ควันสีขาวนวลพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำซุปกระดูกเคี่ยวไฟอ่อนข้ามคืนผสานกับกลิ่นเครื่องเทศจีนยี่ห้อพิเศษจากมิติลับ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วรัศมีสามลี้จนคนในหมู่บ้านที่ยังนอนซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนหนาต้องสูดจมูกฟุดฟิด ลืมตาโพลงด้วยความงุนงง
"กลิ่นอะไรน่ะ... หอมอะไรปานนี้ ชวนน้ำลายสอเสียจริง!" ป้าสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลจางซึ่งบ้านอยู่ถัดไปสามหลัง ดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงเตาอุ่นด้วยความฉุนเฉียว นางจำกลิ่นนี้ได้แม่น... มันคือกลิ่นอาหาร! แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อนังสะใภ้รองตัวดีกับเจ้าใบ้จางเหว่ยเพิ่งถูกขับไล่ให้ไปซุกหัวนอนที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน ยาไส้แทบไม่มีกิน มิหนำซ้ำยังมีหนี้สินติดตัว แล้วเหตุใดจึงมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจราวกับภัตตาคารในเมืองหลวงเช่นนี้ได้เล่า?
ที่หน้าเพิงไม้ไผ่ชั่วคราวซึ่งถูกเนรมิตให้กลายเป็นร้านอาหารเช้าขนาดย่อม หลินฮวากำลังยืนตักแป้งสาลีหมักยีสต์เนื้อนุ่มฟูลงในกระทะเหล็กหล่อที่ทาน้ำมันหมูจนผิวหน้าเกรียมเหลืองสวยงาม นางสวมผ้ากันเปื้อนสะอาดสะอ้าน ใบหน้าเรียบเนียนผุดผ่องแม้จะตื่นแต่เช้ามืด ดวงตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวและเป็นประกายระยับยามมองผลงานตรงหน้า
ซาลาเปาทอดกรอบนอกนุ่มในสอดไส้หมูสับติดมันหมักเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะตัว และโจ๊กหมูฉีกโรยต้นหอมผักชีที่เคี่ยวจนเนื้อเนียนละเอียดดั่งแพรไหม ทั้งหมดนี้คือ "อาวุธ" ชิ้นแรกที่นางเลือกใช้เพื่อเปิดศึกแย่งชิงความมั่งคั่งในยุคปฏิรูปนี้ค่ะ
"เหว่ยเกอ ยกหม้อโจ๊กกับถาดซาลาเปานี้ไปวางหน้าร้านได้เลยค่ะ จัดเก้าอี้ไม้ไผ่ให้เรียบร้อย ลูกค้ากลุ่มแรกน่าจะใกล้มาถึงแล้ว" หลินฮวาเอ่ยสั่งสามีด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
จางเหว่ยพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ใบหน้าคมเข้มที่เคยดูหมองคล้ำไร้ชีวิตชีวาบัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ร่างกายกำยำสมส่วนในชุดสะอาดสะอ้านช่วยขับให้เขาดูสง่างามขึ้นถนัดตา ตั้งแต่ภรรยาของเขาฟื้นคืนจากความเจ็บป่วยและเปลี่ยนแปลงไปราวกับคนละคน ชีวิตของพวกเขาก็ไม่เคยต้องก้มหัวให้ใครอีกเลย เขายกถาดไม้ใส่อาหารร้อนๆ ออกไปจัดวางหน้าร้านอย่างคล่องแคล่ว แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวเพื่อระแวดระวังความปลอดภัยให้ภรรยาตามสัญชาตญาณของชายหนุ่มผู้ปกป้องครอบครัว
ผ่านไปไม่ถึงเค่อ (สิบห้านาที) ชาวบ้านกลุ่มแรกที่ต้องเดินผ่านทางนี้เพื่อไปทำนาเริ่มชะลอฝีเท้าลงทีละคน สองคน...
"โอ๊ย แม่เจ้าโว้ย! นี่มันกลิ่นอะไรกันเนี่ย ข้าเดินตามกลิ่นนี้มาจนท้องร้องจ๊อกๆ แล้วนะ" ลุงเฉิน ชาวนาอาวุโสประจำหมู่บ้านผู้ขึ้นชื่อเรื่องความปากร้ายและงันทึน ถึงกับต้องหยุดเดินแล้วสูดกลิ่นเข้าปอดลึกๆ สายตาจับจ้องไปที่หม้อดินเผาขนาดใหญ่ที่มีควันร้อนพวยพุ่งและป้ายไม้เนื้อดีที่เขียนด้วยลายมือตวัดพู่กันงดงามว่า *'ร้านอาหารเช้าตระกูลจาง'*
ไม่ใช่แค่ลุงเฉินเท่านั้น แต่ชาวบ้านอีกหลายคนที่เดินผ่านต่างก็พากันหยุดยืนมองด้วยความประหลาดใจ ภาพของสองสามีภรรยาตระกูลจางที่เคยเนื้อตัวมอมแมมและถูกเหยียดหยาม บัดนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าแผงลอยสะอาดสะอ้าน กลิ่นอาหารหอมฟุ้งจนต่อมรับรสในปากทำงานอย่างบ้าคลั่ง ใครเล่าจะอดใจไหว?
"นี่... นี่มันขายอะไรกัน กลิ่นหอมรุนแรงเสียจริง หรือว่าพวกเจ้าแอบไปขโมยเนื้อของใครมาทำกินกันแน่!" เสียงแหลมสูงของสะใภ้รองบ้านตระกูลจางอีกคนดังแทรกขึ้นมาด้วยความริษยา นางตั้งใจจะเดินมาดูความตกต่ำของบ้านนี้ให้หนำใจ แต่กลับต้องกลืนน้ำลายเอื้อมระอากับภาพที่เห็นตรงหน้า
หลินฮวาหันไปมองผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ นางไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือน นางค่อยๆ วางทัพพีลง ปัดมือเบาๆ แล้วก้าวออกมารับหน้าด้วยท่าทีสง่างามราวกับคุณหนูในห้องหอ หาใช่ภรรยาชาวไร่ปลายแถวไม่
"ถ้าป้าสะใภ้มีตาแต่ไร้แวว ก็เชิญใช้จมูกสูดกลิ่นให้เต็มปอดเถอะค่ะว่านี่คือกลิ่นอะไร ร้านของเราเปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อาหารทุกชิ้นทำจากหยาดเหงื่อแรงกายและวัตถุดิบสะอาดสะอ้าน หาได้ไปลักขโมยใครเหมือนสันดานของบางคนแถวนี้ไม่ค่ะ"
คำพูดเจ็บแสบแต่รอยยิ้มงดงามไร้ที่ติทำเอาสะใภ้รองหน้าชาวาบ อ้าปากพะงาบๆ จะด่ากลับแต่ก็ถูกกลิ่นหอมของซาลาเปาทอดที่เพิ่งยกขึ้นจากกระทะสะกดไว้เสียก่อน น้ำลายในปากสอขึ้นมาจนต้องกลืนลงคออย่างยากลำบาก
"ทะ... เท่าไหร่? ซาลาเปานั่นขายลูกละเท่าไหร่ โจ๊กนี่ชามละเท่าไหร่?" ลุงเฉินทนความเย้ายวนไม่ไหวเป็นคนแรก เอ่ยถามเสียงสั่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ซาลาเปาทอดลูกละสองเหมา โจ๊กหมูฉีกชามละสามเหมาค่ะ พิเศษใส่ไข่เพิ่มอีกหนึ่งเหมา รับรองว่ากินแล้วอิ่มท้องมีเรี่ยวแรงทำนาไปตลอดทั้งวันแน่นอนค่ะ" หลินฮวาตอบด้วยน้ำเสียงฉาดฉาน ชัดถ้อยชัดคำ
ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงฮือฮา ราคาขนาดนี้สำหรับยุคสมัยนี้ถือว่าค่อนข้างสูงทีเดียวสำหรับอาหารเช้าข้างทาง แต่ทว่า... เมื่อเทียบกับกลิ่นหอมเย้ายวนใจที่เตะจมูก และหน้าตาอาหารที่ดูสะอาดน่ากินเกินกว่าสิ่งใดในหมู่บ้าน ความลังเลก็เริ่มสั่นคลอน
"ข้าเอาหนึ่งชุด! เอาซาลาเปาสองลูก โจ๊กหนึ่งชาม!" ชายหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งในหมู่บ้านที่ทนความหิวไม่ไหวควักเงินออกมาวางบนโต๊ะเสียงดัง
"ยินดีค่ะ! เหว่ยเกอ จัดชุดพิเศษให้พี่ชายท่านนี้ด่วนเลยค่ะ" หลินฮวารับเงินมาด้วยรอยยิ้มหวานหยด
เพียงชามแรกถูกเสิร์ฟ กลิ่นหอมของพริกไทย น้ำซุปกระดูก และเนื้อหมูฉีกนุ่มๆ ก็กระจายวงกว้างยิ่งขึ้น ชายหนุ่มตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น ละลายในปากโดยไม่ต้องเคี้ยว ผสานกับซาลาเปาทอดกรอบนอกนุ่มในที่กัดเข้าไปแล้วน้ำซุปข้างในชุ่มฉ่ำ รสชาติอร่อยล้ำเลิศจนเขาแทบจะร้องไห้ออกมา
"อร่อย! อร่อยชะมัดเลย! นี่มันอร่อยกว่าอาหารในอำเภอเสียอีก!" เขาอุทานเสียงดังลั่นจนทุกคนหันมามอง
สิ้นเสียงนั้น บรรดาชาวบ้านที่ยืนลังเลอยู่รอบนอกต่างก็พากันกรูเข้ามาแย่งกันสั่งซื้อราวกับแจกฟรี ความอัศจรรย์ของอาหารมิติลับในมือหลินฮวาทำให้ยอดขายพุ่งกระฉูดในพริบตา เงินเหมาและธนบัตรยับยู่ยี่ถูกวางกองบนโต๊ะจนแน่นขนัด จางเหว่ยต้องคอยรับเงินและจัดคิวด้วยความยุ่งเหยิงแต่ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังคึกคักถึงขีดสุด และเงินทองกำลังไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าตระกูลจางจนน่าชื่นใจนั้นเอง...
จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสคู่ก็ดังขึ้นจากปากทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมกับเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดที่ทำเอาทุกคนในบริเวณนั้นต้องชะงักงัน
"บังani! ใครอนุญาตให้พวกแกมาตั้งร้านค้าขายของตรงนี้ รู้ไหมว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นเขตควบคุมของใคร!"
หลินฮวาหรี่ตามองฝุ่นตลบที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ นางวางทัพพีในมือลงช้าๆ รอยยิ้มบนมุมปากจางหายไปแทนที่ด้วยแววตานิ่งสนิทที่แฝงไปด้วยความคมกริบดั่งใบมีด
และเมื่อเงาร่างของคนที่เดินนำหน้าปรากฏชัดเจนขึ้นท่ามกลางกลุ่มคน จางเหว่ยก็พลอยหน้าถอดสี ขากรรไกรขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ หลินฮวายุคปฏิรูป
เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน•ตอนที่ 11
เมนูเด็ดแจ้งเกิดร้านค้าเล็กๆ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!