เสียงล็อกประตูเหล็กบานใหญ่ดัง “กริ๊ก” ก้องกังวานไปทั่วโถงจัดแสดงนิทรรศการอัญมณีชั้นนำของ (ชื่อแบรนด์) คือสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัดที่สุดว่า ตอนนี้รินรดาและอคินกำลังถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ
พายุฝนกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กระจกใสบานยักษ์ด้านนอกจนเกิดเสียงอื้ออึง ราวกับธรรมชาติกำลังเล่นตลกเพื่อกักขังอดีตสามีภรรยาคู่นี้ให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ร่วมกันเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่คั่งค้างและแหลมคมดั่งปลายเข็ม
รินรดาชะงักฝีเท้า มือเรียวที่กำลังถือแท็บเล็ตตรวจเช็คสต็อกจิวเวลรี่ลดระดับลงอย่างช้าๆ เธอนิ่งงันไปเพียงชั่ววินาที ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงสง่าของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใต้แสงไฟสีนวลของตู้จัดแสดงเพชรเม็ดงาม อคินในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปกำลังถอดเนคไทออกอย่างไร้ความปรานี ปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนและแผงอกไหวสะท้อนตามจังหวะลมหายใจ ภาพลักษณ์ของนักธุรกิจผู้เยือกเย็นและไร้ที่ติในสายตาคนนอก บัดนี้กลับเจือด้วยประกายความดิบเถื่อนและอันตรายที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“คุณตั้งใจใช่ไหมอคิน” น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ทว่าสั่นเครือด้วยแรงอารมณ์ที่พยายามควบคุมให้อยู่หมัด รินรดาก้าวถอยหลังเมื่ออีกฝ่ายก้าวเข้ามาประชิด “ระบบรักษาความปลอดภัยของหอศิลป์แห่งนี้ถูกตั้งโปรแกรมอัตโนมัติได้อย่างไรในเมื่อนิทรรศการยังไม่ปิดทำการ”
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย... ริน” อคินเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นทอดมองเธอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มีทั้งความโหยหา ความเจ็บปวด และแรงปรารถนาที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากความนิ่งงันมาเนิ่นนาน “แต่บางที... โชคชะตาอาจจะกำลังเข้าข้างคนที่เคยทำผิดพลาดอย่างมหันต์ และต้องการให้เราสะสางเรื่องราวระหว่างเราเสียที”
“ระหว่างเราไม่มีเรื่องอะไรต้องสะสางอีกแล้วค่ะคุณอคิน เราหย่ากันขาดแล้ว และสถานะปัจจุบันของฉันคือเจ้าของแบรนด์จิวเวลรี่ที่คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้อง” รินรดายืดตัวขึ้นเชิดหน้าสู้ สายตาคมปลาบไม่ยอมหลบหลีกความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
“ไม่มีสิทธิ์อย่างนั้นหรือ?” อคินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่สะสม เขาเคลื่อนตัวเข้าหารวดเร็วราวกับเสือดาวที่จ้องตะครุบเหยื่อ ก่อนที่รินรดาจะทันได้ตั้งตัว แผ่นหลังบางของเธอก็แนบชิดกับผนังกระจกเย็นเฉียบ ขณะที่ร่างสูงใหญ่กักขังเธอไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างที่ยันกับกำแพง กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ และน้ำหอมผู้ชายราคาแพงโชยเข้าปะทะนาสิก บีั้นทอนความแข็งแกร่งที่เธอพยายามสร้างขึ้นมานานนับปีให้พังทลายลงในพริบตา
“ถอยไปนะอคิน! ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย” เธอกล่าวขู่ เสียงนั้นขาดห้วงเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาเอื้อมมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสจากดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนา
“ร้องไปสี่ห้องโถงก็ไม่มีใครได้ยินหรอกริน... ข้างนอกฝนตกหนัก ระบบไฟขัดข้อง และที่สำคัญที่สุด...” อคินโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากนุ่ม “ไม่มีใครรู้จักเธอดีเท่าฉันอีกแล้ว... รินรดา”
สัมผัสจากปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นความรุ่มร้อน เมื่ออคินใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไล้ริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นอย่างดื้อรั้น ความทรงจำอันเร่าร้อนและเจ็บปวดในอดีตพรู
“ปล่อยฉัน... อื้อ”
คำปฏิเสธถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่ออคินฉวยโอกาสที่เธออ้าปากประท้วงประกบเรียวปากลงมาบดขยี้อย่างไร้ความปรานี รสจูบในคราแรกดุดัน รุกไล่ และเอาแต่ใจ ราวกับต้องการลงทัณฑ์หญิงสาวที่กล้าตีตัวออกห่าง ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงทุบตีที่อกเสื้อและหยดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าตาของเธอ ความโกรธเกรี้ยวเหล่านั้นก็พลันมลายหายไป เหลือเพียงความโหยหาอันลึกซึ้งที่เปลี่ยนรสจูบให้กลายเป็นความอ่อนหวาน ละมุนละไม และเว้าวอน
รินรดาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความคุ้นเคยต่อสัมผัสนี้ตอกย้ำความอ่อนแอในใจเธอ มือเรียวที่เคยผลักไสค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อสูทของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แรงปรารถนาที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเกลียดชังค่อยๆ ปะทุขึ้นทีละน้อย ท่าครวญครางแผ่วเบาเล็ดลอดจากริมฝีปากที่บวมเจ่อ ยิ่งปลุกเร้าให้อคินได้ใจ เขารวบเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวแนบแน่นจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน มือหนาข้างหนึ่งสอดเข้าไปใต้กลุ่มผมยาวสลวยเพื่อตรึงท้ายทอยของเธอให้รับองศาจูบที่ลึกซึ้งและวาบหวามยิ่งขึ้น
เสื้อผ้าเนื้อดีเริ่มยับยู่ยี่ตามแรงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ อคินผริมฝีปากออกช้าๆ ลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งคู่ประสานกันในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงไฟนีออนสีนวลจากตู้เพชรสะท้อนลงมา สายตาของเขามองเธอด้วยความเร่าร้อนและเว้าวอนในคราวเดียวกัน
“ริน... ผมคิดถึงคุณ... คิดถึงแทบคลั่ง” เสียงกระซิบพร่าเลือนดังชิดริมหู ขณะที่ริมฝีปากร้อนผ่าวซุกไซร้ไปตามซอกคอขาวผ่อง สูดดมกลิ่นกายหอมหวานที่เขาโหยหามาตลอดหลายร้อยค่ำคืนที่โดดเดี่ยว รินรดากัดริมฝีปากตัวเองแน่นเพื่อสะกดกลั้นเสียงครางที่จ่ออยู่ริมฝีปาก ความรู้สึกผิดตีรวนขึ้นมาในอก แต่วิถีทางแห่งอารมณ์กลับพาเธอดิ่งลึกเกินกว่าจะถอนตัว
เมื่อความยับยั้งชั่งใจพังทลายลงในความมืดมิดและเสียงฝนสาด อคินอุ้มร่างบางขึ้นโดยที่ริมฝีปากยังไม่ผละออกจากกัน รินรดาใช้เรียวขาเกี่ยวรอบเอวสอบของเขาโดยอัตโนมัติ ร่างทั้งสองร่างแนบชิดอย่างไร้รอยต่อบนโซฟากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มกลางห้องจัดแสดงจิวเวลรี่ ความเย็นเฉียบของอากาศภายนอกถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุจากร่างกายที่สัมผัสกันและกัน
แสงไฟระยิบระยับจากเพชรนับพันเม็ดในตู้กระจกสาดส่องลงมาทาบทับเรือนร่างเปลือยเปล่าที่ค่อยๆ ปรากฏแก่สายตา การเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความโหยหา ดุเดือด และเต็มอิ่มในความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ที่พร้อมจะยอมจำนนต่อกันและกัน รินรดาแอ่นกายรับสัมผัสวาบหวามที่เขาปรนเปรอให้อย่างไม่รู้จักพอ เสียงหอบหายใจและเสียงครางแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับเสียงสายฝนด้านนอก ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่เราสองคน
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่พายุอารมณ์สงบลง...
อคินนอนตะแคงกอดร่างระหงที่หอบสะท้านอยู่ในอ้อมกอด ริมฝีปากหยักลึกจูบลงบนหน้าผากมนด้วยความทะนุถนอมอย่างที่แทบไม่เคยทำมาก่อน รินรดานอนลืมตาโพลงในความมืด ความรู้สึกผิดและสับสนตีรวนอยู่ในอก เธอกำลังจะขยับตัวลุกขึ้นแต่งกายเพื่อหนีความจริงอันน่าอับอายนี้ ทว่าแสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งที่วางลืมไว้บนโต๊ะทำงานใกล้ๆ กลับสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับหน้าจอที่แสดงข้อความแจ้งเตือนรูปถ่ายจากบุคคลปริศนา
รินรดานิ่งงันไปเมื่อเห็นภาพถ่ายบนหน้าจอ เป็นภาพเด็กชายวัยราวๆ สี่ขวบกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นถอดแบบมาจากอคินราวกับพิมพ์เดียวกัน... และที่สำคัญที่สุดคือข้อความบรรยายใต้ภาพที่ส่งตรงถึงเธอ
*“คุณรินรดาคะ... ดูเหมือนว่าสามีเก่าของคุณ จะไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่เป็นความลับในอดีตนะคะ”*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ดำดิ่งไปกับความเจ็บปวด และลุ้นระทึกไปกับเกมรักเกมแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
มลทินรักใต้หน้ากากน้ำแข็ง•ตอนที่ 6
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มลทินรักใต้หน้ากากน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!