ไอศวรรย์แห่งค่ายกลห้าธาตุแตกกระจายดุจเศษกระจกต้องแสงจันทร์ ท, เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากมนของหลี่มู่เฉิน ทว่าแววตาคู่นั้นกลับประกายความคมกริบยิ่งกว่าคมกระบี่โบราณที่หลับใหลมานับหมื่นปี ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรลับ อากาศรอบกายเขากำลังบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่น แรงกดดันมหาศาลจากเคล็ดวิชา 'เนตรสุริยันกลืนนภา' แผ่พุ่งทะลักทะลายออกทางจุดชีพจรทั่วร่าง จนผนังหินแกร่งสลักอักขระโบราณเริ่มปรากฏรอยร้าวลึกดุจใยแมงมุม
"ยังขาดอีกหนึ่งลมหายใจ..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำพึมพำกับตนเองอย่างเยือกเย็น หลี่มู่เฉินไม่เคยหวั่นเกรงต่อความโกลาหลของพลังที่ตีกลับ เขากลับควบคุมการไหลเวียนของลมปราณด้วยสติที่มั่นคงดุจภูผาหิน ทว่าในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายนี้เอง ประตูหินหนักอัจฉริยะของห้องลับกลับถูกผลักเปิดออกด้วยพลังปราณกระบี่ที่คุ้นเคย
ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะโปรยปรายก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าไร้เสียง เยี่ยจื่อซี... เซียนสาวผู้เย็นชาและสง่างามไร้ที่ติ นางมองดูสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยแววตาที่ไหววูบเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
"เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ หลี่มู่เฉิน" น้ำเสียงของนางเยียบเย็นยิ่งกว่าสายลมเหมันต์ แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี จะสัมผัสได้ถึงความสั่นพร่าเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งงัน "การจะทะลวงผ่านขอบเขตจอมยุทธ์ขั้นต้นในคราเดียวโดยใช้ค่ายกลโลหิตสะท้านฟ้า เท่ากับเจ้าเอาชีวิตไปเดิมพันกับทัณฑ์สวรรค์ที่ยังไม่พร้อม หากรากฐานวิญญาณสลาย เจ้าจะไม่มีวันหวนคืนสู่บัลลังก์ปรภพได้อีก"
หลี่มู่เฉินไม่หันไปมอง นางยังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิม แต่กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้มุมเสื้อของนางปลิวไสว
"ถ้าข้าไม่ก้าวข้ามขีดจำกัดนี้ในคืนนี้ งานประลองยุทธ์เจ็ดสำนักในอีกสามวันข้างหน้า... ข้าจะเอาอะไรไปเหยียบย่ำพวกสุนัขรับใช้แห่งสำนักกระบี่มารที่บังAอาจหมายปองชีวิตเจ้า" ชายหนุ่มกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่กดขี่จนสรรพสิ่งต้องยอมสยบ
เยี่ยจื่อซีเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าชายหนุ่มผู้นี้ดื้อรั้นเพียงใด ดวงตาคู่คมของเซียนสาวกวาดมองคราบโลหิตที่มุมปากของเขา หัวใจที่เคยสงบนิ่งมานับร้อยปีกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงปราณสีครามทีละก้าว ไม่สนใจแม้กระทั่งเกราะป้องกันอัคคีจะแผดเผาอาภรณ์ของนางจนเริ่มเกรียม
"เจ้าไม่ต้องเอาข้ออ้างเรื่องข้ามาอ้าง" นางกล่าวเสียงลอดไรฟัน ยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปแตะที่หัวไหล่กว้างของเขาเพื่อถ่าย
"อย่าเข้ามา!" หลี่มู่เฉินคำรามลั่น ทว่าสายเกินไปแล้ว
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีม่วงเข้มเส้นมหึมาฟาดทะลุเพดานถ้ำลงมาตรงจุดที่ทั้งสองยืนอยู่พอดี ทัณฑ์สวรรค์ล่วงรู้ถึงการฝ่าฝืนวิถีและจิตใจที่ดื้อดึงของพวกเขา มันพุ่งเข้าใส่ร่างของหลี่มู่เฉินและเยี่ยจื่อซีในคราเดียว แรงระเบิดสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขาเมฆาคล้อย ร่างของเซียนสาวกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระอักโลหิตสีแดงสดออกมาคำโตจนแปดเปื้อนอาภรณ์สีขาวราวกับดอกเหมันต์ต้องมลทิน
"จื่อซี!"
หลี่มู่เฉินเบิกตากว้าง ความเยือกเย็นทั้งหมดพังทลายลงในเสี้ยววินาทีนั้น พลังปราณทั้งหมดที่กำลังจะระเบิดออกเพื่อทะลวงขั้นถูกดึงกลับมาปกป้องนางอย่างไม่คิดชีวิต อักขระโบราณทั่วร่างเขาเปล่งแสงเจิดจ้าบาดตา สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ถูกหลอมรวมเข้ากับความโกรธเกรี้ยวและห่วงหาอาทรอย่างบ้าคลั่ง
เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย พุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ เปล่งเสียงคำรามก้องฟ้า ทะลวงผ่านกำแพงไร้รูปแห่งขอบเขตจอมยุทธ์ขั้นต้นสำเร็จในชั่วพริบตา!
ทว่า ก่อนที่ความยินดีจากการทะลวงพลังจะทันได้แผ่ซ่าน เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาหลักของสำนักก็ดังขึ้นสามคราติดต่อกัน... เสียงระฆังที่บ่งบอกถึงการมาเยือนของผู้ไม่ได้รับเชิญ และประกาศิตตายที่ถูกส่งตรงมาจากเงื้อมมือของ 'จ้าวแห่งหุบเขามารโลหิต' ผู้เป็นศัตรูคู่อาฆาตในอดีตชาติ
เงาร่างสีดำทะมึนหลายสบร่างปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าถ้ำ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังสะท้อนก้อง "ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่เฉิน เจ้าหนูสวะแห่งสำนัก นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะแอบบรรลุพลังในสถานที่รกร้างเช่นนี้... น่าเสียดายนัก วันนี้ที่นี่จะกลายเป็นหลุมศพของคู่รักเซียนมารเช่นพวกเจ้า!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางมาในดินแดนแห่งเซียนและมารด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 8
ก้าวกระโดดสู่ขอบเขตจอมยุทธ์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!