"ท่านผู้กอง! พวกเราตามหาท่านเจอแล้วครับ! คำสั่งของท่าน... ได้รับการพิสูจน์ความจริงแล้ว!"
เสียงตะโกนก้องที่แฝงด้วยความตื้นตันจนเสียงสั่นเครือดังสะท้อนก้องอยู่หน้าบ้านดินทรุดโทรมหลังนั้น ประโยคที่เปรียบเสมือนอสุนีบาตฟาดลงกลางฤดูร้อน ทำให้ร่างของจางเหว่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาเหลาไม้ฟืนชะงักกึก มือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักกำท่อนไม้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบบริเวณ หลินฮวาก้าวออกมาจากห้องครัว กลิ่นหอมกรุ่นของพริกเสฉวนและน้ำมันงาที่นางเพิ่งเคี่ยวเสร็จในมิติลับยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว ร่างระหงในชุดผ้าฝ้ายเก่าๆ แต่สะอาดสะอ้านหยุดยืนเคียงข้างสามี ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววคมกริบทอประกายความนิ่งสงบ นางไม่ได้ตกใจแม้แต่น้อย เพราะลึกๆ แล้วนางรู้ดีว่าสามีผู้เงียบขรึมและมีรอยแผลเป็นลึกลับที่แผ่นหลังผู้นี้ ไม่มีทางเป็นเพียงแค่คนงานเหมืองธรรมดาอย่างที่ใครต่อใครเข้าใจ
"ลุกขึ้นเถอะค่ะ" หลินฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง ทรงพลังพอที่จะทำให้เหล่าทหารในเครื่องแบบสีเขียวเข้มที่ยืนตรงทำความเคารพต้องชะงัก "สามีฉัน... เขาเหนื่อยมามากพอแล้ว หากพวกคุณมีเรื่องจะพูด ก็เชิญพูดกันตรงนี้ หรือจะเข้าไปคุยกันให้เรียบร้อยในบ้านหลังเล็กๆ ของพวกเราดีคะ?"
นายทหารยศนายพันผู้มีใบหน้าคมคายและมีรอยแผลเป็นที่หางคิ้ว หันมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและระคนนับถือ เขารู้ดีว่าอดีตผู้บังคับบัญชาหน่วยปฏิบัติการพิเศษอย่างจางเหว่ยต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตอะไรมาบ้าง และการที่สตรีผู้นี้สามารถยืนหยัดเคียงข้าง ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเยียวยาบาดแผลในใจของชายหนุ่มได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน ที่บ้านใหญ่ตระกูลจาง ซึ่งตั้งอยู่ถัดไปเพียงสามหลังคาเรือน บรรยากาศกลับร้อนระอุราวกับเตาหลอมเหล็ก
ป้าสะใภ้ใหญ่ตบโต๊ะไม้จนชามกระเบื้องสั่นสะเทือน หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเนื้อตัวสั่นเทา นางแผדเสียงแหลมสูงจนแสบแก้วหู "นังตัวดีหลินฮวา! มันนึกว่ามันเป็นใครกัน! กล้าดียังไงถึงส่งคนมาขู่พวกเราที่บ้านใหญ่! หาว่าพวกเรายักยอกเงินค่าเลี้ยงดูและที่ดินของตระกูลอย่างนั้นรึ?! ตาแก่! คุณดูสะใภ้รองกับไอ้ใบ้นั่นสิ มันปีนเกลียวใหญ่โตแล้วนะ!"
ผู้ใหญ่บ้านจาง นั่งสูบยาฉุนใบหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด เขารู้ดีว่าเรื่องที่ดินสามหมู่และเงินชดเชยที่ส่งมาจากทางการเมื่อหลายปีก่อนถูกภรรยาและลูกชายคนโตแอบยักยอกเอาไปใช้สร้างบ้านและส่งเสียลูกชายเรียนในเมืองจนหมดเกลี้ยง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา จางเหว่ยเป็นคนเงียบขรึม กตัญญู และไม่เคยปริปากทวงถาม ทำให้พวกเขาใจย้อมใจกล้าทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ท่านแม่ใจเย็นๆ ก่อนเถอะค่ะ" สะใภ้รองที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ แววตากลอกกลิ้ง "ฉันได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า มีกลุ่มคนแต่งตัวคล้ายทหารระดับสูงจากในเมืองมาหาไอ้ใบ้ที่บ้านหลังนั้น แถมยังท่าทางนอบน้อมเสียด้วย... หรือว่า... หรือว่ามันแอบไปฟ้องร้องอะไรไว้?"
"ทหารบ้าบออะไรกัน!" ลูกชายคนโตของบ้านใหญ่ที่เพิ่งเดินกลับมาจากในอำเภอแทรกขึ้นด้วยท่าทางหัวเสีย ใบหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา "ผมเพิ่งไปสืบมา ไอ้งั่งจางเหว่ยมันก็แค่พลทหารปลดประจำการที่เคยโดนสอบสวนเรื่องวินัยเมื่อหลายปีก่อน! จะไปมีเส้นสายใหญ่อะไรที่ไหน! แม่ครับ... เราจะปล่อยให้พวกมันมาทวงสิทธิ์ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเรื่องที่ดินสามหมู่และเงินห้าร้อยหยวนนั้นแดงขึ้นมา พวกเราติดคุกหัวโตแน่!"
ป้าสะใภ้ใหญ่แค่นเสียง "เหอะ" ออกมาอย่างดูแคลน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าอวบอูม "ติดคุกงั้นรึ? ฝันไปเถอะ! ที่ดินนั่นทำสัญญาโอนเป็นชื่อฉันเรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินทองก็เอาไปลงทุนหมดแล้ว อยากได้คืนนักใช่ไหม? งั้นก็ลองดูกันว่า ระหว่างคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างมัน กับตระกูลจางที่มีญาติเป็นถึงเสมียนอำเภอ ใครจะพังก่อนกัน!"
ตัดภาพกลับมาที่บ้านดินหลังเล็ก หลินฮวากำลังจัดเตรียมน้ำชาสมุนไพรกลิ่นหอมกรุ่นที่ต้มจากมิติลับ รินใส่ถ้วยดินเผาอย่างประณีต นางวางลงตรงหน้า นายพันหยางและลูกน้องด้วยท่าทีสง่างามราวกับคุณหญิงตระกูลใหญ่ แม้จะสวมชุดผ้าฝ้ายธรรมดา
จางเหว่ยยังคงนั่งเงียบอยู่ข้างกายภรรยา แต่แววตาที่เคยมืดมนและว่างเปล่า บัดนี้กลับทอประกายคมปลาบดุจพยัคฆ์ตื่นจากจำศีล มือหนาวางทับลงบนหลังมือเรียวบางของหลินฮวาอย่างให้ความ
"ฮวาฮวา..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำหนักคำพูดเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาเปรียบเราอีกแล้ว... โดยเฉพาะเรื่องของเธอ"
หลินฮวายิ้มรับ รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด นางบีบมือตอบรับเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับนายพันหยาง "ท่านนายพันคะ ในเมื่อความจริงปรากฏแล้ว และทางการต้องการคืนความเป็นธรรมให้สามีฉัน ทางเราก็มีเงื่อนไขเช่นกันค่ะ... เงื่อนไขที่จะทำให้ 'หนี้เก่า' ทั้งหมดของบ้านใหญ่ ต้องถูกชำระสะสางเสียทีในวันนี้"
นายพันหยางแย้มยิ้มมุมปาก พยักหน้ารับอย่างให้เกียรติ "เชิญคุณหลินว่ามาได้เลยครับ ทางเราพร้อมสนับสนุนทุกประการ คำสั่งเบื้องบนระบุชัดเจนว่า ยศและสิทธิ์ทั้งหมดของท่านผู้กองจางต้องได้รับการคืนสู่สภาพเดิมทันที!"
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างรุนแรงจากด้านนอก พร้อมกับเสียงโวยวายแหลมสูงของป้าสะใภ้ใหญ่ที่บุกเข้ามาถึงหน้าบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ "ไอ้พวกเนรคุณ! จางเหว่ย! แกกล้าดียังไงถึงพาคนมาสร้างความวุ่นวายในหมู่บ้าน ออกมาเดี๋ยวนี้!"
หลินฮวาผุดลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาดุดลึกดุจเหยี่ยวสาวมองข้ามผ่านร่างของสามีไปยังประตูบ้าน มุมปากหยักยิ้มเยาะเย้ยเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า นางก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนบ้านใหญ่ที่กำลังฮึกเหิม โดยมีเงาร่างสูงใหญ่ของจางเหว่ยและนายทหารฝีมือดีก้าวตามหลังมาติดๆ ดุจเงาทมิฬแห่งการชำระแค้น
ทว่า... ในวินาทีที่ป้าสะใภ้ใหญ่เงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้าหลินฮวาด้วยความเกรี้ยวกราด ประตูรั้วไม้ไผ่ก็ถูกถีบกระเด็นหลุดจากบานด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างของชายแปลกหน้าในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบ ที่ก้าวเข้ามาพร้อมเอกสารตราประทับสีแดงฉานในมือ
"ขอโทษด้วยนะครับ... แต่เจ้าของที่ดินตัวจริงยืนอยู่ตรงนี้แล้ว และผมเกรงว่า... พวกคุณกำลังบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลของท่านประธานบริษัทส่งออกอาหารรายใหญ่ที่สุดในมณฑล"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ หลินฮวายุคปฏิรูป
เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน•ตอนที่ 10
รอยร้าวในบ้านใหญ่
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!