“หนี้เลือดที่ข้าติดค้าง... มิใช่สิ่งที่ต้องชำระด้วยชีวิตของผู้อื่น แต่คือการดับสิ้นซึ่งโทสะที่กัดกินวิญญาณตนเองมานับหมื่นปีต่างหาก”
คมกระบี่ ‘เหมันต์นิรันดร์’ ในมือหลี่มู่เฉินไม่ได้ชี้ไปที่ผู้มาเยือนเบื้องหน้า หากแต่เขาสะบัดข้อมือเพียงเบา กระแสปราณสีครามราวกับน้ำแข็งหมื่นปีก็แผ่ซ่านปกคลุมยอดเขาเมฆา จนกระทั่งกลุ่มเมฆหมอกที่เคยอื้ออึงด้วยจิตสังหารพลันหยุดนิ่งราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็ง
ศิษย์น้องผู้งามสง่า เยี่ยจื่อซี ยืนอยู่เคียงข้างเขา แม้นางจะอยู่ในชุดสีขาวสะอาดตาเปื้อนคราบเลือดจากการศึกเมื่อครู่ ทว่าแววตาของนางกลับมีความสงบเยือกเย็นดุจผิวน้ำในทะเลสาบไร้คลื่น นางไม่พูดสิ่งใด เพียงก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนเคียงไหล่บุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจของนาง ฝ่ามือเรียวงามประสานเข้ากับมือที่หยาบกร้านจากการจับกระบี่ของเขาอย่างแน่นหนา
“ท่านพี่... ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นการกลับไปเป็นจ้าวปรภพหรือการดับสูญในวิถีเซียน ข้าก็จะเดินเคียงข้างท่านไปสู่จุดจบนั้นเอง” เสียงของนางแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในจิตวิญญาณของหลี่มู่เฉิน
หลี่มู่เฉินหันมองสตรีข้างกาย สายตาของเขาที่เคยเย็นชาและทะนงตนดุจพญาอินทรี กลับกลายเป็นอ่อนโยนดั่งสายธารไหลริน เขาคลี่ยิ้มบาง ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบจะขาดใจ “หากเจ้าเลือกเช่นนั้น ข้าก็คงไม่อาจปล่อยให้มือคู่นี้ต้องเปื้อนมลทินไปมากกว่านี้แล้ว”
เขาปักกระบี่ลงบนพื้นหินศิลา อักขระโบราณที่สลักไว้บนคมกระบี่พลันเปล่งแสงสีทองสว่างจ้า พลังปราณทั่วทั้งยอดเขาเมฆาเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น มันไม่ใช่การระเบิดออกเพื่อทำลายล้าง แต่เป็นการดูดซับเอาไอสังหารและกลิ่นอายแห่งความตายที่ตกค้างมานานหมื่นปีให้กลายเป็นเพียงละอองฝุ่น
ผู้มาเยือนที่เคยตะโกนก้องกลับกลายเป็นใบ้สนิท พวกมันมิอาจเชื่อสายตาว่าเซียนผู้ที่เป็นตำนานแห่งการเข่นฆ่า กลับเลือกที่จะทำลาย ‘ดาบ’ ของตนเองเพื่อแลกกับความสงบ
“นี่คือวิถีที่ข้าเลือก” หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “วิถีแห่งการปล่อยวางมิใช่ความอ่อนแอ แต่คือการก้าวข้ามลิขิตสวรรค์ที่ขีดเส้นให้เราต้องฆ่าฟันกันไม่รู้จบ”
เมื่ออักขระสุดท้ายดับแสงลง ยอดเขาเมฆาก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบ ลมหายใจของธรรมชาติหวนคืนมาอีกครั้ง กลิ่นอายของดอกเหมันต์ที่เคยร่วงโรยกลับเริ่มผลิบานขึ้นท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย นี่มิใช่ปาฏิหาริย์ แต่มันคือผลลัพธ์ของการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง
เยี่ยจื่อซีเงยหน้ามองท้องนภาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามสว่าง “จากนี้ไป เราจะไปที่ใดกันหรือคะ?”
หลี่มู่เฉินกระชับมือที่กุมไว้นางไว้แน่นขึ้น เขามองไปทางขอบฟ้าที่ตะวันเริ่มทอแสงเป็นประกายสีทองทาบทับยอดเขา “ที่ใดที่มีความสงบ ที่นั่นคือบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นปรภพหรือแดนสวรรค์ หากปราศจากซึ่งความอาฆาต... ทุกที่ก็คือแดนสุขาวดี”
ทั้งสองหันหลังให้แก่รอยร้าวแห่งอดีต ก้าวเดินลงจากยอดเขาเมฆาไปอย่างช้าๆ ร่างของทั้งคู่เลือนหายไปในม่านหมอกสีขาวดุจวิญญาณที่หลุดพ้นจากพันธนาการ เหลือเพียงดาบหักที่ปักค้างอยู่บนหินศิลา เป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งเคยมีจ้าวปรภพผู้ทรงอิทธิพลได้ละทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อแลกกับการได้เคียงคู่ชั่วนิรันดร์กับสตรีผู้เป็นดั่งชีวิตของเขา
ท่ามกลางความเงียบงัน ลมหายใจแห่งจักรวาลยังคงหมุนวนต่อไป ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นหลังที่ปีนขึ้นมาถึงยอดเขาในอีกหลายปีต่อมาต่างต้องตะลึงงันกับกระบี่หักที่เปี่ยมไปด้วยพลังสัจธรรมที่พวกเขามิอาจเข้าถึง... ตำนานของหลี่มู่เฉินและเยี่ยจื่อซีจึงกลายเป็นเพียงบทกวีที่ถูกจารึกไว้ในสายลมและลำนำแห่งกาลเวลา
การเดินทางที่ยาวนานนับหมื่นปีสิ้นสุดลงแล้ว ทว่าความรักของพวกเขากลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในบทบาทใหม่... บทบาทของสองหัวใจที่จองจำกันและกันไว้ด้วยพันธสัญญาที่ไม่มีวันคลาย
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงบทสุดท้ายของนิยายเรื่องนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าเรื่องราวของศิษย์พี่ใหญ่และเยี่ยจื่อซีจะตราตรึงในใจของรี้ดเดอร์ทุกท่านตราบนานเท่านานค่ะ
ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 35
เคียงคู่ชั่วนิรันดร์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!