กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบนาสิก ห้วงอากาศเหนือยอดเขาตระการตาบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีนิลกาฬ ค่ายกลโลหิตพันปีกำลังหมุนวน บดขยี้มวลหมู่เมฆาให้แหลกสลายกลายเป็นธุลี อาคมโบราณที่สาบสูญไปพร้อมกับยุคสมัยแห่งสงครามเทพมาร บัดนี้กลับถูกปลุกขึ้นมาด้วยความแค้นและโลหิตนับหมื่นหยดจากสำนักมารโลหิต
"ศิษย์พี่ใหญ่... ข่ายกลนี้ดึงดูดพลังวิญญาณจากทั่วทั้งสารทิศ มันจงใจใช้ท่านเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อสลายรากฐานปราณเซียน!"
เสียงของเยี่ยจื่อซีดังลอดผ่านม่านพลังที่สั่นสะเทือน นางยืนอยู่เบื้องหลังหลี่มู่เฉิน ร่างระหงอาบย้อมด้วยแสงสีเงินยวงจากกระบี่ประจำกาย ไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างเพื่อตรึงแผ่นดินรอบด้านไม่ให้พังทลายลง แม้ใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติจะซีดเผือดลงถนัดตา แต่นัยน์ตาคู่คมกริบของนางกลับแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความหวาดกลัว
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะชายตากลับมามอง เขาประสานมือไว้เบื้องหน้า ดวงตาสีรัตติกาลทอดมองไปยังใจกลางค่ายกลเบื้องล่าง ที่ซึ่งโลหิตสีชาดกำลังก่อตัวเป็นอักขระโบราณนับหมื่นตัว ร่างกายของเขายังคงนิ่งสงบดุจขุนเขา ทว่าพลังปราณรอบตัวกลับผันผวนรุนแรงจนมิติรอบกายเกิดรอยปริร้าว
"จื่อซี... เจ้าประเมินค่ายกลนี้ต่ำไปแล้ว" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันต่อลิขิตสวรรค์ "มันมิได้ต้องการเพียงแค่สลายรากฐานปราณของข้า... แต่มันต้องการกลืนกินวิญญาณบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ในร่างนี้ต่างหาก"
สิ้นคำพูดของเขา อักขระโลหิตนับพันบนพื้นดินก็ระเบิดแสงสีแดงฉานพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ดั่งกรงเล็บอสูรนับร้อยที่พยายามฉีกกระชากฟ้าดินให้ขาดวิ่น แรงกดดันระดับบรรพชนขั้นมหาวัฏะแผ่ซ่านกดทับลงมา จนกระดูกทั่วร่างของเหล่าผู้อาวุโสที่ยืนอยู่รอบนอกส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแตกหัก
เยี่ยจื่อซีขบฟันแน่นจนริมฝีปากบางเฉียบปรากฏรอยโลหิตซึม นางก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลังของหลี่มู่เฉินอย่างไม่ลังเล ฝ่ามือเรียวดุจหยกขาวนาบลงบนแผ่นหลังกว้างถ่าย
ทอดพลังปราณเซียนบริสุทธิ์เพื่อต้านทานแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา
"หากพวกมันต้องการวิญญาณของท่าน... พวกมันก็ต้องก้าวผ่านศพของข้าไปก่อน!"
"เจ้าเด็กดื้อรั้นผู้นี้..." หลี่มู่เฉินถอนหายใจแผ่วเบา เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่แววตาของเขาไหววับด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้ดีว่าการใช้วิชาอาคมโลหิตพันปีนี้จะต้องแลกมาด้วยอะไร แต่อีกฝ่ายกลับเลือกที่จะเอาชีวิตเข้าแลกเคียงข้างเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
มือหนายื่นไปกุมมือเรียวที่สั่นเทาเล็กน้อยของนางไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของเยี่ยจื่อซี ชั่วพริบตานั้น ดวงตาสีรัตติกาลของหลี่มู่เฉินก็พลันเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ยามอัสดง วิชากระบี่เก้าสวรรค์ที่หลับใหลถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
"ในเมื่อพวกมันอยากเห็นพลังที่แท้จริงนัก... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้พวกมันได้ประจักษ์ว่า ต่อให้อาคมนี้เก่าแก่เพียงใด ก็เป็นได้เพียงแค่ธุลีใต้คมกระบี่ของข้า!"
เขาสบัดแขนเสื้อเพียงคราเดียว กระบี่โบราณที่ปักอยู่บนพื้นศิลาส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ตัวกระบี่สะท้อนแสงประกายเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดของค่ายกลโลหิต คลื่นกระบี่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแหวกเมฆหมอกสีนิลจนเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องลงมาดั่งเทพเซียนจุติ
เหล่าผู้อาวุโสสำนักมารโลหิตที่ควบคุมค่ายกลอยู่เบื้องล่างต่างหน้าถอดสี กระอักเลือดออกมาคำโตเมื่อพลังย้อนกลับเข้าตัว อักขระโลหิตที่เคยเกรี้ยวกราดเริ่มสั่นไหวและแตกสลายทีละตัวราวกับกระจกเปราะบาง
ทว่า ในขณะที่ชัยชนะกำลังอยู่แค่เอื้อม พื้นดินเบื้องล่างกลับแยกตัวออกเป็นเหวลึก เสียงคำรามดังกึกก้องมาจากขุมนรกเบื้องล่าง ราวกับมีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
หมอกควันสีเลือดพวยพุ่งขึ้นมาปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้ง พร้อมกับเงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรโบราณที่มีดวงตาสดสีโลหิตถึงแปดคู่ ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลี่มู่เฉินและเยี่ยจื่อซี
และในวินาทีที่เงาร่างนั้นยกกรงเล็บขนาดมหึมาตบลงมาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ เสียงทุ้มต่ำอันเย็นเยียบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหลังพวกเขา...
"มู่เฉิน... เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้จริงๆ หรือ?"
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางมาในดินแดนแห่งเซียนและมารด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 18
อาคมโลหิตพันปี
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!