ประกายไฟสีครามจากศิลาจันทราสะท้อนกระทบกับหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนเรียวคิ้วโก่งงดงามดั่งภาพวาดของเยี่ยจื่อซี ความเงียบงันภายในถ้ำลึกแห่งนี้ช่างวังเวงและเปี่ยมด้วยแรงกดดันจากปราณอสูรภายนอกที่ยังคงคำรามก้อง ทว่าสิ่งที่สั่นคลอนหัวใจของหลี่มู่เฉินยิ่งกว่าพายุด้านนอก กลับเป็นกลิ่นหอมจางๆ ของมวลดอกไม้เหมันต์ที่ลอยวนอยู่ปลายจมูก ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและคราบฝุ่นผงจากการต่อสู้
"ศิษย์พี่... ท่านยังไหวอยู่หรือไม่คะ?"
น้ำเสียงที่มักจะราบเรียบและเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีในยามปกติ บัดนี้กลับเจือด้วยความสั่นพร่าเล็กน้อย เยี่ยจื่อซีขยับกายเข้าไปใกล้ร่างของชายหนุ่มอีกนิด ความอบอุ่นจากแผ่นหลังของนางที่แนบชิดติดกับกำแพงถ้ำเย็นเยียบช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บจากพิษอสูรที่กำลังกัดกินเส้นชีพจรของหลี่มู่เฉินได้ไม่น้อย ทว่ามันกลับทำให้หัวใจของเซียนสาวเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก นางไม่เคยใกล้ชิดบุรุษผู้ใดถึงเพียงนี้มาก่อน ยิ่งเป็นหลี่มู่เฉิน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เย่อหยิ่งและทะนงตนในวิถีกระบี่จนใครต่างพากันหวาดกลัว ยิ่งทำให้นางรู้สึกราวกับตนเองกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงตึงเหนือเหวลึก
หลี่มู่เฉินฝืนยبرุ7ยิ้มที่มุมปาก แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะซีดเผือดไร้สีเลือด ปราณกระบี่ในตันtian (จุดตันเถียน) ของเขาปั่นป่วนจนแทบจะควบคุมไม่ได้ การใช้กระบวนท่า 'กระบี่สกัดฟ้าดิน' ในตอนนั้น ทำให้เส้นชีพจรของเขาเสียหายอย่างหนัก หากเป็นผู้อื่นคงสิ้นใจไปนานแล้ว แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งเทพเซียนที่จุติลงมา ทำให้เขายังคงกัดฟันประคองสติไว้ได้
"ศิษย์น้อง... เจ้าไม่ต้องห่วงข้า" หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอดมองไปยังใบหน้าอันงดงามที่ฉาบไล้ด้วยแสงสลัวของศิลาจันทรา "ข้ายังไม่ตายง่ายๆ หรอก... แต่อาการของเจ้าที่โดนไอพิษอสูรสะท้อนกลับเมื่อครู่ เกรงว่า..."
"ข้าไม่เป็นไรค่ะ" เยี่ยจื่อซีรีส์ตัดบท นางกัดริมฝีปากแน่นอย่างดื้อรั้น ดวงตาคู่สวยฉายแววแนיแน่ว แม้ว่าเม็ดเหงื่อกาฬจะผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากจนเส้นผมเปียกชื้นแนบแก้ม นางยื่นมือที่สั่นเทาออกไปเพื่อถ่าย
ทว่า ในจังหวะที่ปลายนิ้วเรียวยาวของนางสัมผัสโดนข้อมือของหลี่มู่เฉินเพื่อส่งถ่ายพลังปราณบริสุทธิ์เข้าไปช่วยกดจุดชีพจร กระแสไฟฟ้าสายหนึ่งก็แล่นพล่านไปทั่วร่างของทั้งสองคนราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ปราณเซียนบริสุทธิ์ของนางและปราณกระบี่ดุดันของเขาเกิดการหลอมรวมกันโดยสัญชาตญาณ มันไม่ใช่การโคจรพลังเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บธรรมดา แต่เป็นการประสานจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งจนทำให้ภาพความทรงจำและห้วงอารมณ์ของทั้งคู่ไหลทะลักเข้าหากัน
หลี่มู่เฉินสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยว ความเย็นชา และความกดดันอันหนักอึ้งที่เยี่ยจื่อซีแบกรับไว้บนบ่าในฐานะทายาทสำนักเซียนอันดับหนึ่ง ความรู้สึกเหล่านั้นถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากอันไร้ความรู้สึกมาเนิ่นนาน แต่วันนี้ มันกลับถูกเปิดเผยให้เขาได้เห็นจนหมดสิ้น
ในขณะเดียวกัน เยี่ยจื่อซีก็ราวกับถูกดึงเข้าไปในห้วงภวังค์แห่งความทรงจำของหลี่มู่เฉิน นางได้เห็นความทะนงตน การต่อสู้กับลิขิตสวรรค์อย่างไร้ความปราณี และ... ภาพของนางเองที่ยืนเคียงข้างเขา ท่ามกลางกองเลือดและซากศพของเหล่าทวยเทพและมาร
หัวใจของเซียนสาวกระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันทั้งอบอุ่น หวานล้ำ และน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
"ศิษย์พี่..." เยี่ยจื่อซีพึมพำเสียงสั่น ร่างกายของนางโน้มเข้าหาเขาโดยไม่รู้ตัว ความใกล้ชิดในพื้นที่คับแคบและมืดมิดนี้ ทำให้โลกภายนอกที่มีความเป็นความตายรออยู่ราวกับเลือนหายไปเหลือเพียงแค่ลมหายใจอุ่นๆ ของคนตรงหน้า
หลี่มู่เฉินสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของหญิงสาวผสมผสานกันจนน่าลุ่มหลง มือหนาที่เคยถือกระบี่สังหารเซียนมานักต่อนัก บัดนี้กลับยกขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะเอื้อมไปแตะที่พวงแก้มเนียนนุ่มที่เปื้อนคราบฝุ่นเขม่าของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนเกินกว่าจะคาดคิดทำให้เยี่ยจื่อซีถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ
"จื่อซี..." นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อนางโดยไม่มีคำว่า 'ศิษย์น้อง' นำหน้า น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้งทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของนางพังทลายลงในพริบตา "เหตุใดจึงดื้อรั้นเช่นนี้... หากเจ้าเป็นอะไรไป ข้าจะ..."
คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปเมื่อเยี่ยจื่อซีตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่คาดคิด นางขยับริมฝีปากเข้าประทับปิดเรียวปากของเขาอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน ความอบอุ่นที่ส่งผ่านจากริมฝีปากนั้นไม่ใช่เวทมนตร์หรือเคล็ดวิชาใดๆ แต่มันคือความจริงใจที่ถูกกลั่นกรองมาจากก้นบึ้งของหัวใจที่เริ่มสั่นคลอน
หลี่มู่เฉินนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ดวงตาคมกริบจะฉายประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาล เขาไม่ปฏิเสธ ไม่ผลักไส มือที่แตะแก้มเปลี่ยนเป็นประคองท้ายทอยของนางให้แนบชิดยิ่งขึ้น ปฏิกิริยาตอบรับที่ดุดันแต่เปี่ยมด้วยความทะนุถนอมทำให้ถ้ำลึกแห่งนี้ร้อนรุ่มขึ้นมาทันตาเห็น ปราณรอบตัวปั่นป่วนจนศิลาจันทราสั่นไหว
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังลึกซึ้งและเปราะบางถึงขีดสุดนั้นเอง...
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายดังขึ้นที่ปากทางเข้าถ้ำ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้หินย้อยร่วงหล่นลงมาปิดกั้นทางออกจนมืดมิด ไอทมิฬอันชั่วร้ายและน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่พุ่งเข้ามาภายในพริบตา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงแก่นวิญญาณ
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เกรียงไกรกับน้องสาวคนงาม หลบมาแอบสวีทกันอยู่ในที่ลับตาเช่นนี้เองหรอกหรือ?"
เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก้าวล่วงผ่านกลุ่มควันฝุ่นเข้ามา ดวงตาสสีแดงฉานจ้องมองคนทั้งสองด้วยแววตากระหายเลือด และเมื่อแสงจากศิลาจันทราส่องกระทบใบหน้าของแขกที่ไม่ได้รับเชิญผู้นั้น หลี่มู่เฉินก็ต้องลืมตาโพลงด้วยความตกตะลึง เพราะคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า... คือคนที่ควรจะตายด้วยคมกระบี่ของเขาไปตั้งแต่สามร้อยปีก่อน!
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางมาในดินแดนแห่งเซียนและมารด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 7
หัวใจที่เริ่มสั่นคลอน
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!