กลิ่นอายความอับชื้นของห้องสอบสวนผสมผสานกับกลิ่นชาจีนราคาถูกที่ตั้งทิ้งไว้จนเย็นชืด ชายชราในชุดสากลสีเทาเข้มไม่ได้เอ่ยคำทักทายใดๆ ออกมาทันที เขากวาดสายตามองหลินเฟยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะวางร่มสีดำสนิทลงพิงกับขาโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบเบาๆ นั้นดังก้องกังวานในความเงียบงันราวกับค้อนที่ตอกลงบนลิ่มหัวใจของเธอ
“หลานสาว... เจ้าเติบโตมาได้ดีจริงๆ แม้จะต้องเผชิญกับลมฝนโสมมในยุคสมัยที่บิดเบือนผู้คนก็ตาม” น้ำเสียงของชายชราแหบพร่าแต่มั่นคง แฝงไปด้วยอำนาจลึกลับที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องถึงกับตัวสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก3 เพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่แล่นพล่าน นิ้วมือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ จี้หยกรูปปั้นปลาคาร์พสีเขียวมรกตที่เธอเก็บไว้เป็นความลับสูงสุด ถูกอีกฝ่ายนำมาวางไว้ตรงหน้า บนโต๊ะไม้เนื้อหยาบราวกับมันเป็นเพียงก้อนกรวดริมทาง
“คุณเป็นใคร และต้องการอะไรกันแน่คะ?” หลินเฟยเอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เฉียบคม ไม่มีร่องรอยความหวาดกลัวให้เห็นแม้แต่น้อย
ชายชราหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งแล้งและน่าขนลุก “ตระกูลหลินในอดีตเคยยิ่งใหญ่คับฟ้า แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงหญิงสาวผู้ใช้ซูเปอร์มาร์เก็ตวิเศษประทังชีวิตในหมู่บ้านห่างไกล... โลกนี้ช่างหมุนเวียนเปลี่ยนผันน่าขันเสียจริง แต่เอาเถอะ เรื่องของเรายังอีกยาวไกล วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อทวงคืนอดีต แต่มาเพื่อเตือนเจ้า... ระวังคนใกล้ตัวที่ทำทีเป็นหวังดีให้มากๆ เพราะงูพิษที่เลี้ยงไว้ในเรือน มักจะฉกกัดเจ้าของในวันที่หนาวเหน็บที่สุด”
สิ้นเสียงนั้น ประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเหวินหลงพุ่งเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าถมึงทึง ดวงตาคมกริบกวาดมองชายชราด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง ทว่า เมื่อเขาหันกลับมามองหลินเฟย ความดุดันเหล่านั้นก็พลันมลายหายไป เหลือเพียงความห่วงใยระคนกังวลที่ฉายชัดผ่านนัยน์ตา
“เฟยเฟย... เกิดอะไรขึ้น?” จ้าวเหวินหลงเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำ มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบของเธอไว้โดยไม่สนใจสายตาของคนแปลกหน้า
หลินเฟยเงยหน้าสบตากับเขา ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่แผ่ซ่านเข้ามาช่วยดึงสติเธอให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน ชายชราลึกลับคนนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก เหลือเพียงจี้หยกที่วางอยู่บนโต๊ะ และกลิ่นจางๆ ของสนเก่าแก่ที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ
หลายวันต่อมา บรรยากาศภายในบ้านหลังเล็กของหลินเฟยอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งสาลีและเนื้อตุ๋นยาจีนเคี่ยวไฟอ่อนๆ สะใภ้รองตระกูลหลินพยายามวนเวียนอยู่แถวรั้วบ้าน ทำทีเป็นทักทายไต่ถามด้วยรอยจอมปลอม หวังจะสืบข่าวเรื่องที่หลินเฟยถูกเรียกตัวไปสอบสวน แต่กลับต้องหน้าแตกกลับไปทุกครั้งเมื่อเจอสายตานิ่งสนิทและคำพูดเชือดเฉือนที่แทงใจดำจนกระอักเลือด
“คนพวกนั้นคงไม่กล้ามาวุ่นวายกับเธออีกพักใหญ่แล้วล่ะ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง จ้าวเหวินหลงเดินถือฟืนเข้ามาในครัว แผ่นหลังกว้างชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการผ่าฟืน แต่ท่าทางของเขายังคงนิ่งสงบเช่นเคย
หลินเฟยตักซุปไก่ตุ๋นโสมใส่ชามกระเบื้องเคลือบสีนวล ยื่นให้ชายหนุ่มโดยไม่พูดอะไร ใบหน้างดงามสะท้อนแสงไฟจากเตาฟืนจนดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ “ดื่มเสียหน่อยเถอะค่ะ ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
จ้าวเหวินหลงรับชามซุปมาถือไว้ แต่เขายังไม่ยอมตักกิน ดวงตาคมคาวมองใบหน้าของหญิงสาวนิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งใจเรื่องบางอย่างที่อัดอั้นอยู่ในอกมานานหลายวัน มือหนาวางชามซุปลงบนโต๊ะไม้เสียงดังเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับข้อมือของเธอไว้แผ่วเบา
“เฟยเฟย...” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดการเดินทางร่วมกันในยุค 70 นี้
“คะ?” หลินเฟยเงยหน้าขึ้นสบตา หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่
“ฉันไม่ใช่คนพูดเก่ง... เธอรู้เรื่องนั้นดี” จ้าวเหวินหลงสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิต “ชีวิตของฉันผ่านแต่ควันปืน ความตาย และความโดดเดี่ยว ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันได้พบใครสักคนที่ทำให้ฉันอยากตื่นขึ้นมามองเห็นอนาคตในวันพรุ่งนี้... หลินเฟย แต่งงานกับฉันเถอะนะ”
คำขอนั้นเรียบง่าย ไม่มีดอกไม้ ไม่มีแหวนเพชรราคาแพง ไม่มีคำหวานหรูหราตามแบบฉบับหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ มีเพียงแววตาที่มั่นคงจริงจัง และหัวใจที่ซื่อตรงดั่งขุนเขาของชายชาติทหารคนหนึ่ง ที่พร้อมจะปกป้องเธอไปจนวันตาย
หลินเฟยอ้าปากค้างเล็กน้อย ความอบอุ่นแผ่ซ่านลามเลียจากอกไปจนถึงใบหู รอยยิ้มบางๆ ค่อยๆ 1ผุดขึ้นบนมุมปากของเธอ น้ำตาแห่งความตื้นตันคลอหน่วยขึ้นที่หางตาอย่างไม่รู้ตัว
ทว่า... ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำตอบรับอันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ทันใดนั้น เสียงทุบประตูก็รัวดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกของชาวบ้านหน้าปากซอยที่ดังแทรกเข้ามาในความเงียบยามค่ำคืน
“หลินเฟย! แย่แล้ว! รีบหนีเร็วเข้า! กองกำลังตรวจสอบพัสดุจากตัวเมืองบุกมาที่บ้านของเธอแล้ว! พวกมันบอกว่าเจอ... ของต้องห้ามชิ้นใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ซุกซ่อนอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตมิติของเธอ!”
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้หลินเฟยและจ้าวเหวินหลงมาจนถึงตอนนี้ค่ะ ห้ามพลาดตอนต่อไปเด็ดขาดนะคะ!
ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี•ตอนที่ 42
ความสัมพันธ์ที่ชัดเจน
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!