"
ฉินหานขมวดคิ้วแน่น เขายังไม่ทันได้ออกคำสั่งใด ประตูใหญ่หน้าเรือนก็ถูกพังกระเด็นด้วยพลังภายในอันกล้าแกร่ง ร่างของขันทีผู้มีใบหน้าขาวซีดไร้หนวดเคราก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการสีทองอร่ามในมือ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนริมฝีปากของขันทีเฒ่าผู้นั้น
"แม่ทัพฉิน... และกุนซือหลิน ฝ่าบาททรงมีรับสั่งด่วน... ให้ควบคุมตัวพวกท่านทั้งสองเข้าคุกหลวงในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏแคว้นเป่ย!"
ขันทีเฒ่ายกยิ้มมุมปาก ก่อนจะสะบัดมือส่งสัญญาณให้ทหารหลวงนับร้อยพุ่งเข้ามาประชิดตัว พร้อมกับชูราชโองการลับอีกฉบับที่เพิ่งถูกส่งมาถึงมือกลางดึก ซึ่งระบุชื่อของฉินหานและหลินซูเหยาให้ออกคำสั่งประหารชีวิตทันทีโดยไม่ต้องไต่สวน
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 10
คืนลอบสังหาร
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!