กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณอายุหลายร้อยปีคละคลุ้งผสมกับกลิ่นจางๆ ของไม้จันทน์หอม ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในหอตำราหลวงชั้นใน สถานที่ซึ่งถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาและคราบฝุ่นหนาทึบ แสงสลัวสีหม่นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายเมฆา ทอดเงายาวทับถมลงบนกองตำราพิชัยสงครามที่กองสุมกันราวกับซากปรักหักพัง
ฉินหานยืนนิ่งสงบดั่งรูปปั้นหินสลัก ร่างกายกำยำภายใต้ชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายพยัคฆ์ดิ้นเงินบ่งบอกถึงสถานะแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตากรรมของกองทัพพิทักษ์ทิศเหนือ นัยน์ตาคู่คมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งกวาดมองไปทั่วบริเวณ ความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากตัวเขาจนทำให้อากาศรอบกายราวกับลดต่ำลงจนเกือบเป็นจุดเยือกแข็ง สำหรับเขาแล้ว หอตำราแห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อหาความสำราญทางปัญญา หากแต่เป็นสถานที่เก็บซ่อนแผนที่ยุทธศาสตร์ลับของแคว้นเป่ยที่ถูกกักเก็บไว้เพื่อรอวันใช้ประโยชน์
ทว่า... เสียงพลิกกระดาษแผ่วเบา กลับดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ
นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของสตรีผู้หนึ่งกำลังไล้ผ่านตัวอักษรโบราณบนหน้ากระดาษสีเหลืองกรอบ หลินซูเหยาไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อยกับการปรากฏตัวของผู้มาเยือน นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมยสีแดงชาดที่ชายเสื้อ ตัดกับเรือนผมสีดำสนิทที่มัดรวบไว้ด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย แผ่นหลังของนางเหยียดตรงอย่างสง่างาม แม้จะรู้ดีว่าเบื้องหลังของนางคือมัจจุราชผู้ไร้ความปรานีผู้เพิ่งสั่งประหารขุนนางคดโกงไปนับสิบชีวิตเมื่อยามเช้า
"หอตำราหลวงเขตหวงห้าม ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเข้ามาเหยียบ"
น้ำเสียงของฉินหานทุบทำลายความเงียบงัน มันราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทรงพลังกดดันจนแทบทำให้ผู้ฟังหายใจไม่ออก ดาบยาวประจำกายที่เหน็บอยู่ข้างเอวส่งเสียงกระทบกับฝักเบาๆ ตามจังหวะการก้าวเท้าที่มั่นคง เขาเดินเข้าไปใกล้ร่างระหงนั้นทีละก้าว ทีละก้าว ราวกับเสือดาวที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม
หลินซูเหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ
ดวงตาคู่นั้น... ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง นัยน์ตาสีหมึกคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบของแม่ทัพหนุ่ม นางคลี่ยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้งจนฉินหานต้องชะงักฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
"ใต้فلหวัน... อภัยให้หม่อมฉันที่เสียมารยาท" หลินซูเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก้องกังวานในความเงียบ "แต่ความรู้ในหอตำราแห่งนี้ หาใช่สมบัติของผู้ใดผู้หนึ่งไม่ มันสมควรถูกเปิดเผยเพื่อช่วยเหลือผู้คน หาใช่ถูกปล่อยให้ผุกร่อนไปตามกาลเวลาเพื่อรอวันถูกเผาทำลายในสงคราม"
"เจ้าเป็นใคร" ฉินหานหรี่ตาลงเล็กน้อย ประเมินสตรีตรงหน้าด้วยสัญชาตญาณของนักรบ นางไม่ใช่เพียงแค่นางสนับสุนศาลากลางทั่วไป กลิ่นอายความสงប់เยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ช่างคล้ายคลึงกับตัวเขาเสียจนน่าประหลาดใจ "สตรีที่กล้าต่อปากต่อคำกับข้าในยามวิกาลเช่นนี้ มีไม่มากนัก... และส่วนใหญ่ มักจะมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก"
"หม่อมฉันเป็นเพียงผู้ที่รักในตัวอักษรคนหนึ่งเท่านั้นเพคะ" หลินซูเหยาตอบอย่างไม่สะทกสะทוח นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงสูงโปร่งทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับเขา "ท่านแม่ทัพฉิน... ท่านกำลังมองหาแผนที่ค่ายกลแปดทิศของแคว้นหลีในตำราเล่มนี้ใช่หรือไม่?"
ฉินหานนิ่งงันไปชั่วขณะ
นั่นคือความลับสูงสุดของกองทัพที่เขายังไม่เคยบอกผู้ใด แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่ทรงทราบด้วยซ้ำว่าเขากำลังตามหาตำราพิชัยสงครามเล่มใดอยู่ เหตุใดสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้ความในใจของเขาได้อย่างแม่นยำราولกับอ่านใจได้
"เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไร..." เสียงของฉินหานเข้มขึ้น มือหนากำด้ามดาบแน่นโดยสัญชาตญาณ บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง หากนางตอบคำถามผิดเพี้ยนไปแม้แต่นصفคำ คมดาบเล่มนี้คงได้ลิ้มรสโลหิตเป็นแน่
หลินซูเหยาไม่ถอยหลังหนี นางก้าวเข้าไปประชิดเขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวโชยเข้าปะทะนาสิกของแม่ทัพหนุ่ม ท่ามกลางความมืดมัวของหอตำรา ดวงตาคู่งามของนางสะท้อนประกายความแค้นที่ถูกเก็บซ้ำไว้อย่างแนบเนียน แต่มันรวดร้าวและทรงพลังเกินกว่าที่บุรุษใดจะละสายตา
"เพราะว่า... บิดAของหม่อมฉันเคยเป็นผู้เขียนบันทึกเล่มนี้ขึ้นมาอย่างไรเล่ะเพคะ... ท่านแม่ทัพ"
ฉินหานเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำในอดีตที่ฝังกลบไว้ใต้กองเลือดและเปลวเพลิงเมื่อสิบปีก่อนถูกกระชากขึ้นมาทันที ตระกูลหลิน... ตระกูลบัณฑิตผู้กุมความลับแห่งแคว้นที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและถูกกวาดล้างจนสิ้นชื่อเมื่อครั้งสงครามบูรพาทิศ
ในเสี้ยววินาทีที่ความตื่นตะลึงระลอกใหญ่กำลังถาโถมเข้าใส่จิตใจอันเยือกเย็นของแม่ทัพทมิฬ หลินซูเหยากลับเอื้อมมือเรียวบางของนางไปแตะลงบนปลายดาบคมกริบที่ยังอยู่ในฝักอย่างแผ่วเบา ปลายเล็บของนางกดลงเบาๆ จนเกิดเสียงเสียดสีน่าเสียวไส้ ทว่าสายตาของนางยังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว
"ท่านกำลังตามหาฆาตกรที่แท้จริงที่สังหารครอบครัวของท่านใช่ไหมล่ะเพคะ... ท่านแม่ทัพฉิน" หลินซูเหยาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหفกของเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ "และบังเอิญเหลือเกิน... ว่าข้าเองก็กำลังตามหาคนผู้นั้นอยู่เช่นกัน"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 2
พบพานผู้กุมความลับ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!