รอยยิ้มของชายชุดสูทสากลสีเทาเข้มผู้นั้นไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย เขายืนสงաբอยู่หน้าประตูเรือนพักดินอัดอันทรุดโทรม แต่รัศมีและท่าทีกลับกดดันจนอากาศรอบกายคล้ายจะหนักอึ้งขึ้นมาถนัดตา
“คุณหนูหลิน... นายท่านใหญ่... ส่งผมมารับตัวคุณกลับบ้านครับ”
คำว่า ‘บ้าน’ ที่ออกจากปากของชายแปลกหน้าคนนี้ ช่างฟังดูน่าขันเสียจนหลินเฟยเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา บ้านหลังที่ขับไล่ไสส่งเธอและแม่มาระหกระเหินในชนบทกันดาร บ้านที่เคยใช้เศษข้าวต้มก้นหม้อประทังชีวิตเธอราวกับสุนัขตัวหนึ่ง บ้านหลังที่เพิ่งจะส่งจดหมายตัดขาดตัดญาติมิตรเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้กลับอยากได้เธอกลับไปเป็นหมากตัวหนึ่งในเกมการเมืองตระกูลใหญ่เสียอย่างนั้นหรือคะ?
หลินเฟยยังคงยืนนิ่ง มือเรียวบางที่เพิ่งยกขึ้นปัดเศษแป้งสาลีออกจากผ้ากันเปื้อนสีมอซอหยุดชะงักลงชั่วครู่ เธอมองชายตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่แสดงละครฉากใหญ่โดยไม่มีผู้ชม
“บ้านหรือคะ?” หลินเฟยทวนคำ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลราบเรียบ ทว่ากลับทรงพลังจนชายในชุดสูทถึงกับชะงักรอยยิ้มค้าง “น่าเสียดายจอมปลอมหลังนั้น ฉันจำไม่ได้เสียแล้วว่ามันตั้งอยู่ที่ไหน เกรงว่าท่านผู้จัดการคงจะจำคนผิดเสียกระมังคะ”
“คุณหนู... อย่าทำให้ผมลำบากใจเลยครับ นายท่านใหญ่ป่วยหนัก และก่อนสิ้นลม ท่านมีประสงค์อยากพบหน้าสายเลือดเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่...” ชายคนนั้นยังคงแย้มยิ้ม แต่ดวงตาคู่คมกริบกลับกวาดมองไปรอบห้องครัวเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของแป้งอบและน้ำตาลอ้อย สัมผัสได้ถึงความรุ่งเรืองเล็กๆ ที่หญิงสาวสร้างขึ้นมาด้วยสองมือของตนเอง
ในจังหวะนั้นเอง ประตูไม้เก่าแก่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของจ้าวเหวินหลงที่ก้าวเข้ามา เขายังคงสวมเสื้อโค้ททหารเก่าๆ ที่เปื้อนฝุ่นดินจากการทำงานในไร่ แววตาคมกลาของชายหนุ่มจ้องเขม็งไปที่ชายชุดสูทแปลกหน้า ราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังปกป้องอาณาเขตของตนเอง
จ้าวเหวินหลงไม่เอ่ยสักคำ เขาเพียงแต่ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างหลินเฟยกับแขกไม่ได้รับเชิญคนนั้น ความสูงใหญ่และกลิ่นอายอันตรายที่ติดตัวมาจากการผ่านสนามรบทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที
“เธอไม่ไป” น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของจ้าวเหวินหลงเอ่ยขึ้นอย่างเด็ดขาด
ชายชุดสูทหรี่ตามองชายหนุ่มชาวบ้านตรงหน้า ประเมินการแต่งกายและท่าทีด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อยู่ชั่วพริบตา ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “หึ... นึกไม่ถึงว่าคุณหนูตระกูลหลินผู้สูงศักดิ์ จะลดตัวมาคลุกคลีกับคนชั้นต่ำในชนบท ถึงขนาดมีสามีเป็นแค่ไอ้หนุ่มชาวนาไร้หัวนอนปลายเท้า ช่างน่าสมเพชเสียนี่กระไร”
เพี๊ยะ!
ไม่ใช่เสียงตบหน้า แต่เป็นเสียงกำปั้นหนาของจ้าวเหวินหลงที่ซัดเข้าที่กรอบหน้าของชายชุดสูทอย่างจังจนร่างนั้นเซถลาไปกระแทกกับวงกบประตู รสชาติคาวเลือดกระจายฟุ้งในปากของอีกฝ่ายทันที
“พูดให้มันระวังปากหน่อย” จ้าวเหวินหลงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ แววตาดุดันไร้ซึ่งความปรานี
หลินเฟยเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งของจ้าวเหวินหลงเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม แม้เธอจะโกรธ แต่เธอก็รู้ดีว่าการใช้กำลังรังแต่จะทำให้ฝ่ายนั้นได้เปรียบในแง่กฎหมายยุคนี้ หญิงสาวก้าวออกมาข้างหน้า รอยยิ้มบางเบาประดับบนริมฝีปาก ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี
“คุณบอกว่านายท่านใหญ่คิดถึงฉันอย่างนั้นหรือคะ?” หลินเฟยเดินเข้าไปใกล้ชายชุดสูทที่กำลังใช้หลังมือเช็ดเลือดมุมปาก ชายคนนั้นมองเธอด้วยความเคียดแค้นแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก “งั้นฝากกลับไปบอกเขาด้วยนะคะ ว่าหลินเฟยคนนี้ตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว ในวันที่พวกเขากวาดต้อนพวกเราออกจากตระกูลอย่างไร้เยื่อใย ส่วนทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ หรือแม้แต่ชื่อเสียงจอมปลอมของตระกูลหลิน... ฉันไม่เคยชายตามองแม้แต่นิดเดียว เชิญกลับไปซะค่ะ!”
ประโยคคำพูดที่เด็ดเดี่ยวและเฉียบคมนี้ ทำให้ชายชุดสูทถึงกับกัดฟันกรอด เขารู้ตัวดีว่าภารกิจนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินกลับออกไป เขากลับทิ้งรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมไว้เบื้องหลัง
“คุณหนูหลิน... คิดว่าตัดขาดได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือครับ? ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ของบางอย่างที่ควรจะเป็นของคุณ ต่อให้คุณหนีไปสุดขอบฟ้า... ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของตระกูลหลินหรอก!”
ร่างในชุดสูทเดินกะโผลกกะเผลกหายลับไปจากประตู ทิ้งความอึดอัดไว้เบื้องหลัง ภายในห้องครัวกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าในใจของหลินเฟยกลับรู้ดีว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่จะพัดถล่มเข้ามาในชีวิตสงบสุขที่เธียรสร้างขึ้น
หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียด หันกลับมามองจ้าวเหวินหลงที่ยังคงยืนขมวดคิ้วแน่นด้วยความเป็นห่วง เธอยกมือขึ้นสัมผัสรอยฟกช้ำจางๆ บนสันจมูกของเขาเบาๆ อย่างนุ่มนวล
“เจ็บไหมคะ?” เธอเอמהถามเสียงอ่อนโยน
จ้าวเหวินหลงส่ายหน้า สายตาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและคำสัญญาที่ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา “ฉันไม่เป็นไร... แต่เธอ... ปลอดภัยแน่หรือ?”
“โลกรอบตัวเราไม่มีคำว่าปลอดภัยหรอกค่ะพี่เหวินหลง...” หลินเฟยหันไปมองออกนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพของหมู่บ้านชนบทในยามบ่ายที่เคยงดงาม บัดนี้กลับคล้ายมีเมฆหมอกสีเทาปกคลุมอยู่รำไร “ในเมื่อพวกเขาไม่อยากให้ฉันอยู่อย่างสงบ... ฉันนี่แหละ จะเป็นคนลุกขึ้นมาขุดรากถอนโคนอดีตเน่าเฟะพวกนั้นให้สิ้นซากเองค่ะ”
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ ความรู้ทั้งหมดที่เธอมีจากซูเปอร์มาร์เก็ตมิติ ตลอดจนวิชาความรู้การค้าขายและสูตรอาหารที่เธอกำลังจะถ่ายทอดให้กับชาวบ้านผู้ยากลำบากในวันพรุ่งนี้ จะไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างความมั่งคั่งธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือ ‘อาวุธ’ ที่เธอจะใช้สร้างเกราะคุ้มกันตัวเองและคนที่เธอรัก
ทว่า... ในขณะที่หลินเฟยกำลังวางแผนขั้นต่อไปเพื่อเตรียมรับมือกับศوตרוจากเมืองหลวง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง... ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ไม่ใช่เสียงเคาะประตูแบบคนรู้จักทั่วไป แต่มันเป็นการเคาะที่รัวเร็วและกระวนกระวาย ราวกับมีข่าวร้ายมหันต์กำลังพุ่งตรงมาถึงหน้าบ้าน
จ้าวเหวินหลงขมวดคิ้ว เขาก้าวไปเปิดประตูด้วยความระแวดระวัง ทว่าเมื่อประตูเปิดออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ทั้งหลินเฟยและจ้าวเหวินหลงต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก!
ร่างที่โชกเลือดและหายใจรวยรินของ ‘สะใภ้รองตระกูลหลิน’—ศัตรูตัวฉกาจที่ควรจะเสวยสุขอยู่ในเมืองหลวง กลับนอนฟุบอยู่บนธรณีประตูบ้านของเธอ พร้อมกับกระดาษจดหมายเปื้อนเลือดในมือที่กำแน่น ซึ่งสลักตราประทับประจำตระกูลหลินเอาไว้เด่นชัด... และคำพูดสุดท้ายที่หลุดจากริมฝีปากที่สั่นเทาของนางก่อนหมดสติไป คือ...
*“เฟย... เฟยเอ๋อ... รีบหนีไป... พวกมัน... พวกมันไม่ได้มาตามตัวเจ้า... แต่พวกมันมาเพื่อ ‘ล่า’…”*
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสู้ชีวิตและเติบโตมาด้วยกันจนถึงบทนี้นะคะ
ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี•ตอนที่ 48
บทเรียนจากอดีต
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาไปยุค 70 พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัว: สะบัดความจน สู่เส้นทางเศรษฐี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!