คราบเกลือสีขาวที่เกาะอยู่ข้างถังไม้เก่าคร่ำคร่าในห้องครัวหลังบ้าน ถูกหลินฮวาจัดการขัดถูจนสะอาดเอี่ยมอ่องด้วยฟางเส้นเล็กในมือเรียว กลิ่นหอมฉุนของพริกเสฉวนคั่วแห้งผสมผสานกับความเผ็ดร้อนของโป๊ยกั๊กจากในมิติลับยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก แม้ว่านางจะปิดประตูมิติไปได้ครึ่งค่อนวันแล้วก็ตาม ยุคเจ็ดสิบปลายเช่นนี้ การหาเงินสักหยวนเพื่อซื้อแป้งขาวละเอียดสักถุงยังยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่สำหรับเชฟอัจฉริยะที่ถือครองมิติวิเศษอย่างนางแล้ว ความยากจนข้นแค้นนี้เป็นเพียงโจทย์เลขข้อหนึ่งที่รอการแก้ด้วยสูตรลับเครื่องเทศเท่านั้น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่แผ่วเบาดังก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงธรณีประตู จางเหว่ยยืนนิ่งอยู่ที่นมุมืดของเงาไม้ไผ่ ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยไร้อารมณ์ บัดนี้กลับฉายแววความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองสำรวจภรรยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกลัวว่านางจะบอบช้ำจากลมหนาวหรือคำครหาของผู้คนในหมู่บ้าน
"ดึกมากแล้ว... น้องยังไม่นอนอีกหรือ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องครัวแคبيๆ
หลินฮวาเงยหน้าขึ้นจากถังไม้ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางวางผ้าในมือลงก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม กลิ่นอายความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของจางเหว่ยทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมสินค้ามลายหายไปในพริบตา สามีใบ้ผู้นี้ แม้จะพูดน้อยจนน่าโมโหในบางครั้ง แต่การกระทำทุกอย่างกลับแสดงออกถึงความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
"ยังนอนไม่หลับค่ะพี่จาง... พรุ่งนี้เราต้องไปที่นั่นกันแล้ว ท่านไม่ตื่นเต้นบ้างหรือคะ" หลินฮวาเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น นางยื่นมือไปแตะแขนแกร่งของสามีเบาๆ
จางเหว่ยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อน คำว่า 'ตลาดมืด' สำหรับชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปแล้วมันคือสถานที่สีเทาที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง หากถูกหน่วยพิทักษ์สันติราษฎร์หรือพวกคณะกรรมการปฏิวัติจับได้ โทษทัณฑ์ที่ได้รับนั้นไม่ใช่แค่การยึดของ แต่หมายถึงอนาคตที่อาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนายทุนน้อยที่ต้องถูกส่งไปดัดสันดานในค่ายใช้แรงงาน แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาสุกใสคู่นั้นของภรรยา ความกลัวทั้งปวงก็มลายหายไปสิ้น เขากลับพยักหน้ารับช้าๆ อย่างหนักแน่น มือหยาบกร้านยกขึ้นลูบผมของนางแผ่วเบา เป็นเชิงบอกว่า *'พี่จะไปกับน้องเอง ไม่ต้องกลัว'*
ตีสองครึ่งของคืนนั้น สายหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วทั้งตำบล ลมหนาวพัดโชยระลอกแล้วระลอกเล่าจนผิวกายรู้สึกชาหนึบ หลินฮวาในชุดเสื้อผ้าสีเข้มกลมกลืนกับความมืด แบกตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่ที่คลุมทับด้วยผ้ากระสอบเก่าๆ ไว้บนหลัง ภายในตะกร้านั้นอัดแน่นไปด้วยขวดโหลแก้วบรรจุ "น้ำมันพริกสูตรลับพิเศษ" และ "ผงเครื่องเทศหอมหมื่นลี้" ที่นางเคี่ยวกรองด้วยไฟอ่อนในมิติลับนานถึงแปดชั่วโมงเต็ม กลิ่นหอมล้ำลึกที่ถูกผนึกไว้ภายในเริ่มเล็ดลอดออกมาเพียงเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นน้ำลายสอได้ไม่ยาก
จางเหว่ยเดินนำหน้าด้วยฝีเท้ามั่นคงและเงียบเชียบ ทั้งสองลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ หลังภูเขาหินปูน มุ่งหน้าสู่ย่านโกดังร้างใกล้สถานีรถไฟเก่า ซึ่งเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าใต้ดินที่เลื่องลือว่าเข้มงวดและอันตรายที่สุดในอำเภอ
เมื่อมาถึง บริเวณซอกตึกอับทึบมีเงาร่างหลายร่างกำลังยืนสุมหัวกันด้วยความระแวดระวัง เสียงกระซิบกระซาบและสายตาดوร์ระแวงมองซ้ายมองขวาทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาทันตา หลินฮวากวาดตามองรอบตัวอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้าทันที นี่ไม่ใช่ตลาดมืดแบบชาวบ้านนำไข่ไก่มาแลกแป้งข้าวโพด แต่เป็นแหล่งกบดานของพ่อค้ารายใหญ่ที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูงเพื่อไปส่งต่อให้กับชนชั้นสูงหรือพวกเจ้าหน้าที่ระดับบนที่ยังมีรสนิยมแบบเก่า
"พวกเจ้า... เอาอะไรมาขาย" เสียงแหบห้าวของชายร่างใหญ่ สวมหมวกแก๊ปดึงปีกต่ำจนบังใบหน้าครึ่งซีก เอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความมืด เขาคือนักค้าคนกลางผู้มีอิทธิพลในตลาดมืดแห่งนี้ นามว่า 'ไห่เฉิง'
หลินฮวาไม่ตอบทันที นางก้าวออกมาจากเงาของสามี ยืนเผชิญหน้ากับพ่อค้ารายใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเยือกเย็นประดับบนใบหน้าสวยคม นางค่อยๆ เปิดผ้ากระสอบออก เผยให้เห็นขวดโหลแก้วใสแจ๋วที่สะท้อนแสงจันทร์รำไร
"น้ำมันพริกและเครื่องเทศบดละเอียด... รับรองว่าท่านไม่เคยลิ้มลองที่ไหนมาก่อนในมณฑลนี้แน่นอนค่ะ" หลินฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่กังวานชัดเจนในความเงียบ
ไห่เฉิงขมวดคิ้วมุ่น กลิ่นหอมประหลาดที่โชยเตะจมูกทันทีที่เปิดผ้าคลุม ทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มันไม่ใช่กลิ่นฉุนกานพลูหรือพริกไทยทั่วไป แต่มันมีความซับซ้อน ทั้งเผ็ดร้อน หอมหวาน และชาลิ้นในคราเดียวกัน ชายร่างใหญ่ก้าวเข้าไปใกล้ หมายจะหยิบขวดโหลขึ้นมาดูใกล้ๆ แต่จางเหว่ยกลับขยับตัวเข้ามาขวางอย่างรวดเร็ว รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของอดีตนายทหารทำให้ไห่เฉิงต้องชะงักฝีเท้าโดยอัตโนมัติ
"ระวังหน่อยค่ะ ของของฉัน... มีค่ามากกว่าที่ท่านคิด" หลินฮวากล่าวเตือนด้วยรอยยิ้ม พลางหยิบช้อนไม้เล็กๆ ที่เตรียมไว้ออกมาตักน้ำมันพริกป้ายลงบนแผ่นแป้งย่างแห้งๆ ที่พกมาด้วย ส่งให้ไห่เฉิงชิม
ไห่เฉิงรับมาด้วยความลังเล แต่พอน้ำมันพริกสัมผัสกับปลายลิ้น ดวงตาเล็กๆ ของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที ความเผ็ดร้อนที่ซ่านซ่านไปทั่วโพรงปาก ตามด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่อบอวลขึ้นจมูก ทำให้สมองของเขาตื่นตัวราวกับถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า นี่มัน... ของวิเศษชัดๆ! ถ้าเอาไปประมูลให้พวกพ่อค้ากระเป๋าหนักในเมืองหลวง มีหวังได้ราคางามจนนับเงินไม่ถ้วนแน่!
"ตกลง... ฉันเหมาหมดนี่! ว่ามา เจ้าต้องการเท่าไหร่!" ไห่เฉิงเปลี่ยนท่าทีทันที สีหน้าละโมบปรากฏชัดเจน เขายื่นมือหนาออกมาเตรียมหยิบตะกร้า
ทว่า ในวินาทีที่มือของไห่เฉิงกำลังจะเอื้อมถึงตะกร้าสินค้า เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบก็สาดส่องเข้ามาจากปากทางเข้าซอกตึก เสียงตะโกนก้องกังวานด้วยความเกรี้ยวกราดดังลั่นความมืด
"หยุดอยู่ตรงนั้น! พวกเจ้ากำลังทำผิดกฎหมายค้ากำไรเกินควร จงมอบตัวเสียดีๆ!"
ร่างของเจ้าหน้าที่ตรวจตราความสงบเรียบร้อยนับสิบคนพร้อมอาวุธครบมือพรูเข้ามาปิดล้อมเส้นทางหนีทุกด้าน ไห่เฉิงหน้าถอดสีด้วยความตกใจ ร้องอุทานลั่นด้วยความตื่นตระหนก "เวรเอ๊ย! หน่วยตรวจพิเศษมาได้ยังไง!"
จางเหว่ยขยับตัวเข้าประชิดตัวภรรชาทันที กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งแน่นพร้อมปะทะ ขณะที่หลินฮวากลับนิ่งสนิท ดวงตาสกาวประกายความท้าทาย นางไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่กลับมองตรงไปยังนายตำรวจยศสูงที่กำลังเดินแหวกแถวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก เมื่อแสงไฟฉายสาดส่องกระทบใบหน้าของนายตำรวจนายนั้น หลินฮวาก็ต้องชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบเมื่อพบว่า... บุคคลที่นำกำลังมาจับกุมในคืนนี้ กลับเป็น "สหายเก่า" จากตระกูลเดิมที่นางเพิ่งสะบัดหนีมานั่นเอง!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาโดยตลอดนะคะ
เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน•ตอนที่ 6
ตลาดมืดที่รอการบุกเบิก
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!