กลิ่นคาวเลือดของสงครามมิได้จางหายไปตามสายลมหนาวที่พัดผ่านค่ายทหารรกร้างแห่งมณฑลเป่ยเจียง หากแต่ฝังลึกลงไปในผืนดิน ดินแดนที่เพิ่งผ่านพ้นค่ำคืนแห่งการนองเลือด ศאกยภาพของกองทัพกบฏภายใต้การนำของแม่ทัพนอกรีตถูกกวาดล้างจนราบคาบในเวลาเพียงชั่วยามเดียว
บนแท่นบัญชาการสูงตระหง่าน ฉินหานยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหินแกรนิต อาภรณ์เกราะหนังสีดำสนิทประดับลวดลายพยัคฆ์ทมิฬอาบย้อมด้วยหยาดโลหิตสีคล้ำจนแห้งกรัง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายทอดมองซากปรักหักพังเบื้องล่างอย่างไร้ซึ่งความรู้สึกยินร้ายหรือยินดี ชัยชนะในครานี้มิได้สร้างรอยยิ้มบนใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจาง ๆ พาดผ่านโหนกแก้มแม้แต่น้อย มีเพียงความว่างเปล่าและความเยือกเย็นที่แผ่รัศมีกดดันจนเหล่าทหารกล้าที่ยืนรายล้อมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"แม่ทัพ... กองกำลังที่เหลือของพวกมันถูกควบคุมตัวไว้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ ขุนนางกบฏสามคนถูกปลิดชีพตามบัญชา ส่วนหัวหน้าใหญ่..." รองแม่ทัพก้าวเข้ามาคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง
"พูดต่อสู้สิ" ฉินหานเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับสายน้ำในฤดูเหมันต์ที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง
"เรียนท่านแม่ทัพ หัวหน้ากองโจรผู้เป็นแกนนำ... กระทำอัตวินิบาตกรรมก่อนที่เราจะเข้าถึงตัว แต่ก่อนสิ้นใจ มันได้ทิ้งพินัยกรรมเลือดไว้ฉบับหนึ่ง กล่าวอ้างว่า... การกบฏครั้งนี้มิได้เกิดจากความแค้นส่วนตัว หากแต่มี ‘มือที่มองไม่เห็น’ จากในราชสำนักเป็นผู้ชักใยและส่งเสบียงกรังรวมถึงแผนผังค่ายกลของกองทัพเราให้แก่พวกมันมาโดยตลอดหลายเดือน"
ปลายนิ้วที่สวมสนับมือเหล็กของฉินหานกระตุกวูบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทตามเดิม
ในราชสำนักงั้นหรือ...
เขาย่อมรู้ดีว่าการศึกที่ชายแดนจะไม่มีทางยืดเยื้อจนเลือดนองแผ่นดินเช่นนี้ หากปราศจากการหนุน로나จากขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจในเมืองหลวง แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายกระตุกวาบ มิใช่เพราะข่าวการทรยศหักหลัง ทว่ามันคือร่องรอยบางอย่างที่รองแม่ทัพส่งมอบให้ต่อมา
ม้วนกระดาษสาเนื้อหยาบเปื้อนคราบเลือดถูกคลี่ออกเบื้องหน้า ลายมือหวัด ๆ ที่เขียนด้วยถ่านไม้สะดุดตาฉินหานเข้าอย่างจัง มันมิใช่ลายมือของพวกโจรป่าไร้การศึกษา หากแต่เป็นรูปแบบการเขียนย่อส่วนของกองบัญชาการทหารหลวง และที่สำคัญที่สุด... ตราประทับลับที่มุมกระดาษ เป็นตราประจำตระกูลขุนนางฝ่าย문ที่ควรจะจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิอย่างถึงที่สุด
"ท่านแม่ทัพ จะให้สืบสวนขยายผลผู้ใดต่อหรือไม่ขอรับ"
"ยังไม่ต้อง" ฉินหานเก็บม้วนกระดาษนั้นเข้าสาบเสื้ออย่างแนบเนียน แววตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความครุ่นคิด "กวาดล้างสนามรบให้เรียบร้อย แล้วเตรียมเคลื่อนทัพกลับเมืองหลวงทันที"
"รับด้วยเกล้า!"
ขณะที่ฉินหานกำลังจะก้าวลงจากแท่นบัญชาการเพื่อตรวจตราความเสียหายของกองทัพ เสียงฝีเท้าฝ่าความหนาวเย็นและกลิ่นคาวเลือดก็ดังขึ้นเบื้องหลัง ฝฝีเท้าที่มั่นคงและเงียบเชียบราวกับสายลมพัดผ่าน ปราศจากความตื่นตระหนกของผู้คนในสนามรบ
ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีเทาเข้มปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินเดินตรงเข้ามา แสงจันทร์สลัวยามค่ำคืนสาดส่องกระทบใบหน้าเรียวคมที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตคู่สวยคู่นั้นลึกล้ำราวกับหุบเหวที่ไม่มีวันหยั่งถึง นางคือ หลินซูเหยา กุนซือหญิงผู้ทรงภูมิปัญญาที่ฮ่องเต้ส่งตรงมาจากเมืองหลวงเพื่อช่วยเหลือราชกิจในยามวิกฤต
"ท่านแม่ทัพดูจะมิได้มีความสุขกับชัยชนะในครานี้เลยนะเจ้าคะ" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยทักทาย
ฉินหานหยุดฝีเท้าลง หันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาจับผิด "สนามรบไม่ใช่ที่สำหรับความสุข กุนซือหลิน ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดจึงยังไม่อยู่พักผ่อนในกระโจม"
หลินซูเหยาแย้มยิ้มบาง นางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนได้กลิ่นจาง ๆ ของชาสมุนไพรที่นางพกติดตัว กลิ่นที่มักจะช่วยสงบประสาทของฉินหานได้เสมอในยามที่เขาต้องเผชิญกับความกดดัน "หม่อมฉันเพียงแต่นอนไม่หลับ จึงออกมาเดินรับลม... และคาดเดาว่าท่านแม่ทัพคงกำลังครุ่นคิดถึง ‘เงื่อนงำ’ บางอย่างที่พวกกบฏทิ้งไว้ก่อนตาย"
ดูลึกล้ำและรู้ทันยิ่งนัก... ฉินหานหรี่ตามองสตรีเบื้องหน้า สัญชาตญาณของแม่ทัพผู้ผ่านความเป็นความตายเตือนให้เขาระแวดระวังนางอยู่เสมอ แม้ว่าตลอดการศึกที่ผ่านมา กลยุทธ์และแผนที่ที่นางวิเคราะห์จะช่วยชีวิตทหารในสังกัดของเขาไว้หลายพันนายก็ตาม
"เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรว่ามีเงื่อนงำ" ฉินหานถามเสียงเย็น ย่างเท้าเข้าไปใกล้จนกดดันให้ร่างบางต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่หลินซูเหยากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางเงยหน้าสบตากับเขาตรง ๆ อย่างไม่เกรงกลัวอำนาจ
"เพราะหม่อมฉันรู้จักสันดานของสุนัขที่เลี้ยงเสียยิ่งกว่าเจ้าของพวกมัน" หลินซูเหยาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคู่นั้นไหววูบด้วยประกายความแค้นที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น "การกบฏที่เป่ยเจียงเป็นเพียงหมากตาแรกท่านแม่ทัพ หมากตัวจริง... รอคอยท่านอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว"
นางเอื้อมมือเรียวขาวราวหยกหยิบม้วนกระดาษอีกฉบับหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อยื่นส่งให้เขา "และนี่... คือพระราชโองการลับฉบับใหม่ที่เพิ่งมาถึงเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน"
ฉินหานรับม้วนกระดาษทองคำมาเปิดอ่าน แสงจากคบเพลิงส่องกระทบตัวหนังสือบนนั้นชัดเจน ทันทีที่กวาดสายตาอ่านจนจบ ดวงตาของแม่ทัพทมิฬก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง—ข้อความในพระราชโองการระบุชัดเจนว่า ให้ปลดอาวุธกองกำลังทหารพยัคฆ์ทมิฬครึ่งหนึ่งทันทีที่เดินทางกลับถึงประตูเมืองหลวง และให้ฉินหานเข้ารับการสอบสวนในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ!
บรรยากาศรอบตัวพล Hดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ซากปรักหักพังดังเปรี๊ยะปร๊ะ
หลินซูเหยาจ้องมองสีหน้าของฉินหาน นางยกถ้วยชาอุ่นที่เพิ่งต้มเดือดขึ้นจิบเบา ๆ เพื่อแก้ความหนาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวน้ำแข็งแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ท่านแม่ทัพ... หมากกระดานนี้ พวกเราถูกรุกฆาตเสียแล้วล่ะเจ้าคะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 1
กลิ่นคาวเลือดที่ชายแดน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!