โลหิตสีดำสนิทที่หยดลงบนพื้นศิลาหยกขาว ส่งเสียง ‘ฉี่...’ ราวกับกรดเข้มข้นกำลังกัดกร่อนวิญญาณแห่งขุนเขาเซียน
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคู่นคมกริบดุจคมกระบี่ไร้พ่ายสะท้อนภาพของคัมภีร์หนังมนุษย์ที่แผ่ไอทมิฬปกคลุมไปทั่วตำหนักลับ ภายในค่ายกลห้ามเซียนระดับเก้า กลิ่นอายความตายคละคลุ้งจนน่าคลื่นไส้ เศษเสี้ยวความทรงจำจากร่างเก่าผุดวาบขึ้นมาในหัว เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ‘นิกายโลหิตทมิฬ’ มิได้เป็นเพียงแค่กลุ่มมารนอกคอกที่ถูกกวาดล้างไปเมื่อสามร้อยปีก่อน หากแต่พวกมันฝังรากลึกอยู่ภายในโครงสร้างอำนาจของสำนักกระบี่เมฆาฟ้ามาเนิ่นนานแล้ว
“ศิษย์พี่ใหญ่... ปราณทมิฬเหล่านี้ กำลังเชื่อมโยงกับชีพจรวิญญาณใต้พิภพของยอดเขาหลัก”
เสียงหวานใสที่เจือไปด้วยความเย็นชานั้นดังขึ้นเบื้องหลัง เยี่ยจื่อซีในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุอักขระมาร นางมิได้มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย ปลายกระบี่ ‘เหมันต์นิรันดร์’ ในมือสั่นระริกเบาๆ สะท้อนแสงสีฟ้าครามที่พร้อมจะปลิดชีพสิ่งมีชีวิตทุกขณะ ทว่ายามที่นางเหลือบสายตาขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษเบื้องหน้า ความแข็งกร้าวในแววตานั้นกลับอ่อนยวบลงอย่างเห็นได้ชัด
หลี่มู่เฉินไม่หันกลับไปมอง เขายกมือขึ้นปัดป้องเบาๆ อาคมกักขังที่สร้างขึ้นโดยยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ก็แตกละเอียดเป็นผุยผง “พวกมันไม่ได้ต้องการแค่ทำลายสำนักกระบี่เมฆาฟ้า... แต่พวกมันใช้ ‘ประตูปรภพ’ เป็นสะพานเชื่อมเพื่อดูดกลืนพลังปราณบรรพกาลทั้งหมดไปหล่อเลี้ยง ‘ว่าที่จ้าวปรภพ’ คนใหม่”
คำพูดนี้ทำเอาเยี่ยจื่อซีชะงักงัน นางขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคู่งามฉายแววตระหนกวาบ “ท่านหมายความว่า... พิธีกรรมนี้ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อต้อนรับการจุติของจ้าวปรภพองค์ใหม่ และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือการดึงตัวท่านเข้าไปพัวพันกับวงจรอุบาทว์นี้ตั้งแต่แรก?”
“ฉลาดมาก ศิษย์น้องรอง” หลี่มู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจราวดังมาจากห้วงลึกของกาลเวลา “น่าเสียดายที่หมากกระดานนี้ สวรรค์เป็นผู้เดิน หรือนิกายปีศาจเป็นผู้ชักใย... ข้า หลี่มู่เฉิน ผู้นี้จะเป็นคนพลิกกระดานด้วยคมกระบี่ในมือเอง”
สิ้นคำพูด ร่างสูงโปร่งก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดถึงขีดสุดนั้น แผ่นศิลาจารึกโบราณที่ตั้งอยู่ใจกลางตำหนักกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระสีเลือดนับหมื่นตัวสลักลอยเด่นขึ้นกลางอากาศ วาดเป็นแผนผังทวีปมารที่ถูกผนึกไว้ใต้บาดาล
ในแผนผังนั้น ปรากฏชื่อของ ‘ผู้อาวุโสสูงสุด’ แห่งสำนักกระบี่เมฆาฟ้าสลักหราอยู่ใจกลางวงจรโลหิต!
เยี่ยจื่อซีสูดลมหายใจเข้าลึก
ⲉ“อาจารย์ลุง... หรือว่าผู้อาวุโสใหญ่จะเป็นผู้ชักใยเบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้?”
หลี่มู่เฉินไม่ตอบคำถาม นางสัมผัสได้เพียงไอสังหารเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา รุนแรงเสียจนเกล็ดน้ำแข็งรอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผง เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้ความปรานี
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงอันโหดร้ายกำลังจะถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้น เสียงปรบมือแผ่วเบากลับดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลังม่านค่ายกล
“แปะ... แปะ... แปะ...”
เสียงนั้นก้องกังวานเสียดแก้วหู ราวกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระรัวในความตาย หลี่มู่เฉินและเยี่ยจื่อซีพลันตื่นตัว ทะยานถอยหลังพร้อมกันสามก้าวในพริบตา ปลายกระบี่ทั้งสองเล่มชี้ตรงไปยังเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากหมอกทมิฬอย่างเชื่องช้า
“ช่างเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมเสียจริง... น่าเสียดายนัก”
น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันระดับ ‘แดนหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์’ ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษสวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ผู้ที่กุมชะตากรรมของสำนักมานานนับร้อยปี และเป็นบุคคลที่ควรจะปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ในหุบเขาไร้ลักษณ์!
ผู้อาวุโสสูงสุดแย้มยิ้มภายใต้หน้ากาก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเยี่ยจื่อซีแทบเป็นน้ำแข็ง
“เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังฝืนลิขิตสวรรค์... แต่แท้จริงแล้ว เจ้าก็เป็นเพียงแค่ ‘ภาชนะ’ ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อรอวันให้ข้าสับเปลี่ยนร่างเท่านั้นเอง มู่เฉิน... ศิษย์รัก เจ้าพร้อมที่จะมอบร่างนี้ให้ข้าหรือยัง?”
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางมาในดินแดนแห่งเซียนและมารด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 11
ศัตรูในเงา
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!