กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีที่เพิ่งถูกฝนลงบนแท่นหินต้วนซีคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องทรงอักษร หลินซูเหยาปรายตามองราชשองการม้วนยาวที่ถูกประทับด้วยตราลัญจกรทองคำแท้ ซึ่งถูกวางนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะไม้ฮวาหลีราวกับซากศพที่รอเวลาเน่าเปื่อย หมึกสีชาดบนนั้นยังคงสดใหม่ ทว่ากลับให้ความรู้สึกเย็นเยียบราวกับหยาดน้ำค้างบนหลุมศพ
"ราชสำนักช่างใจร้อนเสียจริง" นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลมปราศจากความหวาดหวั่น แต่ดวงตาคู่คมกลับกวาดมองตัวอักษรหวัดแกมบรรจงเหล่านั้นอย่างวิเคราะห์ "ผ่านไปไม่ถึงสามสัปดาห์หลังจากที่เรากวาดล้างกองกำลังตระกูลเว่ยที่ชายแดนบูรพา ขุนนางเฒ่าพวกนั้นก็เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้เสียแล้ว"
ฉินหานผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาแสงเทียน ไม่ได้ขยับกายเข้าใกล้กระดาษแผ่นนั้นแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬมองทะลุผ่านหน้าต่างบานแกะสลักออกไปสู่ความมืดมิดยามราตรีกาล ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินบ่งบอกถึงอำนาจอันล้นพ้น แต่มันกลับขับเน้นให้บรรยากาศรอบตัวเขายิ่งเยียบเย็นดั่งภูเขาน้ำแข็ง
"พวกมันไม่ได้ร้อนใจเรื่องชายแดนหรอก ซูเหยา" เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินกระทบกันในถ้ำลึกดังขึ้น "สิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้และเหล่าเสนาบดีในเมืองหลวงนอนไม่หลับ คือดาบในมือข้าต่างหาก... ดาบเล่มนี้ยาวเกินกว่าที่ราชบัลลังก์จะควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว"
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความนัยอันลึกซึ้ง หลินซูเหยาลอบถอนหายใจเบาๆ นางขยับกายเข้าไปใกล้โต๊ะ หยิบม้วนราชโองการขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ปลายนิ้วเรียวสัมผัสเนื้อแพรไหมชั้นดีที่ถักทออย่างประณีต ขอบของผ้าปักด้วยดิ้นทองลายมงคลห้าเล็บ—สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดที่บีบคั้นให้ผู้คนต้องสยบยอม แต่สำหรับคนทั้งสองในห้องนี้ มันเป็นเพียงเศษกระดาษที่อาบยาพิษ
"ในราชโองการระบุชัดเจน... ให้ท่านแม่ทัพฉินหานคืนตราประหยัดทัพบูรพาแก่สำนักราชเลขาธิการ แล้วเดินทางกลับเข้าสู่เมืองหลวงโดยลำพังภายในเจ็ดวัน เพื่อ 'รับบำเหน็จความชอบ' ณ ท้องพระโรง" นางอ่านทวนข้อความด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ช่างเป็นคำเชิญที่งดงามและไร้ซึ่งช่องทางปฏิเสธสิ้นดี"
"รับบำเหน็จ หรือ รับความตาย?" ฉินหานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของสนามรบ "ตระกูลฉินของข้าเคยหลั่งเลือดปกป้องแผ่นดินนี้มาสามชั่วคน บรรพบุรุษนับร้อยต้องสังเวยชีวิตใต้คมดาบของศัตรู สุดท้าย... ผลตอบแทนที่ผู้ครองบัลลังก์มอบให้แก่สุนัขรับใช้ที่จงรักภักดี คือโซ่ตรวนทองคำและกรงขังในเมืองหลวงสินะ"
บรรยากาศในห้องอักษรพล Li กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงไส้เทียนลั่นเปรี๊ยะปร๊ะและหยดน้ำตาเทียนที่ไหลรินลงมาตามแท่นเชิงทองแดง หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า แววตาของนางไหววูบไปชั่วขณะเมื่อนึกถึงอดีตอันเจ็บปวดที่คล้ายคลึงกัน ตระกูลบัณฑิตของนางก็ถูกทำลายล้างด้วยอำนาจมืดในเมืองหลวงแห่งนั้นเช่นกัน... เมืองหลวงที่สร้างขึ้นจากกระดูกและคราบน้ำตาของผู้บริสุทธิ์
"หากท่านปฏิเสธราชโองการนี้ ข้าศึกภายนอกยังไม่ทันเคลื่อนไหว กองทัพหลวงจะยกมาประชิดค่ายทหารบูรพาในฐานะกบฏทันที" นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรและชาเขียวลอยแตะจมูก "แต่หากท่านยอมก้าวเท้ากลับเข้าสู่เมืองหลวง... นั่นเท่ากับการเดินเข้าสู่ปากเสือโดยแท้"
"เจ้ากลัวหรือ ซูเหยา?" ฉินหานหันกลับมามองสตรีตรงหน้า ดวงตาดำสนิทคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามที่เปี่ยมด้วยปัญญาของนาง
"ข้าไม่เคยกลัวความตาย แม่ทัพฉิน" หลินซูเหยาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงดั่งหินผา นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย "ข้าเพียงแต่เสียดาย หากดาบเล่มนี้จะต้องขึ้นสนิมในกรงทองของฮ่องเต้ผู้หูเบา แทนที่จะได้สะบั้นคอพวกขุนนางกังฉินที่กัดกินแผ่นดินจากภายใน"
มุมปากของแม่ทัพทมิฬกระตุกขึ้นเล็กน้อย—นี่คือสิ่งที่ทำให้เขายอมให้สตรีผู้นี้เคียงข้างกาย นางไม่เคยหวาดกลัวอำนาจมืด และไม่เคยสูญเสียสติปัญญาแม้ในยามวิกฤต
"เช่นนั้น... เราก็ควรเตรียมตัวเดินทาง" ฉินหานกล่าวเสียงเรียบ มือหนายื่นออกไปหยิบม้วนราชโองการโยนลงบนกองไฟที่มอดไหม้อยู่ในเตาผิง แสงสีส้มวาบขึ้นสว่างจ้าเผาผลาญแพรไหมสีทองจนกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา "ในเมื่อพวกมันอยากเห็นหน้าข้านัก ข้าก็จะไปเยือนเมืองหลวงสักครั้ง ให้พวกมันได้รู้ว่า การปลุกเสือร้ายให้ตื่นจากถ้ำ จะนำพาหายนะมาสู่บัลลังก์ของพวกมันเอง"
หลินซูเหยาลอบมองการกระทำนั้นด้วยแววตาเป็นประกาย นางหยิบพัดหยกขาวขึ้นมาเคาะเบาๆ กับฝ่ามืออย่างใช้ความคิด "ถ้าเช่นนั้น ข้าจะจัดเตรียมแผนการเดินทางและกองกำลังคุ้มกันลับ... แต่ก่อนที่เราจะออกจากค่ายนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องสะสางให้เรียบร้อยเสียก่อน"
นางยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องอักษร ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวสามครั้งติดต่อกัน—สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่ไม่ได้ยินมานานนับปี
"ท่านแม่ทัพ! กุนซือหลิน!" เสียงของรองแม่ทัพหลี่ตะโกนลอดเข้ามาด้วยความตระหนก "มีม้าเร่งจากเมืองหลวงมาถึงแล้วครับ! เป็น... เป็นราชโองการลับอีกฉบับหนึ่งที่ส่งตรงถึงท่านกุนซือโดยเฉพาะ!"
ฉินหานและหลินซูเหยาหันขวับไปมองบานประตูไม้แกะสลักพร้อมกัน ในยามวิกาลเช่นนี้ ราชโองการลับที่ระบุชื่อกุนซือหญิงโดยตรง ไม่เพียงแต่ผิดแปลกจากธรรมเนียมปฏิบัติ แต่มันยังหมายถึง... แผนการของฝ่ายตรงข้ามได้ล่วงรู้ตัวตนและบทบาทของนางในเงาอำนาจนี้แล้วอย่างแน่นอน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมดาบนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก•ตอนที่ 4
คำสั่งจากเมืองหลวง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้กลศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!