เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน•ตอนที่ 13

การเดินทางสู่การค้าเมืองใหญ่

ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
กลิ่นหอมฉุนของพริกหมาหลั่นและเครื่องเทศสิบแปดชนิดที่คั่วจนสุกงอมในกระทะเหล็กใบใหญ่ ไม่ได้เพียงแต่ลอยตลบอบอวลอยู่ภายในห้องครัวดินเผาหลังน้อยของตระกูลจางเท่านั้น แต่มันกำลังแผ่ขยายอานุภาพเย้ายวนใจไปทั่วทั้งตรอกซอกซอยของหมู่บ้านหินผา จนทำให้พวกป้าสะใภ้จอมสอดรู้สอดเห็นที่ชอบมาเดินวนเวียนหน้าบ้าน ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอิจฉาริษยาจนแทบกระอักเลือด หลินฮวาใช้ทัพพีไม้คนเครื่องแกงสูตรลับในมิติลับที่ถูกนำออกมาเคี่ยวเคียงกับน้ำมันหมูเนื้อดี สีสันของน้ำมันพริกแดงฉานดั่งทับทิมตัดกับความเขียวขจีของต้นหอมซอย ละaลานตาและชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วน ใบหน้าเรียวสวยของนางไม่ได้มีหยาดเหงื่อแม้แต่หยดเดียว แม้ว่าไอร้อนจะพวยพุ่งขึ้นมาปะทะนวลแก้วก็ตามที "เหว่ยเกอ... หีบไม้บรรจุขวดน้ำมันพริกและผงเครื่องเทศสำหรับล็อตแรกที่เราจะนำไปส่งที่เมืองหลวงมณฑลทางเหนือ เรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมคะ?" นางเอ่ยถามสามีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับทอประกายความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม จางเหว่ยที่กำลังใช้เชือกป่านมัดหีบไม้อย่างแน่นหนาด้วยพละกำลังอันเหนือมนุษย์ของชายอกสามศอก เงยหน้าขึ้นมาสบตากับภรรยา แววตาคมกริบที่เคยมีความหวาดกลัวและเจียมเนื้อเจียมตัวต่อโลกภายนอก บัดนี้กลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและมั่นคงอย่างยิ่งยวด "เรียบร้อยหมดแล้วครับ... เอ่อ... เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ" จางเหว่ยเกือบจะเผลอหลุดคำพูดคุ้นชินออกมา แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มรู้ทันของภรรยาคนสวย เขาก็รีบแก้คำพูดด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำอย่างน่าเอ็นดู "ผม... ฉันหมายถึง พี่ตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมดสามรอบแล้ว ไม่มีขวดไหนแตกและไม่มีรอยรั่วแม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างพร้อมสำหรับการเดินทางในเช้าวันนี้แล้วครับ... ค่ะ!" หลินฮวายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกขัน นางยื่นผ้าสะอาดไปซับเหงื่อบนหน้าผากให้สามีอย่างเบามือ การเดินทางสู่ "เมืองผิงเฉิง" เมืองใหญ่ระดับภูมิภาคในยุคปฏิรูปปี 1980 ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทางเพื่อไปเปิดหูเปิดตา แต่เป็นการประกาศศักดาให้พวกตระกูลเดิมที่เคยเหยียบยย่ำความยากจนของพวกนางได้เห็นว่า เซียนเครื่องเทศผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่ทำอาหารประทังชีวิตไปวันๆ ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน ตอนที่ข่าวลือเรื่องที่หลินฮวาสามารถปรุงอาหารรสเลิศจนเหล่าข้าราชการระดับสูงในอำเภอต้องแอบมาซื้อถึงหลังบ้านแพร่สะพัดออกไป แม่สามีใจร้ายและบรรดาญาติฝ่ายสามีที่เคยตัดขาดความสัมพันธ์เพราะเกรงว่าสองสามีภรรยาจะกลายเป็นภาระ ได้ส่งคนมาเคาะประตูบ้านตั้งแต่ไก่โห่เพื่อขอ "ส่วนแบ่ง" ตามธรรมเนียมบุญคุณบ้าบออะไรนั่น จำได้แม่นว่าวันนั้น ป้าสะใภ้ใหญ่ถึงกับถ่มน้ำลายลงหน้าประตูพร้อมกับแผדเสียงแหลมสูงว่า *"อีสะใภ้ไร้ค่ากับไอ้ใบ้ไร้น้ำยา พวกแกจะเอาปัญญาที่ไหนไปทำมาหากิน รักษาสมบัติของตระกูลไว้ให้ดีเถอะ อย่าให้ถึงวันที่ต้องมาคุกเข่าขอเศษเงินพวกฉันกินก็แล้วกัน!"* หลินฮวาในตอนนั้นไม่ได้ตบตีหรือโวยวายให้น่ารำคาญ นางเพียงแค่วางถ้วยน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นโสมป่าลงบนโต๊ะ ชายตามองกลุ่มคนโลภมากด้วยสายตาราวกับมองฝุ่นผงใต้รองเท้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบชนิดที่ทำเอาคนฟังขนหัวลุก *"พวกท่านจำคำนี้ไว้ให้ดีนะคะ วันที่ข้าเหยียบย่างขึ้นสู่ความมั่งคั่งในเมืองใหญ่ จะไม่มีเศษข้าวต้มก้นหม้อแม้แต่หยดเดียวตกถึงท้องพวกท่านอย่างแน่นอน ไสหัวไปซะ!"* และในวันนี้... เวลาของการเดินทางเพื่อไปทวงคืนความยุติธรรมและสร้างอาณาจักรความร่ำรวยก็ได้มาถึงแล้ว รถเข็นไม้คันใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้มีโช้คอัพอย่างดีจากความช่วยเหลือของมิติลับ ถูกบรรทุกด้วยหีบสมบัติกลิ่นหอมกรุ่น ทั้งน้ำมันพริกสูตรพิเศษ ผงหม่าล่าสารพัดนึก และเนื้อแดดเดียวหมักเครื่องเทศตากแห้งที่อัดแน่นเต็มพิกัด จางเหว่ยจูงรถเข็นเดินนำหน้าด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ส่วนหลินฮวาก้าวตามเคียงข้างด้วยชุดเสื้อผ้าฝ้ายตัดเย็บอย่างประณีต แม้จะเป็นเสื้อผ้าเรียบง่ายตามยุคสมัย แต่วิถีการแต่งกายและท่าทีสง่างามราวกับคุณหญิงตกยาก กลับทำให้ชาวบ้านที่ยืนแอบมองตามรั้วบ้านต้องพากันซุบซิบด้วยความประหลาดใจ "ดูนั่นสิ... สองสามีภรรยาตระกูลจางจะไปไหนกัน ประחיบรถเข็นซะเต็มอัตราศึก หรือว่าพวกมันจะไปขายของที่ตลาดมืดเมืองผิงเฉิงจริงๆ?" "บ้าไปแล้ว เมืองผิงเฉิงอยู่ห่างออกไปตั้งสามสิบกว่าลี้ ทางก็ขรุขระแถมยังมีพวกตรวจแรงงานตรวจจับพ่อค้าแม่ค้าเถื่อนเข้มงวดจะตายไป พวกมันไม่กลัวถูกยึดของหมดตัวหรือไงกัน" เสียงนินทาลอยตามลมมาเข้าหู แต่หลินฮวาหาได้ใส่ใจไม่ นางเพียงแต่กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเหนือกว่า ตลาดมืดเมืองผิงเฉิงในสายตาคนทั่วไปอาจเป็นสถานที่อันตรายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่สำหรับหลินฮวาที่มี "แผนที่มิติลับ" และ "วัตถุดิบระดับเทพ" ในครอบครอง ที่นั่นคือขุมทองคำบริสุทธิ์ที่กำลังรอให้กอบโกยต่างหากล่ะ การเดินทางดำเนินไปท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีของยุค 80 สโลว์ไลฟ์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาขั้นบันไดและสายหมอกจางๆ ที่ยังคงหลงเหลือจากช่วงรุ่งสาง จางเหว่ยคอยระแวดระวังภัยให้ภรรยาตลอดเวลา ทุกครั้งที่มีก้อนหินหรือทางลาดชัน เขาจะใช้พละกำลังทั้งหมดดันรถเข็นผ่านไปอย่างยากลำบากแต่ไม่เคยบ่นสักคำ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย แต่นัยน์ตากลับฉายชัดถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผู้หญิงคนนี้ด้วยชีวิต "เหนื่อยไหมคะ เหว่ยเกอ?" หลินฮวาเอ่ยถามพร้อมกับหยิบผ้าหอมกลิ่นดอกมะลิจากมิติลับออกมาซับเหงื่อให้เขาอย่างอ่อนโยน จางเหว่ยส่ายหัวช้าๆ รอยยิ้มซื่อสัตย์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ไม่เหนื่อยเลยครับ... เอ่อ... ไม่เหนื่อยเลยค่ะ อยู่กับน้องฮวา ต่อให้ต้องเดินไปถึงสุดขอบฟ้า พี่ก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด" คำพูดหวานซึ้งที่ออกมาจากปากของอดีตชายหนุ่มผู้เคยเงียบขรึมและปมด้อยในอดีต ทำให้หัวใจของหลินฮวากระตุกวูบ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางซบศีรษะลงกับลาดไหล่กว้างของสามีชั่วครู่ท่ามกลางความเงียบงันของธรรมชาติ ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทางต่อด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามบ่าย กำแพงอิฐสีเทาขนาดใหญ่ของ "เมืองผิงเฉิง" ก็ปรากฏขึ้นเบื้องสายตา ความเจริญรุ่งเรืองผสมผสานกับความวุ่นวายของยุคปฏิรูปสะท้อนผ่านผู้คนที่เดินขวักไขว่ เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายของ และกลิ่นอายของความเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย จางเหว่ยพาหลินฮวาเลี่ยงหลบเส้นทางหลักที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อย แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ตรอกแคบๆ ด้านหลังตลาดสดเทศบาล ซึ่งเป็นจุดนัดหมายลับกับ "เถ้าแก่เฉิน" พ่อค้าคนกลางผู้กว้างขวางแห่งตลาดมืดเมืองผิงเฉิง ตามที่นางได้แอบติดสินบนและส่งจดหมายนัดหมายไว้ล่วงหน้าผ่านมิติลับ กลิ่นหอมของเครื่องเทศในหีบไม้เริ่มเล็ดลอดออกมาอีกครั้งเมื่อจางเหว่ยปลดเชือกมัดออกบางส่วน ทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก กลิ่นหอมเย้ายวนอันเป็นเอกลักษณ์ก็พวยพุ่งกระจายไปทั่วทั้งตรอกแคบราวกับมีเวทมนตร์ ทว่า... ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้หยิบสินค้าชิ้นแรกออกมานำเสนอ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนพร้อมกระบองเหล็กในมือ ก็ดังขึ้นที่ปากตรอกทางเข้า ทั้งยังปิดตายเส้นทางหนีของพวกเขาทุกด้านอย่างรวดเร็ว "ใครบังอาจมาตั้งแผงขายของเถื่อนในเขตปกครองของฉันวะ!" เสียงตะคอกเหี้ยมเกรียมดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายร่างยักษ์มีรอยแผลเป็นน่ากลัวที่ใบหน้า เดินนำลูกน้องเข้ามาล้อมรอบตัวหลินฮวาและจางเหว่ยไว้ตรงกลางอย่างคุกคาม ดวงตาคมกปisกของหัวหน้าอันธพาลกวาดมองหีบไม้สมบัติด้วยความโลภโมโทสัน ก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าสะสวยของหลินฮวาด้วยรอยยิ้มลามก "หึ... ของหอมดีนี่ แถมเมียแกก็หน้าตาใช้ได้เลยนี่หว่า ไอ้หนู... อยากค้าขายในเมืองนี้ใช่ไหม ต้องจ่าย 'ค่าคุ้มครอง' ให้พวกฉันเสียก่อน ไม่งั้นล่ะก็... วันนี้พวกแกได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มกลับบ้านแน่!" จางเหว่ยขยับตัวเข้ามาบังหน้าภรรยาไว้ทันทีด้วยสัญชาตญาณดิบของลูกผู้ชาย แม้ใบหน้าจะไร้เสียงพูด แต่กำปั้นที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนก็แสดงถึงความพร้อมที่จะแลกด้วยชีวิต หลินฮวาที่ยืนอยู่ด้านหลังสามี กลับไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะแขนของจางเหว่ยเบาๆ เป็นสัญญาณให้เขาสงบสติอารมณ์ ก่อนจะก้าวออกมาเผชิญหน้ากับหัวหน้าอันธพาลด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพคมมีดในมือของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่มีความหวั่นไหว "ค่าคุ้มครองงั้นหรือคะ?" หลินฮวาเอ่ยทวนคำด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เกรงว่าพวกท่านคงจะต้องถาม 'เจ้านายตัวจริง' ของที่นี่เสียก่อน ว่าเขามีสิทธิ์จะมาเรียกเก็บเงินจากเซียนเครื่องเทศอย่างฉันหรือเปล่า..." สิ้นคำพูดของนาง เสียงฝีเท้าอันทรงพลังนับร้อยคู่ก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านหลังกลุ่มอันธพาล พร้อมกับร่างของชายชราในชุดสูทจีนโบราณราคาแพง ที่มีบอดี้การ์ดสวมแว่นตาดำเดินล้อมหน้าล้อมหลังนับสิบคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางนอบน้อมอย่างยิ่งยวด! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ หลินฮวายุคปฏิรูป
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเครื่องเทศผู้พลิกโฉมหลังเขา กับสามีใบ้ที่กลายเป็นท่านประธาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%