เสียงหัวเราะแหลมสูงราวนกแสกกรีดแทรกผ่านม่านหมอกสีชาดที่ปกคลุมยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของมนุษย์ปุถุชน แต่เป็นคลื่นพลังสะท้อนวิญญาณที่บีบอัดแก่นแท้แห่งปรภพจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีดำสนิท
"ฮี่ๆๆ... พบตัวแล้ว... ว่าที่จ้าวปรภพผู้เลื่องชื่อ..."
เงาร่างในชุดคลุมสีหมองกระชากลากผ่านความว่างเปล่า ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าหลี่มู่เฉินด้วยความเร็วที่แม้แต่ลมหายใจยังไม่ทันตั้งรับ ไองำเงาและกลิ่นอายความตายพวยพุ่งออกจากร่างของมันราวกับซากศพเดินได้ นัยน์ตาคู่โหลกลวงโบ๋ไร้แววชีวิต แต่กลับสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มผู้ยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักหยกขาว
หลี่มู่เฉินมิได้ขยับเขยื้อน ร่างในอาภรณ์ศิษย์สายในสีขาวสะอาดสะอ้านต้องลมหนาวจนชายผ้าโบกสะบัด เขากวาดสายตาคมปลาบมองสิ่งแปลกปลอมที่บังอาจเหยียบย่างเข้ามาในเขตอาคมตระกูลเยี่ยด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง ในห้วงสมองของเขา ห้วงเวลาแห่งอดีตชาติอันยาวนานนับหมื่นปีที่เคยครองบัลลังก์เซียนยังคงแจ่มชัด ทว่าเวลานี้ เขากลับอยู่ในร่างของ 'ศิษย์สวะ' ผู้ไร้รากปราณกำเนิดตามคำประณามของคนในสำนัก
ทว่า... ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าภายใต้เส้นชีพจรที่ตีตันนั้น คือขุมพลังแห่งบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ด้วยเจตจำนงแห่งสวรรค์
"สวะจากแดนทมิฬ กล้าดีอย่างไรจึงมารบกวนความสงบของที่นี่" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบทว่าดังก้องกังวาน ราวกับเสียงประกาศิตจากสรวงสวรรค์ มันไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่มันคือความรังเกียจเดียดฉันท์ของพญาอินทรีที่มองดูมดปลวก
ทูตปรภพตนนั้นชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้าซูบผอมแข็งค้าง ความรู้สึกกดดันอันประหลาดล้ำพรั่งพรูออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้า ราวกับว่าพวกมันไม่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าศิษย์สายในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นต้น หากแต่กำลังเผชิญหน้ากับขุนศึกบรรพกาลผู้เคยเหยียบย่ำซากศพของทวยเทพมาแล้วนับไม่ถ้วน
"ปากกล้าดีนี่... ช่างสมกับที่เป็นภาชนะรองรับดวงวิญญาณที่องค์เง็กเซียนตามหาฮี่ๆๆ! ต่อให้เจ้าจะเคยยิ่งใหญ่มาจากไหน แต่วันนี้... วิญญาณของเจ้าจะต้องถูกควักออกมาสังเวยแดนสนธยา!"
สิ้นเสียงโหยหวน ร่างของทูตปรภพก็แตกกระจายออกเป็นกลุ่มหมอกควันสีดำนับพันสาย พุ่งเข้าโอบล้อมร่างของหลี่มู่เฉินจากทุกทิศทุกทาง อักขระวิญญาณโลหิตถูกวาดขึ้นกลางอากาศ กลิ่นอายความตายแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ยอดเขาที่เคยขาวโพลนด้วยหิมะบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉาลงในพริบตา
ภายในใจกลางพายุหมอกทมิฬ หลี่มู่เฉินหลับตาลงช้าๆ
เขาไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
*วิชาทลายวิญญาณของปรภพงั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี...*
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวก็พลันเงียบสงบลงอย่างน่าประหลาด ราวกับเสียงทั้งหมดในโลกถูกดูดกลืนหายไปในความว่างเปล่า อุณหภูมิลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามเข้ม ร่างของหลี่มู่เฉินเปล่งประกายแสงสีทองจางๆ ออกมาจากผิวหนัง อักขระโบราณนับล้านตัวที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังเริ่มเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ชีพจรที่เคยตีตันกลับส่งเสียงคำรามกึกก้องคล้ายเสียงมังกรหลับใหลที่กำลังตื่นขึ้นจากการจำศีลอันยาวนาน
*“เคล็ดวิชาฝืนลิขิต... บنพกาลทะลวงฟ้า!”*
ตูมมม!
คลื่นปราณสีทองอร่ามระเบิดออกรัศมีวงกว้างอย่างไร้ความปราณี แสงสว่างเจิดจ้าดุจสุริยันนับพันดวงแผดเผาหมอกควันสีดำจนสลายกลายเป็นจุล เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระդมมาจากทุกทิศทุกทาง ทูตปรภพที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงาถูกบังคับให้ปรากฏร่างขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด เลือดสีดำทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ 'ปราณเทพบรรพกาล' ที่แท้จริง
"เป็นไปไม่ได้! นี่มัน... ปราณอะไรกันทำไมถึงสะกดข่มกฎเกณฑ์แห่งปรภพได้!" มันแผดเสียงด้วยความหวาดกลัว ขาสั่นเทาจนแทบทรุดลงคุกเข่า
ในวินาทีนั้นเอง ประตูมิติสีดำสนิทก็เปิดออกเบื้องหลังทูตปรภพ พร้อมกับเงาร่างอันคุ้นเคยที่ก้าวออกมาอย่างช้าๆ
กลิ่นอายความเย็นเยียบราศีกระจายออกมาพร้อมกับสายลมปราณอันคมกริบ เยี่ยจื่อซีในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าครามปักลายเมฆา ศิษย์พี่หญิงผู้เยือกเย็นและงดงามไร้ที่ติ ยืนถือกระบี่น้ำแข็งอยู่ในมือ แววตาคู่คมดุจกระบี่กวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความเรียบเฉย ทว่าไอสังหารรอบตัวนางกลับรุนแรงเสียจนทำให้หิมะโปรยปรายกลายเป็นผุยผง
นางปรากฏตัวขึ้นทันเวลาพอดี
"บังอาจนักที่มารังแกคนของสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์" เสียงหวานใสกังวานราดรดลงบนบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่มันกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เฉียบคมราวกับคมกระบี่ที่จ่ออยู่บนลำคอ
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น ชายหนุ่มหันไปสบตากับเซียนสาวผู้เย็นชา แววตาของเขายังคงมีความสุขุมนุ่มลึก ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย ขณะที่เยี่ยจื่อซีเองก็เหลือบมองเขาด้วยหางตา ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความระAวงและสับสน นางสัมผัสได้ถึงพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งปลดปล่อยออกมาจากร่างของศิษย์น้องผู้นี้ พลังที่แม้แต่นางผู้เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักยังรู้สึกหนา
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำใดออกมา ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดอย่างฉับพลัน
เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดผ่าลงมาจากห้วงมิติที่สูงขึ้นไป ราวกับสวรรค์กำลังพิโรธที่เคล็ดวิชาฝืนลิขิตถูกนำมาใช้ ทันใดนั้น เงาร่างสีดำมหึมานับสิบร่างก็ก้าวทะลุผ่านรอยแยกมิติลงมา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสามภพ
"ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะปลดปล่อยพลังนี้... ก็จงเตรียมรับทัณฑ์สวรรค์และ... การตามล่าจากขุมนรกทั้งแปดเสียเถอะ หลี่มู่เฉิน!"
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งกระบี่เล่มนี้ด้วยกันนะคะ
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 2
ปราณเทพบรรพกาล
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!