ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 34

คำมั่นสัญญาที่คงอยู่

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
...สามภพสี่แดนตกลงกันไว้แล้วว่าเจ้าต้องไปรับตำแหน่ง 'จ้าวปรภพ' คนใหม่... เหตุใดศิษย์พี่ใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่ ถึงได้มามัวเล่นสนุกอยู่กับสตรีมนุษย์ผู้นี้เล่าคะ? เสียงกังวานราวกับระฆังสำริดโบราณที่สั่นสะเทือนห้วงมิติยังคงก้องกังวานอยู่ท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาเมฆคล้อย ท้องนภากลายเป็นสีครามเข้มจัดดุจน้ำหมึก เมฆทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นกดทับลงมาจนสรรพสิ่งต่างสั่นสะท้าน แรงกดดันระดับมหาเทพเซียนแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสารทิศ บีบคั้นจนอากาศรอบกายหนาแน่นราวกับหลอมละลายเป็นเหล็กไหล หลี่มู่เฉินไม่ได้ขยับเขยื้อนกายแม้แต่น้อย เขายังคงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเรือนไม้ไผ่หลังเล็ก มือข้างหนึ่งถือขวดเหล้าหมักดอกท้อที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง ปลายกระบี่ไร้นามพาดอยู่บนบ่าอย่างไม่แยแส นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นทอดมองร่างโปร่งแสงของราชครูแห่งแดนปรภพที่ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่าอย่างเยียบเย็น ไร้ซึ่งความระแวงหรือหวาดหวั่น มีเพียงความรำคาญใจที่ฉายชัดผ่านแววตาคู่นั้นราวกับกำลังไล่แมลงวันที่น่ารำคาญตัวหนึ่ง "ตำแหน่งจ้าวปรภพงั้นหรือ?" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวسเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่ทรงพลังราวกับสายฟ้าฟาดในฤดูหนาว "เก้าสวรรค์แปดดินแดนต่างแย่งชิงอำนาจนี้จนเลือดนองแผ่นดิน แต่พวกเจ้ากลับโยนภาระอันหนักอึ้งนี้มาให้ข้าผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่... น่าขันสิ้นดี ข้าสละซึ่งตบะเซียน คืนกระบี่ค้ำฟ้าสู่ปฐพี เพื่อแลกกับการมาใช้ชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ ไฉนเลยยังกล้าตามมาหลอกหลอนถึงชายขอบโลกมนุษย์อีกเล่า" ราชครูแห่งแดนปรภพสะท้านเฮือกเมื่อเผชิญหน้ากับรัศมีอำนาจที่เล็ดลอดออกมาจากร่างของหลี่มู่เฉิน แม้บุรุษผู้นี้จะถอดถอนรากฐานพลังเซียนออกไปเจ็ดส่วนแล้ว ทว่ากระดูกเซียนและจิตวิญญาณเดิมยังคงเป็นสิ่งที่สั่นคลอนสามภพได้ หากเขาพิโรธขึ้นมา ต่อให้เป็นทัณฑ์สวรรค์เก้าชั้นฟ้าก็อาจไม่เพียงพอที่จะกักขังเขาไว้ได้ "แต่นั่นคือโองการจากบรรพกษัตริย์ปรภพ..." ราชครูพยายามเค้นเสียงกล่าว แม้เหงื่อกาฬจะผุดพรายเต็มดองหน้า "หากปราศจากผู้ครองบัลลังก์ปรภพ ประตูยมโลกจะเปิดออก วิญญาณเร่ร่อนจะกลืนกินแดนมนุษย์ ความโกลาหลจะย้อนคืนสู่จุดเริ่มต้น... ท่านจะเมินเฉยต่อซากศพนับล้านที่กำลังจะเกิดขึ้นเพียงเพราะสตรีมนุษย์นางเดียวกระนั้นหรือ?" คำกล่าวนี้มิได้สร้างความสะเทือนใจให้แก่หลี่มู่เฉินแม้แต่น้อย ทว่ากลับทำให้บรรยากาศรอบกายหนתาวเหน็บลงไปอีกหลายส่วน ประโยคเมื่อครู่เปรียบเสมือนการเหยียดย่างเข้าสู่เขตหวงห้ามที่ห้ามผู้ใดล่วงล้ำ ภายในเรือนไม้ไผ่ ประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างอรชรในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เยี่ยจื่อซีเดินออกมาด้วยฝีเท้าแผ่วเบาราวกับปุยเมฆ กลิ่นอายความเย็นชาและสง่างามแผ่ซ่านออกมาจากตัวนางราวกับเซียนสวรรค์ผู้สูงส่ง ทว่ายามนี้นัยน์ตากลับฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด นางก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลี่มู่เฉิน เอื้อมมือเรียวบางออกไปดึงชายเสื้อของเขาไว้เบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม "มู่เฉิน..." น้ำเสียงของเยี่ยจื่อซีราบเรียบทว่าลุ่มลึก "หากบัลลังก์นั้นคือภาระที่ท่านแบกรับไว้ตั้งแต่ชาติภพก่อน... ข้าก็ไม่เคยรั้งให้ท่านต้องทิ้งมันเพื่อข้า" หลี่มู่เฉินหันกลับไปมองสตรีข้างกาย แววตาที่เคยคมปลาบดุดันยามเผชิญหน้ากับศัตรูพลันอ่อนแสงลงทันที เขายกมือขึ้นลูบกลุ่มผมดำขลับของนางอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่มีเพียงเยี่ยจื่อซีเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น "จื่อซี เจ้าพูดเหลวไหลอันใด" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม "ข้าเคยกล่าวไว้แล้วว่า ในชาตินี้... ข้าไม่ใช่จ้าวปรภพผู้ยิ่งใหญ่ที่ผู้คนหวาดกลัว ข้าเป็นเพียงหลี่มู่เฉิน สามีของเยี่ยจื่อซีผู้Sี้เท่านั้น อำนาจ เงินตรา หรือแม้แต่วิญญาณทั้งสามภพ ก็ไม่อาจเทียบเท่าปลายเส้นผมของเจ้าได้แม้แต่น้อย" คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าหนักแน่นดุจภูเขาไท่ซาน ราชครูแห่งแดนปรภพถึงกับผงถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก ไม่คาดคิดเลยว่ามหาเทพผู้เคยเย็นชาไร้หัวใจ จะยอมสละบัลลังก์ที่เหล่าเซียนทั่วหล้าต่างใฝ่ฝัน เพื่อแลกกับการใช้ชีวิตเรียบง่ายเคียงคู่กับมนุษย์ผู้หนึ่ง "ถ้าเช่นนั้น... ท่านก็เลือกที่จะเป็นกบฏต่อสวรรค์และปรภพสินะ?" ราชครูขบกรามแน่น แววตาฉายแววดุดันขึ้นมาวูบหนึ่ง "ในเมื่อท่านไม่ยอมไปด้วยดี อย่าหาว่าข้าผู้รับบัญชาไร้ความปรานี!" สิ้นเสียงคำราม ร่างของราชครูแห่งแดนปรภพก็ระเบิดออกเป็นหมอกควันสีดำสนิท ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วพลันคำรามกึกก้อง สายฟ้าสีเลือดผ่าลงมาจากสรวงสวรรค์ฉีกกระชากมิติเบื้องบนให้แยกออกเป็นทางยาว กลิ่นอายแห่งความตายแผ่ขยายวงกว้างออกไปราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทว่า หลี่มู่เฉินมิได้สะท้านสะเทือน เขายังคงยืนนิ่งสงบ ดึงร่างของเยี่ยจื่อซีเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ป้องกันนางจากแรงกดดันรอบด้านอย่างมิดชิด เขามองดูค่ายกลวิญญาณนับพันที่กำลังก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้า รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "คิดจะใช้ค่ายกลพิพากษาปรภพมาบีบบังคับข้าหรือ..." หลี่มู่เฉินพึมพำเบาๆ มือข้างที่ว่างค่อยๆ ยกขึ้นชี้ไปเบื้องบน ปลายนี้วมือเปล่าๆ ปรากฏอักขระปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที "น่าเสียดาย... ที่ข้าในตอนนี้ ไม่ได้ต้องการกระบี่เพื่อฆ่าฟันผู้คนอีกต่อไปแล้ว แต่หากพวกมันรบกวนความสงบสุขของภรรยาข้า... ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้หรือยมราช ข้าก็จะสอยพวกมันให้ร่วงลงมาจากบัลลังก์เสียให้หมด!" แสงสีทองสว่างวาบเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดของท้องฟ้า แรงกดดันมหาศาลปะทะเข้าหากันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย เยี่ยจื่อซีซบหน้าลงกับอกแผงกว้างของหลี่มู่เฉิน สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่มั่นคงและปลอดภัย แม้พายุลมหายใจแห่งความตายจะโหมกระหน่ำอยู่รอบกาย แต่นางรู้ดีว่าตราบใดที่บุรุษผู้นี้ยังอยู่เคียงข้าง ต่อให้ฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ก็ไม่มีสิ่งใดสามารถพรากพวกเขาออกจากกันได้ ในวินาทีที่แสงสีทองและหมอกควันสีดำปะทะกันจนถึงขีดสุด เสียงระเบิดกึกก้องดังก้องกังวานไปทั่วสามภพสี่แดน พร้อมๆ กับเงาร่างปริศนาสวมหน้ากากทองคำผู้หนึ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติเบื้องบน พร้อมกับกระบี่โบราณที่ส่งเสียงร้องคำรามก้องราวกับสัตว์ป่าหิวกระหาย และเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของหลี่มู่เฉินสะดุดลงชั่วขณะ— "ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านหลบหนีมาเนิ่นนานเพียงนี้ ถึงเวลาต้องกลับไปชำระหนี้เลือดที่ท่านติดค้างไว้เมื่อหมื่นปีก่อนเสียที!" ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้ามาจนถึงบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในบทส่งท้ายอันเข้มข้นค่ะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%