เศษแก้วชิ้นคมกริบกระจายเกลื่อนพื้นเรือนหอ เสียงสะท้อนของขวดเหล้าราคาแพงที่แตกละเอียดเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท หลินต้าหมิงหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มขมับจนไหลย้อยลงมาผสมกับรอยเปื้อนฝุ่นบนใบหน้า ดวงตาที่เคยพองโตด้วยความโลภยามเมื่อคิดจะมาขู่กรรโชกทรัพย์บัดนี้หดลีบเหลือเท่าเมล็ดถั่ว เขาลนลานหันซ้ายแลขวา หมายจะหาทางหนีทีไล่ ทว่าหน้าต่างทุกบานถูกปิดทึบด้วยผ้าม่านเนื้อหนาสีตุ่น และเมื่อเขาเหลือบไปเห็นเงาร่างของเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบพร้อมอาวุธครบมือที่ทาบทับอยู่หลังกระจกเงา ขาทั้งสองข้างของเขาก็อ่อนยวบลงจนทรุดฮวบคุกเข่าลงท่ามกลางเศษแก้ว
"ยะ... เจ้าหน้าที่เข้าใจผิดแล้วกระมังครับ! พวกเราเป็นญาติกัน เป็นคนตระกูลเดียวกันนะ!" หลินต้าหมิงละล่ำละลักละเมอเพ้อพจน์ น้ำเสียงสั่นพร่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
หลินเฟยไม่แม้แต่จะชายตากลมโตคู่นั้นมองญาติผู้พี่ที่กำลังจะหมดสภาพ นางเพียงแต่ยกถ้วยชาเซรามิกเคลือบสีนวลขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋ฮ่าวอิ่นเจินลอยกรุ่นขึ้นมาตัดกับกลิ่นอุตตลุดของแอลกอฮอล์ที่นองอยู่บนพื้น นางวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้ด้วยจังหวะที่นุ่มนวล ทว่าเสียงกระทบเบาๆ นั้นกลับดังราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของคนตระกูลหลินที่เหลืออยู่
สะใภ้รองตระกูลหลินที่นั่งตัวสั่นงันท่ามกลางความเงียบถึงกับหน้าซีดเผือกริมฝีปากสั่นระริก นางพยายามจะอ้าปากแก้ตัวแต่ลำคอตีบตันราวกับมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าเด็กสาวที่เคยถูกพวกตนโขกสับและหมายจะขายแลกกับข้าวเปลือกไม่กี่ถังในอดีต จะก้าวขึ้นมามีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือจนถึงขั้นที่สามารถประสานงานกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ในชั่วข้ามคืน
"ญาติงั้นหรือคะ?" หลินเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบเสียจนสะใภ้รองสะท้านไปถึงกระดูกดำ "ตอนที่พวกท่านพยายามก섬ันต้อนตักตวงทรัพย์สินของตระกูลจ้าว ตอนที่พวกท่านเที่ยวปล่อยข่าวลือเสียหายเพื่อทำลายชื่อเสียงโรงงานอาหารแปรรูปของเรา และตอนที่พวกท่านขนคนมาพังประตูบ้านเพื่อกรรโชกทรัพย์... พวกท่านเคยจำคำว่า 'ญาติ' เหล่านี้ได้สักกี่วินาทีกันคะ?"
"หลินเฟย... น้องสาว... ไว้ชีวิตพี่ชายเจ้าเถอะนะ!" หลินต้าหมิงคลานเข่าเข้ามาหมายจะเกาะชายเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายบุสำลีของนาง แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วสกปรกจะแตะโดนเนื้อผ้า ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ตกันหนาวสีเข้มของจ้าวเหวินหลงก็ก้าวเข้ามาขวางกั้นไว้เสียก่อน
จ้าวเหวินหลงไม่ได้เปล่งเสียงขู่คำรามใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งสงบดั่งภูเขาผา แต่แววตาดุดันคมกริบดั่งเหยี่ยวที่กวาดมองลงมานั้น ทำให้หลินต้าหมิงต้องผงะถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณดิบของมนุษย์บอกเขาชัดเจนว่า หากแตะต้องภรรยาของชายผู้นี้แม้แต่ปลายนิ้ว ศีรษะของเขาคงหลุดออกจากบ่าก่อนจะได้เห็นเดือนเห็นตะวันในวันพรุ่งนี้
"กฎหมายยุคใหม่ไม่ได้มีไว้ให้คนพาลใช้เหยียบย่ำคนทำมาหากินหรอกนะคะ" หลินเฟยลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อไหมพรมถักสีครีมดูสง่างามและทรงพลังอย่างประหลาด นางกวาดสายตามองเอกสารและบัญชีสีดำที่หลินต้าหมิงทำตกไว้บนพื้น ก่อนจะปรายตามองหัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่ที่ยืนรอคำสั่งอยู่หน้าประตู "รบกวนท่านเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวคนเหล่านี้ไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและการกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์และสร้างความปั่นป่วนให้แก่สถานประกอบการตามนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ด้วยค่ะ ทุกหลักฐานอยู่ที่นี่ครบถ้วนแล้ว"
"รับทราบครับ ท่านประธานหลิน!" เจ้าหน้าที่นายนั้นทำความเคารพอย่างแข็งขัน ก่อนจะส่งสัญญาณมือให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาควบคุมตัวหลินต้าหมิงและสะใภ้รองที่กรีดร้องโวยวายเสียงดังลั่นบ้าน เสียงร้องระงมด้วยความตื่นตระหนกค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับเสียงปิดประตูเรือนหอที่ดังสนั่น ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความสะอาดสะอ้านที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
เมื่อคลื่นลมสงบลง จ้าวเหวินหลงจึงหันกลับมามองภรรยา ดวงตาที่มักจะเรียบนิ่งปรา้นแววอ่อนโยนและชื่นชมระคนกัน เขาเอื้อมมือหนาขึ้นปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มนางเบาๆ "เหนื่อยไหม?"
หลินเฟยส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก นางซบใบหน้าลงกับฝ่ามืออุ่นของสามี "ไม่เหนื่อยเลยค่ะพี่เหวินหลง... นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ในเมื่อประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ เปิดกว้างให้เอกชนทำธุรกิจได้อย่างเสรี เราเองก็ต้องก้าวให้เร็วกว่าคนอื่นสามก้าวเช่นกันค่ะ"
คำพูดของนางไม่ใช่การโอ้อวด ทว่ามันคือความจริงที่ประจักษ์ชัด ในเวลานี้ ทั่วทั้งมณฑลกำลังตื่นตัวกับนโยบายใหม่ โรงงานอาหารแปรรูป 'ซินเฟย' ของพวกเขากลายเป็นต้นแบบธุรกิจเอกชนแห่งแรกๆ ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ออร์เดอร์สินค้าจากเมืองหลวงและมณฑลข้างเคียงหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำ ยอดขายในแต่ละวันทะยานสูงจนแม้แต่สมุดบัญชีในซูเปอร์มาร์เก็ตมิติลับของนางก็ยังแทบประมวลผลไม่ทัน ความจนที่เคยเป็นเงาร้ายตามหลอกหลอนมาตั้งแต่ชาติภพก่อน บัดนี้ถูกสลัดทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างไม่มีวันหวนกลับ
สองวันต่อมา พิธีเปิดป้ายขยายกิจการ 'บริษัทการค้าและอุตสาหกรรมซินเฟยจำกัด' จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางเมือง ป้ายชื่อไม้เนื้อดีแกะสลักตัวอักษรสีทองอร่ามถูกคลุมด้วยแพรแดงรอเวลาเปิดตัว ผู้คนมากมายหลั่งไหลมาร่วมแสดงความยินดี ทั้งพ่อค้าวานิชรายใหญ่ ข้าราชการระดับสูงในท้องถิ่น และแม้แต่ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ก็ยังส่งโทรเลขมาร่วมอวยพร
หลินเฟยในชุดสูทสตรีเข้ารูปสีเทาเข้มตัดเย็บอย่างประณีต ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับจ้าวเหวินหลงผู้สวมชุดสากลภูมิฐาน พวกเขากำลังจะดึงเชือกแพรแดงเพื่อเปิดฉากตำนานบทใหม่ของตระกูลจ้าวและหลิน ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวของฝูงชนและเสียงรัวชัตเตอร์ของสื่อมวลชนยุคใหม่ที่มารubทำข่าว
ทว่า... ในวินาทีที่แพรแดงหลุดร่วงลงมาเผยให้เห็นป้ายชื่อทองคำระยิบระยับ สายตาของหลินเฟยกลับสะดุดเข้ากับร่างของชายชราคนหนึ่งที่ยืนปะปนอยู่แถวหน้าสุดของฝูงชน ร่างนั้นสวมเสื้อผ้าเก่าคร่ำครึไม่เข้ากับบรรยากาศเฉลิมฉลอง แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของนางสะดุดกึกไม่ใช่สภาพภายนอกของเขา... หากแต่เป็นรอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่หลังมือข้างขวา และดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่นางจดจำได้แม่นยำจากความทรงจำในชาติก่อน—ชายผู้ที่เป็นต้นเหตุแท้จริงเบื้องหลังการล่มจมของตระกูลหลินเมื่อหลายสิบปีก่อน!
ชายชราคนนั้นยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น ขยับริมฝีปากพูดอย่างไร้เสียงส่งตรงมายังนางว่า... *"ยินดีด้วยนะ... คุณหนูหลิน ของที่ฝากไว้... ถึงเวลาทวงคืนแล้วกระมัง"*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และเติบโตมาพร้อมกับหลินเฟยจนถึงบทนี้ รักษาสุขภาพและเตรียมพบกับความตื่นเต้นระลอกใหม่ในตอนหน้ากันนะคะ!
ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี•ตอนที่ 46
การเปลี่ยนแปลงของประเทศ
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!