กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งจนแสบนาสิก ทว่าสำหรับหลี่มู่เฉินแล้ว กลิ่นนี้มิได้น่ารังเกียจ หากแต่คุ้นเคยยิ่งดั่งสุราค้างปีที่หมักบ่มด้วยความตาย บนลานประลองยุทธ์สำนักกระบี่เมฆาอัคคี บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวต่ำราวกับจะกดทับยอดเขาให้จมดิ่งลงสู่ขุมนรก ห้วงมิติรอบด้านสั่นระริกด้วยแรงกดดันจากพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของ "จ้าวเฟิง" ศิษย์พี่ใหญ่อาวุโสผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งในเขตวงนอก
"ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะปลดปล่อยพลังนี้... ก็จงเตรียมรับทัณฑ์สวรรค์และการตามล่าจากขุมนรกทั้งแปดเสียเถอะ หลี่มู่เฉิน!"
เสียงคำรามของจ้าวเฟิงดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา ใบหน้าที่เคยหล่อเหลากลับบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและโทสะ ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือด เขายกกระบี่วิญญาณระดับนภาขึ้นชี้ฟ้า อักขระสีชาดนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ หลอมรวมเป็นเงาดาบยักษ์ที่แผ่ไอสังหารรุนแรงจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว
ทว่า... หลี่มู่เฉินกลับยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นระคนตื่นตระหนก ร่างในชุดคลุมสีขาวเก่าคร่ำคร่าพลิ้วไหวตามแรงลมปราณที่ปั่นป่วน ดวงตาคู่คมกริบดั่งดาราในห้วงจักรวาลทอดมองไปยังอีกฝ่ายด้วยแววตาสมเพชเวทนา
สุนัขรับใช้ที่คิดว่าตนเองกลายเป็นพยัคฆ์ ช่างน่าขันสิ้นดี...
"เจ้าคิดว่าพลังระดับหลอมรวมวิญญาณ จะทำให้เจ้าอาจหาญทำตัวเทียบชั้นกับข้าได้กระนั้นหรือ จ้าวเฟิง?" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบ เยือกเย็น และบาดลึกถึงจิตวิญญาณ มันมิได้ดังกระโตกกระตาก แต่กลับกดทับเสียงคำรามของอีกฝ่ายให้จมดิ่งลงอย่างไร้เสียง
"ปากดีนัก! วันนี้ข้าจะหักกระดูกยันนิ้วของเจ้าทีละท่อน ให้สมกับที่เจ้าบังอาจจองหองต่อหน้าข้า!"
จ้าวเฟิงสะบัดข้อมือ เงาดาบยักษ์กลางอากาศพุ่งทะยานลงมาดั่งอัคคีผ่าปฐพี พลังปราณที่กดทับลงมาทำให้ศิษย์สายในหลายคนที่ยืนดูอยู่รอบลานประลองถึงกับกระอักโลหิตด้วยความหวาดกลัว พวกเขาต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า ศิษย์น้องสวะผู้นี้คงแหลกสลายกลายเป็นจุลในกระบวนท่าเดียวเป็นแน่แท้
แต่ทว่า... ในวินาทีที่เงาดาบกำลังจะกลืนกินร่างนั้น เยี่ยจื่อซี ซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่บนศาลาเมฆาลอยฟ้า นางไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวสวยที่วางอยู่บนราวระเบียงหยุดชะงักเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นทอประกายความเยียบเย็นลึกล้ำ นางเพียงทอดมองการกระทำของเขาด้วยความไว้วางใจอย่างที่สุด เพราะนางรู้ดีว่า... สตรีผู้นี้และสำนักแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดคู่ควรให้เขาต้องก้มหัวคำนับแม้แต่คนเดียว
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แรงปะทะแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนศิลาหลอมโลหะรอบลานประลองแหลกละเอียดเป็นผุยผง จ้าวเฟิงแย้มยิ้มอย่างลำพองใจในชัยชนะที่รวดเร็วจนเกินคาด แต่รอยยิ้มนั้นกลับค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า เมื่อกลุ่มควันจางหายไป...
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทุกคู่ ทำให้ลมหายใจของคนทั้งลานประลองสะดุดกึก
หลี่มู่เฉินยังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิม ร่างกายไร้รอยขีดข่วน แม้แต่ชายผ้าขาวยังไม่แม้แต่จะมีรอยเปื้อน สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือ... นิ้วชี้ข้างขวาของหลี่มู่เฉินกำลังแตะอยู่ที่คมกระบี่วิญญาณระดับนภาของจ้าวเฟิงอย่างแผ่วเบา!
กระบี่ที่รวบรวมพลังทำลายล้างมหาศาล กลับหยุดนิ่งสนิทราวกับถูกพันธนาการด้วยกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่กระเบียดนิ้ว!
"เป็น... เป็นไปได้อย่างไร!" จ้าวเฟิงเบิกตากว้างจนแทบถล่น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก พลังปราณในร่างปั่นป่วนจนควบคุมไม่ได้ เขาลอบเร้นถ่ายเทพลังทั้งหมดลงไปที่กระบี่เพื่อกดดันอีกฝ่าย แต่นิ้วเรียวนั้นกลับมั่นคงราวมหาสมุทรที่ไม่มีวันสั่นคลอน
"วิชากระบี่เมฆาอัคคีของสำนักเจ้า ช่างตื้นเขินและเต็มไปด้วยช่องโหว่เสียจนน่าเวทนา" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เขาปรายตามองศิษย์พี่ใหญ่อาวุโสผู้นี้ราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง "เจ้าอาศัยทรัพยากรของสำนักและเส้นสายของตระกูลเพื่อยกระดับพลังฝีมือขึ้นมา แต่แก่นแท้ของวิถีกระบี่... เจ้ากลับไม่หลงเหลือมันอยู่อีกเลย จิตใจที่เต็มไปด้วยความโลภและอิจฉาริษยาเช่นนี้ ต่อให้เจ้าฝึกฝนจนบรรลุขอบเขตเซียนอมตะ เจ้าก็เป็นได้เพียงแค่... สุนัขรับใช้ที่รอวันถูกเชือดเท่านั้น"
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่มู่เฉินก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว
ปัง!
คลื่นกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ระเบิดออกมาจากร่างของหลี่มู่เฉินซัดกระหน่ำใส่จ้าวเฟิงอย่างรุนแรง พลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณของจ้าวเฟิงแตกสลายดั่งกระจกที่ถูกค้อนทุบ ร่างสูงใหญ่กระเด็นลอยละลิ่วกลางอากาศ กระอักโลหิตคำโตสาดกระเซ็นเป็นทางยาวราวกับสายฝนสีชาด ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
อ๊ากกก—!
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงม จ้าวเฟิงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยความอนาถ ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้อาบไปด้วยเลือดและโคลน เส้นชีพจรปราณทั่วร่างถูกทำลายจนหมดสิ้น กลายเป็นคนพิการที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้ชั่วชีวิต
รอบด้านตกอยู่ในความเงียบงันสนิท ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่ผู้อาวุโสที่แอบเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่หลังม่านมิติยังต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความหวาดผวา พลังปราณระดับใดกัน... ที่สามารถทำลายรากฐานการบำเพ็ญเพียรของศิษย์ระดับหลอมรวมวิญญาณได้ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว!
หลี่มู่เฉินก้าวเดินเข้าไปใกล้ร่างที่นอนไร้เรี่ยวแรงช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องกังวานในความเงียบ ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
"เจ้า... เจ้ากล้าทำลายข้า... บรรพบุรุษตระกูลจ้าว... จะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!" จ้าวเฟิงเค้นเสียงอาฆาตมาดร้ายออกมาจากลำคอ ดวงตาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง
หลี่มู่เฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มก้มมองผู้นอนจมกองเลือดด้วยแววตาที่เยียบเย็นไร้ก้นบึง "ตระกูลจ้าวรึ? หากพวกมันกล้าก้าวล่วงเข้ามาในเขตแดนของข้า ข้าจะส่งพวกมันลงไปสะสางบัญชีแค้นในปรภพพร้อมกับเจ้าด้วยเช่นกัน"
บรรยากาศรอบลานประลองพลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด ราวกับฤดูเหมันต์มาเยือนกระทันหัน ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วกลับปรากฏรอยแยกสีดำสนิทขนาดยักษ์ใจกลางมิติ เสียงคำรามดั่งสนั่นหวั่นไหวจากห้วงอเวจีดังสะท้อนก้องกังวาน แรงกดดันระดับที่เหนือกว่าขอบเขตเซียนทั่วไปแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว
เงาร่างสีดำสนิทนับร้อยปรากฏขึ้นจากรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวoเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ และน้ำเสียงที่เอ่ยเรียกเป้าหมายอย่างชัดเจน...
"องค์จ้าวปรภพ... ถึงเวลาเสด็จกลับมารับตำแหน่งที่แท้จริงของพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระบี่และสายลมหนาวมา ณ ที่นี้นะคะ
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 3
สั่งสอนสุนัขรับใช้
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!