ปลายคทาสลักตราประทับสูงสุดของแม่ทัพหลวงซิกมุนด์กดลึกลงไปเพียงมิลลิเมตรเดียวบนผิวเนื้อบริเวณลำคอระหงของลูน่า หยดโลหิตสีทองประกายเรืองรองไหลซึมออกมาตามคมเหล็กราวกับน้ำค้างยามเช้าบนกลีบดอกไม้ ภูติดันเจี้ยนตัวน้อยกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววซุกซนและดื้อรั้น บัดนี้กลับไหวระริกด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว แต่เธอก็ยังไม่ยอมปริปากส่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาแม้แต่แฝงเดียว
“ปล่อยเธอนะครับ ท่านแม่ทัพ... การเอาผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้มาเป็นตัวประกัน ดูจะไม่ใช่วิสัยของทหารกล้าแห่งราชสำนักสักเท่าไหร่กระมังครับ”
คินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของพ่อค้าหนุ่มไม่ได้สั่นเครือ แม้ว่าในใจจะกำลังคำนวณอัตราความเสี่ยงและระยะห่างระหว่างเขากับเป้าหมายอย่างบ้าคลั่ง มือข้างที่ถือตะหลิวคู่ใจกระชับแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ร่างกายของเขายังคงยืนหยัดขวางหน้าเตาฟืนวิเศษที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของเนยและน้ำตาลคละคลุ้งตัดกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในบรรยากาศอันตึงเครียด
ซิกมุนด์ไม่แม้แต่จะชายตามองคิน ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากทองคำจดจ้องตรงมาที่กระทะเหล็กหล่อที่ยังคงมีไอร้อนระอุขึ้นมาเบาๆ
“เจ้ามนุษย์... กลิ่นอันน่ารังเกียจนี้คืออะไร” น้ำเสียงของแม่ทัพหลวงแหบพร่าและเย็นชา ราวกับลมหนาวที่พัดผ่านหลุมศพ “ในดินแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและความเน่าเฟะ เจ้ากลับมาจุดไฟทำ... อาหารอย่างนั้นรึ? ช่างเสียสติสิ้นดี”
“อาหารไม่ได้มีไว้แค่ประทังชีวิตหรอกนะครับท่านซิกมุนด์... แต่มันมีไว้เพื่อเยียวยาจิตใจที่กำลังแตกสลายต่างหาก” คินแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของพ่อค้าผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... จิตใจที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยคำสาปแห่งความภักดีอันมืดบอดเช่นท่าน”
สิ้นคำพูดนั้น ประกายแสงสีทองจากคทาของซิกมุนด์ก็วาบขึ้น พร้อมๆ กับที่ร่างของแม่ทัพหลวงสะท้านเฮือกราวกับถูกสายฟ้าฟาด เขายกมืออีกข้างขึ้นกุมขมับ ภายใต้หน้ากากทองคำนั้นมีเสียงคำรามต่ำในลำคอด้วยความเจ็บปวด ราวกับจิตสำนึกส่วนลึกกำลังต่อสู้กับคำสั่งบางอย่างที่ถูกฝังรากลึกอยู่ในวิญญาณ
ลูน่าอาศัยจังหวะชุลมุนนั้น สะบัดตัวหลุดจากการพันธนาการอย่างเฉียดฉิว ร่างเล็กๆ ของภูติดันเจี้ยนพุ่งถลาเข้ามาซุกตัวอยู่ด้านหลังของคินทันที มือเล็กๆ กำชายเสื้อแจ็คเก็ตของเขาแน่น เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก
“คิน... ข้า... ข้ากลัว...” เสียงกระซิบของลูน่าขาดห้วง เธอก้มมองรอยแผลที่ลำคอซึ่งตอนนี้เริ่มมีละอองแสงสีทองจางๆ เปล่งออกมาเพื่อรักษาตัวเอง แต่ความอ่อนล้าจากการสูญเสียพลังมานาทำให้เธอยืนแทบไม่อยู่
คินเหลือบสายตามองผู้ช่วยตัวน้อย แววตาที่เคยขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังเฉียบคมในเสี้ยววินาที เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั้นเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับศัตรูระดับพระกาฬที่กำลังยืนหายใจหอบกระชั้น
“ดูท่าทางท่านแม่ทัพจะใช้พลังงานไปเยอะสินะครับ สีหน้าดูไม่ค่อยสู้ดีเลย... แบบนี้ต้องเติมน้ำตาลเข้าร่างกายสักหน่อยแล้วล่ะครับ”
คินเอ่ยชวนหน้าตาเฉย ราวกับลืมไปว่าอีกฝ่ายกำลังถืออาวุธจ้องจะเอาชีวิต เขาดึงถาดอบออกจากเตา เผยให้เห็น ‘ครัวซองต์เนยสดเคลือบคาราเมลรัตติกาล’ ที่อบจนเป็นสีทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนใจจนทำให้บรรยากาศอันน่าสยดสยองในดันเจี้ยนชั้นลึกนี้แทบจะสลายกลายเป็นร้านเบเกอรี่ริมทาง
“เจ้า... เจ้ากล้าดียังไงมาท้าทายข้า!” ซิกมุนด์คำรามลั่น คทาในมือเงื้อง่าขึ้นหมายจะปลดปล่อยพลังเวททำลายล้างที่สามารถราบเป็นหน้ากลองได้ทั้งชั้นดันเจี้ยน
“ช้าก่อนครับท่านซิกมุนด์!” คินตะโกนแทรกขึ้นมาทันควัน พร้อมกับยกจานกระเบื้องที่มีครัวซองต์ร้อนๆ ขึ้นระดับสายตา “ลองชิมดูก่อนสักคำเถอะครับ... หากกินแล้วท่านยังคิดจะฆ่าพวกเรา ข้าจะยอมให้ท่านเอาคทาด้ามนั้นแทงทะลุหัวใจโดยไม่ขัดขืนเลยสักนิดเดียว... ว่ายังไงล่ะครับ เดิมพันกับความอร่อยครั้งนี้ดูสักตั้งไหม?”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ซิกมุนด์ชะงักค้าง ร่างในชุดเกราะทองคำนิ่งสนิท ดวงตาภายใต้หน้ากากมองจานในมือคินสลับกับใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างไม่มั่นใจในสติสัมปชัญญะของพ่อค้าหนุ่มผู้นี้
ในที่สุด แม่ทัพหลวงก็ลดคทาลงช้าๆ...
ซิกมุนด์ยื่นมือสวมถุงมือเหล็กหนาหยิบครัวซองต์ชิ้นนั้นขึ้นมาอย่างลังเล ไอร้อนระอุยังคงกรุ่นอยู่ และเมื่อเขากัดลงไปคำแรก เสียงกรอบของแป้งพายหลายชั้นที่แตกตัวก็ดังชัดเจนในความเงียบ
เวลาหยุดเดินไปชั่วขณะ...
ร่างของซิกมุนด์แข็งทื่อ ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินอีกครั้ง มือที่ถือขนมหวานร่วงหล่นลงข้างลำตัวเล็กน้อย เปลือกตาที่ปิดสนิทภายใต้หน้ากากทองคำค่อยๆ เปิดขึ้น ปลดปล่อยหยดน้ำตาที่สะสมมานับร้อยปีให้ไหลรินผ่านแก้มสากระคาย
รสชาติของเนยชั้นดีผสานกับความหวานละมุนของคาราเมล และกลิ่นอายจางๆ ของผลไม้ป่าในดันเจี้ยนที่คินผสมผสานลงไป มันไม่ได้แค่เติมพลังกาย แต่มันกำลังทลายกำแพงความเย็นชาและความทรงจำอันแสนเจ็บปวดในอดีตสงครามที่เขาแบกรับไว้บนบ่ามาเนิ่นนาน
“นี่มัน... รสชาติของ... บ้านเกิดอย่างนั้นรึ...” ซิกมุนด์พึมพำออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คินแย้มยิ้มด้วยความโล่งอกในใจ เตรียมจะเอ่ยปากพูดคุยเพื่อเจรจาต่อรองขั้นต่อไป แต่ทว่า...
ทันใดนั้นเอง ผนังหินแกรนิตเบื้องหลังของแม่ทัพหลวงก็เกิดรอยร้าวสีม่วงเข้มขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงรากเหง้าของดันเจี้ยน ก่อนที่เงาร่างมหึมาของ ‘ราชาปีศาจกอร์กอน’ จะก้าวทะลุผ่านมิติออกมา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกลมหายใจต้องสะดุดหยุดลง—
“ข้าบอกแล้วไงซิกมุนด์... ว่าข้าวของข้า... แกไม่มีสิทธิ์แย่งกินคนเดียว!”
พ่อค้าอาหารดันเจี้ยน: เมนูเด็ดพิชิตมอนสเตอร์ระดับพระกาฬ•ตอนที่ 41
ฟื้นฟูพลังด้วยขนมหวาน
ผลงานโดย พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พ่อค้าอาหารแห่งดันเจี้ยน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พ่อค้าอาหารดันเจี้ยน: เมนูเด็ดพิชิตมอนสเตอร์ระดับพระกาฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!