ความเจ็บปวดราายพันเล่มเกี่ยวกระหวัดกรีดแทะไขกระดูก ราวกับร่างทั้งร่างถูกโยนลงไปในเตาหลอมอัคคีผลาญวิญญาณ
รสคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก กลิ่นอับชื้นของโคลนตมและกลิ่นสาปสาส์นแห่งความตายโชยเข้าจมูกจนน่าสะอิดสะเอียน หลี่มู่เฉินพลانขยرเปลือกตาที่หนักอึ้งดั่งขุนเขาขึ้นช้าๆ ทัศนียภาพเบื้องหน้าพร่ามัว คล้ายมีม่านหมอกสีเลือดปกคลุม แต่วินาทีต่อมา ประสบการณ์แห่งเซียนกระบี่ผู้เคยเหยียบย่างเหนือเก้าชั้นฟ้าก็ทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่า ความตายไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความอัปยศครั้งใหม่
"ฮึ! ขยะก็คือขยะวันยันค่ำ ต่อให้พวกเจ้าเอาสมุนไพรวิญญาณระดับสามไปเคี่ยวให้มันกินเป็นน้ำแกง ร่างกายที่เส้นชีพจรพิการ ไร้รากปราณเช่นนี้ ก็เป็นได้แค่ที่เหยียบย่างให้สุนัขในตระกูลหลี่ระบายความหงุดหงิดเท่านั้นแหละ!"
เสียงหัวเราะเยาะหยันบาดหูแว่วมาจากเบื้องบน ตามมาด้วยแรงถีบที่กระแทกเข้าบริเวณชายโครงอย่างจังจนร่างผอมบางกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำเก็บฟืนอันมืดมิด ฝุ่นผงคละคลุ้งตลบอบอวล
หลี่มู่เฉินไม่ส่งเสียงร้องคร่ำครวญแม้แต่ครึ่งคำ นัยน์ตาคู่คมที่เคยฉายแววพิฆาตสะท้านนภากลับเรียบเฉยราวน้ำในบึงลึก เขาสำรวจความทรงจำที่ไหลทะลักเข้ามาในหัวดั่งกระแสน้ำป่า... ร่างนี้มีนามว่า 'หลี่มู่เฉิน' เช่นเดียวกัน เป็นคุณชายรองตระกูลหลี่แห่งเมืองเมฆาผู้ตกอับ บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัย ทิ้งไว้เพียงป้ายวิญญาณและคำสัญญา ลมปราณทะเลสาบตันเถียนถูกทำลายโดยฝีมือของลูกพี่ลูกน้องสายตรงเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ครอบครองคัมภีร์กระบี่บรรพกาล และสุดท้าย... ถูกซ้อมปางตายแล้วโยนทิ้งไว้ที่นี่เพื่อให้ตายอย่างอนาถ
ช่างเป็นวิถีแห่งโลกผู้ฝึกตนที่ไร้ซึ่งความเมตตานัก ปรภพยังมีความยุติธรรมมากกว่าโลกมนุษย์ครึ่งก้าวนี้เสียอีก
"มองหน้าอะไรวะไอ้สวะ! อยากลองชิมรสชาติกระบี่ของข้าอีกสักรอบหรือไง?" เสียงของหลี่เฉิงฮ่าวเอ่ยเย้ยหยัน พลางใช้ปลายกระบี่ชี้มาที่ปลายจมูกของหลี่มู่เฉิน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าอิ่มเอิบของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่ห้า
หลี่มู่เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ข้อต่อทั่วร่างจะส่งเสียงลั่นกรอบแกรบดั่งไม้ผุพัง แต่ท่าทีและการเคลื่อนไหวกลับสง่างามและเยือกเย็นอย่างไร้ที่ติ ราวกับพญาอินทรีที่บาดเจ็บแต่ไม่เคยยอมก้มหัวให้เหยี่ยว
"กระบี่ในมือเจ้า..." หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าแต่กลับเปี่ยมด้วยพลังกดดันบางอย่างที่ทำให้หลี่เฉิงฮ่าวชะงักไปชั่วขณะ "...เจ้าเรียกมันว่ากระบี่งั้นหรือ? เป็นเพียงเศษเหล็กที่ผ่านการถ่อมตัวด้วยไฟชั้นต่ำ ท่าทางเก้ๆ กังๆ ไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งวิถีดาบ แม้แต่หมาป่าข้างถนนยังกัดเจ้าได้เจ็บแสบกว่าการตวัดกระบี่ของเจ้าเสียอีก"
"เจ้าว่าอย่างไรนะ!" หลี่เฉิงฮ่าวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณสีครามแผ่ซ่านออกจากคมกระบี่ "ไอ้สวะปากดี วันนี้ข้าจะตัดลิ้นเจ้ามาสังเวยสุนัข!"
แสงกระบี่วาดผ่านความมืดมิดพุ่งตรงเข้าสู่ลำคอของหลี่มู่เฉินอย่างเหี้ยมโหด หมายปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ในเสี้ยววินาทีความเป็นความตายนั้น แววตาของหลี่มู่เฉินกลับประกายแสงสีทองเรืองรองขึ้นวับหนึ่ง ความทรงจำของมหาเทพเซียนหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ ปราณฟ้าดินโดยรอบรัศมีร้อยลี้พลันปั่นป่วน สายลมในถ้ำหยุดชะงักลงชั่วขณะ ราวกับฟ้าดินกำลังก้มหัวคารวะต่อการตื่นขึ้นของราชัน
เขามือขวาคว้าจับเข้าที่เศษไม้ฟืนผุๆ บนพื้นอย่างแม่นยำดั่งจับศาสตราเทพ ปลายไม้พุ่งสวนออกไปโดยไม่มองหน้าคู่ต่อสู้ด้วยซ้ำ เป็นวิถีกระบี่ที่ไม่มีรูปแบบ ไม่มีตำรา แต่ทว่า... รวดเร็ว เด็ดขาด และไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง!
*ฉึก!*
เศษไม้ผุพังทะลวงผ่านกระแสปราณป้องกันของหลี่เฉิงฮ่าวราวกับเต้าหู้ ปลายไม้หยุดนิ่งอยู่ห่างจากหว่างคิ้วของอีกฝ่ายเพียงแค่เส้นยาแดง หยดเลือดสีแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมลงมาตามสันจมูกของหลี่เฉิงฮ่าว ร่างกายของมันแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจนแทบสิ้นสติ ปัสสาวะราดรดกางเกงส่งกลิ่นคละคลุ้ง
"จำไว้..." เสียงกระซิบเยือกเย็นดังชิดริมหางตา ราวกับเสียงมัจจุราชจากขุมนรก "ในสายตาของข้า เจ้าเป็นยิ่งกว่าธุลีดิน... ไสหัวไป!"
หลี่เฉิงฮ่าวและบริวารพากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกไปจากถ้ำราวกับสุนัขจนตรอก
หลี่มู่เฉินทิ้งเศษไม้ในมือลง พ่นโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโตเพื่อขับพิษร้ายออกจากร่างกาย เขานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นดินเย็นเฉียบ โคจรเคล็ดวิชา 'กลืนนภาพลิกสวรรค์' ที่หลงเหลืออยู่ในจิตสำนึก ทันใดนั้น หมอกปราณสีขาวบริสุทธิ์ก็เริ่มก่อตัวหมุนวนรอบร่างของเขา รูขุมขนทั่วสรรพางค์กายเปิดออกดูดซับพลังงานธรรมชาติเข้าสู่ทะเลสาบตันเถียนที่แห้งผากอย่างบ้าคลั่ง
เส้นชีพจรที่เคยถูกทำลาย ค่อยๆ ถูกเชื่อมประสานด้วยอักขระทองคำโบราณ เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังระงม ราวกับการเกิดใหม่ของมังกรนิลที่หลับใหล
ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นที่หนึ่ง...
ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นที่สอง...
ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นที่สาม...
ความเร็วนี้น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าสามัญสำนึกของผู้ฝึกตนทั่วไปจะจินตนาการได้!
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบเงียบของการทะลวงขั้นพลัง จู่ๆ อุณหภูมิภายในถ้ำเก็บฟืนก็ลดฮวบลดลงอย่างฉับพลัน เปลวไฟจากกองฟืนมอดดับลงในพริบตา ละอองน้ำกลายสภาพเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามบริสุทธิ์ที่ร่วงหล่นจากเพดานถ้ำ
กลิ่นหอมเย็นเยียบราวดอกเหมันต์ร้อยปีลอยมาแตะจมูก พร้อมกับเงาร่างระหงของสตรีในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลายกระบี่คู่กระเรียนสวรรค์ นางก้าวเดินผ่านม่านน้ำค้างแข็งเข้ามาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ ใบหน้างดงามราวกับถูกแกะสลักจากหยกสวรรค์ ทว่าแววตากลับเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
นั่นคือ เยี่ยจื่อซี... ศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ และเป็นคู่หมั้นในนามของเขาผู้กุมชะตากรรมครึ่งหนึ่งของยุทธภพ
เยี่ยจื่อซีหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหลี่มู่เฉินที่ยังคงนั่งหลับตาโคจรปราณ นางกวาดสายตาสำรวจร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อย ก่อนที่เรียวปากสีชาดจะขยับเอื้อIนด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวน้ำแข็ง
"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้แอบฝึกวิชาต้องห้ามของตระกูลหลี่จนเกือบทำให้เส้นชีพจรระเบิดตายในที่อับชื้นเช่นนี้?"
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น ชายหนุ่มสบตากับดวงเนตรคู่สวยที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและประกายความกังวลที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เขาแย้มยิ้มมุมปากเล็กน้อย น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทระนงดังขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บ
"ศิษย์พี่รอง... ข้าจะตายหรือไม่อย่างไร มิใช่เรื่องที่ท่านต้องเอาใจใส่..." หลี่มู่เฉินเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่ทำให้ร่างระหงของนางชะงักกึก "...แต่อีกไม่นาน ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ ทวงคืนทุกสิ่งที่พวกมันแย่งชิงไปจากเจ้า... และจากตัวข้า"
เยี่ยจื่อซีขมวดคิ้วมุ่น หัวใจที่เคยสงบนิ่งดั่งน้ำในบึงลึกกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางกำลังจะเอ่ยปากตำหนิความอวดดีของเขา
ทว่า ทันใดนั้น ท้องฟ้ายามราตรีเหนือเมืองเมฆากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆทมิฬม้วนตัวคำรามลั่นสนั่นหู สายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดมหึมาฟาดผ่าลงมาตรงใจกลางสำนักตระกูลหลี่อย่างไร้ปรานี แรงกดดันระดับมหาเทพเซียนแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสารทิศ จนเหล่าผู้อยู่ในขอบเขตชะตาฟ้าดินยังต้องสั่นสะท้าน
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นบนยอดเสาหินหน้าถ้ำอย่างเงียบเชียบ ปลายกระบี่ในมือหยดหยาดโลหิตสดๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ส่งตรงมายังพวกเขา
"ฮี่ๆๆ... พบตัวแล้ว... ว่าที่จ้าวปรภพผู้เลื่องชื่อ..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมทางทุกท่านที่ติดตามดื่มด่ำไปกับบทแรกอันเข้มข้นนี้ค่ะ แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปนะคะ!
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพในร่างสวะ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!