แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 3

หมากกระดานแรกเริ่ม

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เสียงกระแทกของตราประทับไม้จันทน์หอมกระทบลงบนโต๊ะไม้พะยูงตัวใหญ่ ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงบัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศภายในห้องนั้นเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างยามเหมันต์ แม้ว่าเตาสำริดตรงกลางห้องจะสุมด้วยถ่านแดงฉานจนส่งไออุ่นออกมาแล้วก็ตามที ฉินหาน แม่ทัพผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองรายงานแผ่นบางในมือด้วยความรู้สึกที่ดิ่งลึก ปัญหาเรื่องคลังเสบียงหลวงที่ถูกตัดทอนลงครึ่งหนึ่งโดยราชสำนักเมืองหลวง กำลังบีบคั้นกองทหารสามหมื่นนายให้จนมุม ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเร็วกว่ากำหนด แม่ทัพหนุ่มรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้อีกไม่เกินครึ่งเดือน กองทัพของเขาจะไม่ต้องรอให้ข้าศึกมาตีเมือง แค่ความหิวโหยและความเหน็บหนาวก็คงคร่าชีวิตคนของเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว "ท่านแม่ทัพ..." เสียงทุ้มนุ่มแต่กังวานมั่นคงดังขึ้นที่เบื้องล่าง หลินซูเหยา กุนซือหญิงผู้สวมอาภรณ์สีเทาเข้มเรียบง่ายปักลายเมฆหม่อมด้วยด้ายเงิน ยืนประสานมือสงบนิ่ง ดวงตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพเปลวไฟจากเตาผิงโดยไม่ไหวติง "ท่านกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเสบียงสามร้อยเกวียนที่หายไปจากบัญชีของกรมคลัง หรือกำลังคิดถึงวิธีอธิบายให้เหล่าแม่ทัพนายกองฟังว่า เหตุใดเบี้ยหวัดเดือนนี้จึงมีแต่ลมกับแล้งกันแน่ครับ" ฉินหานเงยหน้าขึ้น ช้าๆ แววตาคมปลาบจับจ้องไปยังสตรีเบื้องหน้าอย่างพิจารณา เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่า เหตุใดสตรีผู้นี้จึงมีความกล้าหาญถึงเพียงนี้ ท่ามกลางนายทหารระดับสูงที่พากันก้มหน้าหลบสายตาและหวาดกลัวอำนาจของเขา มีเพียงหลินซูเหยาผู้เดียวที่กล้าจ้องมองตรงมายังเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก "เจ้าก็รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไร ขุนนางฝ่ายเหวินในเมืองหลวงกำลังบีบเราให้จนมุม หากข้าเคลื่อนทัพไปทางเหนือโดยไม่มีเสบียง ก็เท่ากับเดินเข้าสู่ความตาย แต่หากข้าถอยทัพ นั่นเท่ากับทรยศต่อแผ่นดิน เจ้ามีปัญญาอันล้ำเลิศนัก มิใช่หรือ... ลองบอกข้าทีว่า ทางออกที่เจ้าซ่อนไว้ในรอยยิ้มนั้นคืออะไร" น้ำเสียงของฉินหานราบเรียบและเยือกเย็น ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่พร้อมจะบดขยี้ผู้ฟังได้ทุกเมื่อ หลินซูเหยาไม่สะทกสะท้าน นางแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก ราวกับดอกเหมยที่แย้มบานท่ามกลางพายุหิมะ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานอีกหนึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนและชาขาวลอยกรุ่นมาแตะจมูกของแม่ทัพหนุ่ม "ท่านแม่ทัพมองปัญหาแคบเกินไปแล้วครับ" หลินซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าเฉียบคมราวกับกรรไกรเงิน "ท่านมองหาเสบียงจากคลังหลวง มองหาความเมตตาจากฮ่องเต้ และมองหาความยุติธรรมจากขุนนางกังฉิน... สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเส้นทางที่ปิดตายตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว" "แล้วเจ้าจะให้ข้าไปหาเสบียงจากที่ใด จากอากาศหรืออย่างไร" ฉินหานแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาดุจดั่งสัตว์ป่าที่กำลังจับจ้องเหยื่อ "จากตระกูลหลี่ครับ" คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ฉินหานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเสี้ยวหนึ่งก่อนจะกลับสู่ความเยือกเย็นตามเดิม ตระกูลหลี่ที่นางกล่าวถึง คือตระกูลคหบดีใหญ่ผู้ผูกขาดการค้าเกลือและข้าวสารทางตอนใต้ แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมหาศาลปานภูเขาเลากา แต่ตระกูลนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเค็มเข็ญและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกลุ่มอำนาจเก่าในราชสำนัก การไปรีดไถหรือเกณฑ์เสบียงจากพวกมัน มีแต่จะสร้างศัตรูเพิ่มขึ้นและอาจโดนข้อหากบฏได้ง่ายดาย "เจ้าเสียสติไปแล้วกระมัง" ฉินหานโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยแกแกมดูแคลน "ตระกูลหลี่หนุนหลังด้วยเสนาบดีซ่ง พวกมันไม่มีทางยอมคายข้าวแม้แต่เมล็ดเดียวให้กองทัพของข้า ต่อให้ใช้กำลังทหารเข้ากดดัน พวกมันก็คงเผายุ้งฉางทิ้งเสียก่อนที่จะยอมจำนน" "ใครบอกว่าเราต้องใช้กำลังเล่าครับ" หลินซูเหยาส่งรอยยิ้มลึกล้ำ นางยกมือขึ้นจัดแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่น่าฟัง "ข้าไม่ได้ให้ท่านไปแย่งชิง แต่ข้าจะทำให้พวกมัน 'เต็มใจ' ขนเสบียงมาส่งให้ถึงค่ายทหารด้วยตนเอง โดยที่ท่านไม่ต้องออกแรงแม้แต่ปลายนิ้วก้อย" คำพูดนั้นทำให้ฉินหานต้องหรี่ตาลง การอวดอ้างเช่นนี้หากไม่ใช่คนเสียสติ ก็ต้องเป็นคนที่มีแผนการลึกล้ำจนน่ากลัว แม่ทัพหนุ่มพิงหลังพิงเก้าอี้ ชesa ประสานมือไว้ที่หน้าอก สีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก "เช่นนั้น... แผนการที่ว่า คืออะไร จงพูดมาให้หมด" หลินซูเหยาขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกนิด โน้มตัวลงต่ำเล็กน้อยเพื่อกระซิบถ้อยคำที่ทำให้บรรยากาศรอบกายราวกับถูกดูดกลืนความร้อนไปจนหมดสิ้น "ข้าได้ตรวจสอบบัญชีการค้าของตระกูลหลี่ตลอดสามปีที่ผ่านมา พบว่าพวกมันลักลอบค้าขายเกลือเถื่อนกับชนเผ่าทางเหนือและหลีกเลี่ยงภาษีหลวงเป็นมูลค่ามหาศาล หลักฐานทั้งหมด... ตอนนี้อยู่ในมือของข้าแล้วครับ" กุนซือสาวหยุดพักเล็กน้อยเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของแม่ทัพหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ "สิ่งที่ท่านต้องทำในคืนนี้ มีเพียงแค่การส่งองครักษ์เงาไปล้อมคลังสินค้าหลักของตระกูลหลี่ไว้ จากนั้น... รอให้ผู้นำตระกูลหลี่มาเคาะประตูค่ายทหารเพื่อเจรจาด้วยความหวาดกลัว" ฉินหานนิ่งเงำไปนาน ดวงตาคมกริบจ้องมองใบหน้าเนียนนุ่มของสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ลึกเข้าไปในความเยือกเย็นของเขา บัดนี้มีความรู้สึกระคนแปลกใจและทึ่งเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ สตรีผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่ความรู้ด้านตำราพิชัยสงคราม แต่นางยังมีจิตใจที่เหี้ยมเกรียมและมองทะลุปรุโปร่งถึงกิเลสของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่าพรานป่าแกะรอยเสือ "หากตระกูลหลี่ไม่ยอมจำนนล่ะ?" ฉินหานถามเสียงต่ำ "พวกมันจะจำนนครับ" หลินซูเหยาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาสุกใสเป็นประกายวาววับในความมืดสลัวของห้องโถง "เพราะความโลภคือจุดอ่อนที่สุดของมนุษย์ และความตายคือสิ่งที่พวกมันหวาดกลัวที่สุดเช่นกัน" ในขณะที่ทั้งสองกำลังจ้องตากันด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารยามก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้อง ตามด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวเร็วและไร้ระเบียบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับฉุกเฉิน "ท่านแม่ทัพครับ!" เสียงของรองแม่ทัพตะโกนลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "มีราชสมบัติ... ไม่สิ มีราชโองการลับจากเมืองหลวง ถูกส่งมาถึงมือท่านแม่ทัพโดยด่วน เป็นพระราชโองการประทับตราหยกแดงชาด... ที่ส่งตรงจากตำหนักในครับ!" หลินซูเหยาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยความระแวดระวัง ฉินหานหันไปมองประตูห้องสลับกับกุนซือสาว ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปคว้ากระบี่ประจำกายขึ้นมาถือไว้มั่น บรรยากาศภายในห้องที่เพิ่งคลี่คลายลงจากเรื่องเสบียง กลับถูกความตึงเครียดระลอกใหม่เข้าปกคลุมทันทีเมื่อประตูกค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นม้วนราชโองการสีทองในมือของผู้ส่งสาร ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%