เสียงก้องกังวานของคำว่า *"องค์จ้าวปรภพ... ถึงเวลาเสด็จกลับมารับตำแหน่งที่แท้จริงของพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"* ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของหลี่มู่เฉิน ราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกโลกันตร์ที่ทะลักล้นขึ้นมากลบEสัจธรรมแห่งวิถีเซียน
หมอกสีดำทมิฬม้วนตัวขึ้นจากพื้นดินดั่งอสรพิษนับพันตัวที่ถูกปลุกให้ตื่นจากจำศีล กลิ่นอายความตายและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วหุบเขาอสูรพฤกษา เมฆาบนนภาแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำในพริบตา ปราณมารที่กดทับลงมาหนักหน่วงเสียจนกระดูกทั่วร่างของหลี่มู่เฉินส่งเสียงลั่นกรอบราวกับจะแหลกสลาย
ทว่าชายหนุ่มกลับมิได้แสดงสีอกตกใจแม้แต่น้อย นัยน์ตาหงส์คู่คมกริบดุจคมกระบี่โบราณยังคงราบเรียบเยือกเย็น มือเรียวยาวกุมด้ามกระบี่บินขั้นปฐพีไว้มั่น ปราณกระบี่สีครามบริสุทธิ์แผ่พุ่งออกมาจากปลายนิ้วต้านทานแรงกดดันจากไอมารรอบด้านอย่างไม่ยอมแพ้
"จ้าวปรภพงั้นหรือ?" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาทะนงตนฉายชัดถึงความเย้ยหยันต่อลิขิตสวรรค์และเบื้องสูง "ข้าคือหลี่มู่เฉิน ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาคล้อย ผู้ใดบังAอาจกล่าววาจาเหลวไหลเช่นนี้อีก แม้แต่เงาของปรภพ ข้าก็จักฟันให้สลายเป็นจุล!"
สิ้นเสียงคำราม สภาวะกระบี่อันไร้เทียมทานก็ระเบิดออกรอบกาย ก่อเกิดเป็นพายุหมุนของอักขระปราณนับหมื่นตัวที่สลักอยู่บนมิติอากาศ พัดพาเอาไอมารสีดำให้แตกกระเจิงออกไปชั่วขณะ
ท่ามกลางพายุหมุนแห่งปราณและไอมารที่กำลังกัดเซาะกันและกันอย่างดุเดือดนั้นเอง... เงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากม่านหมอกสีดำทมิฬอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับสั่นสะเทือนปฐพีราวกับเหยียบย่ำอยู่บนหัวใจของสรรพชีวิต
นางสืบเท้าเข้ามาด้วยชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะแรกแห่งเหมันต์ ตัดกับบรรยากาศมืดมนรอบกายอย่างสิ้นเชิง เรือนผมสีดำสนิทปล่อยสยายยาวเคลียแผ่นหลัง ปิ่นปักผมรูปดอกเหมันต์สลักจากหยกโบราณสะท้อนแสงเรืองรองจางๆ ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาของหลี่มู่เฉินไว้มิใช่ความงดงามล่มเมืองที่ไร้ที่ติจนน่าอัศจรรย์นั้น หากแต่เป็น... "กลิ่นอาย" ที่คุ้นเคยจนหัวใจที่ด้านชามานานนับร้อยปีต้องกระตุกวูบ
เยี่ยจื่อซี... เซียนสาวผู้เย็นชาแห่งยอดเขาหิมะคราม ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าไร้ความรู้สึกและตัดขาดจากโลกีย์วิสัยอย่างแท้จริง เหตุใดนางจึงมาปรากฏตัว ณ แดนสนธยาแห่งไอมารนี้?
"มู่เฉิน..."
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และว่างเปล่าดุจสายลมหนาวพัดผ่านหุบเขาน้ำแข็ง ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ ทว่าในหูของหลี่มู่เฉิน กลับดังก้องราวกับเสียงระฆังที่ปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์แห่งกาลเวลา
เยี่ยจื่อซีหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ สตรีผู้นี้งดงามเกินกว่าที่ภาษาใดในยุทธภพจะบรรยายได้ ใบหน้ารูปไข่ราบเรียบราวกับแกะสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ ริมฝีปากบางเฉียบสีชาดอ่อนๆ ปิดสนิท ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองคราบเลือดและร่องรอยการต่อสู้รอบกาย ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่นัยน์ตาของชายหนุ่ม
"เจ้าตามข้ามาทำไม?" หลี่มู่เฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะยังคงความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ ทว่ากลับมีความระแวงระวังแฝงอยู่ลึกๆ เขารู้ดีว่าเยี่ยจื่อซีไม่ใช่คนที่จะก้าวย่างมายังสถานที่อัปมงคลเช่นนี้โดยปราศจากเหตุผล
เซียนสาวไม่ตอบคำถามทันที ปลายนิ้วเรียวดุจหยกสลักของนางยกขึ้นช้าๆ แสงกระบี่สีเงินยวดยวงสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว นางมิได้พุ่งเป้ามาที่เขา แต่กลับตวัดวาดออกไปเบื้องหลังอย่างรวดเรุดดุจสายฟ้าแลบ!
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ไอมารหนาทึบกลุ่มใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่เงียบๆ เพื่อลอบโจมตีหลี่มู่เฉินจากด้านหลัง ถูกกระบี่ปราณของเยี่ยจื่อซีฟาดฟันจนสลายกลายเป็นควันสีดำในพริบตา เศษซากอักขระมารร่วงหล่นลงสู่พื้นดินส่งเสียงซี๊ดซ่าดน่ากลัว
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรมา" เยี่ยจื่อซีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ครานี้แววตาคู่คมของนางฉายประกายความกังวลที่หายากยิ่งวาดผ่านก้นบึ้งนัยน์ตา "พลังปรภพในตัวเจ้ากำลังจะตื่นขึ้น... หากเจ้ายังดันทุรังใช้เคล็ดวิชากระบี่ฝืนลิขสิทธิ์สวรรค์ต่อไป ร่างกายนี้จะรับไม่ไหว และวิญญาณเดิมแท้ของเจ้าจะถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์"
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกตะลึง นางรู้... นางรู้ความลับชาติกำเนิดของเขาตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ?
"แล้วอย่างไรเล่า?" หลี่มู่เฉินแสยะยิ้มบางๆ เผยให้เห็นความทะนงตนที่อยู่ในกระดูกดำ เขาขยับตัวเข้าไปประชิดนางทีละน้อย กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ราวดอกเหมันต์ปะทะกันจนเกิดประกายไฟทางความรู้สึก "ต่อให้สวรรค์ลิขสิทธิ์ให้ข้าเป็นจ้าวปรภพ หรือนรกภูมิจะอ้าแขนรอรับข้า หลี่มู่เฉินผู้นี้ก็ไม่มีวันก้มหัวให้ผู้ใด... แม้กระทั่งเจ้า เยี่ยจื่อซี"
ลมหายใจของเซียนสาวสะดุดไปเล็กน้อย นางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างเพียงคืบ แววตาเย็นชาเริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้น นางยื่นมือออกไปหมายจะคว้าแขนเสื้อของเขาเพื่อดึงตัวให้ออกจากรัศมีไอมารที่กำลังหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวจะสัมผัสโดนเนื้อผ้า พื้นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
รอยแยกสีดำสนิทขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ไอมารพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจเสาค้ำยันสวรรค์ เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวดังมาจากก้นบึ้งของรอยแยกนั้น ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังจะปีนป่ายขึ้นมาสู่โลกมนุษย์
"สายไปแล้ว..." เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องล่าง "องค์จ้าวปรภพ เสด็จกลับบ้านของพระองค์เถิด..."
พร้อมกันนั้น แรงดึงดูดมหาศาลก็ฉุดกระชากร่างของหลี่มู่เฉินให้ร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวสีดำมืดมิดในชั่วพริบตา!
"มู่เฉิน!"
เสียงร้องที่หลุดพ้นจากความเย็นชาเป็นครั้งแรกของเยี่ยจื่อซีดังขึ้น นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทิ้งตัวพุ่งตามร่างของชายหนุ่มลงไปในความมืดมิดอย่างไม่กลัวตาย พร้อมกับที่กระบี่ในมือของนางปลดปล่อยแสงสว่างเจิดจ้าที่สุดในรอบร้อยปีเพื่อแหวกม่านไอมาร!
***********************************
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางมาในดินแดนแห่งเซียนและมารด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 4
เซียนสาวผู้เย็นชา
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!