"หากก้าวข้ามผ่านประตูนี้ไปได้... เจ้าอาจไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณให้หวนคืนสู่ปรภพอีกนะคะ, มู่เฉิน"
น้ำเสียงของเยี่ยจื่อซีเยือกเย็นดั่งหิมะพันปี ทว่าแววตาคู่คมกลับสั่นไหวระริกยามทอดมองแผ่นหลังของบุรุษผู้ยืนตระหง่านเบื้องหน้า เบื้องทิศพายัพของหุบเขาหมื่นพิบัติ บัดนี้รอยแยกแห่งมิติสีครามเข้มกำลังฉีกกระชากผืนฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับบาดแผลฉกรรจ์ของทวยเทพ แรงกดดันจากโลกเซียนชั้นสูงแผ่ซ่านกดทับจนสรรพชีวิตในรัศมีร้อยลี้ต่างหมอบกราบลงกับพื้นดินด้วยความหวาดกลัว ปราณกระบี่พญายมของหลี่มู่เฉินระเบิดออกรอบกายเป็นพายุหมุนสีทองอร่าม ต้านทานแรงดูดมหาศาลจากรอยแยกนั้นอย่างดุเดือด
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขายกกระบี่เหล็กนิลกาฬขึ้นจรดริมฝีปาก นิ้วเรียวยาวลูบไล้คมกระบี่ที่สั่นระริกด้วยความกระหายเลือด รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน ลิขิตสวรรค์หรือ? สวรรค์ชั้นไหนกันที่กล้ากำหนดชะตาชีวิตของเขา!
"โลกเซียนชั้นสูงงั้นหรือ..." หลี่มู่เฉินแค่นหัวเราะเสียงต่ำ ทว่าก้องกังวานเสียดแทงจิตวิญญาณ "ข้าฟาดฟันอุปสรรคมานับไม่ถ้วน เพื่อรอคอยวันนี้ วันที่จะไปทวงถามความยุติธรรมจากพวกมัน... จื่อซี เจ้าถอยไป!"
"ไม่!" เยี่ยจื่อซีอุทานเสียงหลง นางพุ่งทะยานเข้าประชิด ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ถูกห่อหุ้มด้วยเกราะปราณเซียนเก้าชั้นฟ้า มือเรียวดึงรั้งแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ปลายเลิฟจิกเข้าหาเนื้อจนเลือดสีชาดซึมผ่านเนื้อผ้า ทว่านางหาได้ใส่ใจไม่ "เจ้าคิดจะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอีกแล้วใช่หรือไม่? ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านเคยสัญญาว่า..."
"สัญญาของข้า มีไว้เพื่อปกป้องเจ้า... มิใช่ให้เจ้ามาตายเคียงข้างข้าในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้"
หลี่มู่เฉินหันกลับมามองนาง แววตาที่เคยราบเรียบดั่งบึงน้ำลึก บัดนี้กลับฉายประกายความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง เขายื่นมืออุ่นจัดมาสัมผัสแกงนวลเนียนของนางเบาๆ ปัดปอยผมที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อและละอองปราณออกให้ "จื่อซี... จงมีชีวิตอยู่ต่อ แม้ว่าฟ้าดินจะดับสูญ เจ้าก็ต้องมีชีวิตอยู่"
ยังไม่ทันที่เยี่ยจื่อซีจะได้เอื้อนเอยคำใดโต้แย้ง แรงสั่นสะเทือนระดับทำลายล้างก็พุ่งทะยานจากก้นบึ้งของรอยแยกมิติ แสงสีม่วงเข้มสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของทั้งสอง เงาร่างมหึมานับพันสายปรากฏขึ้นหลังรอยแยกนั้น ดวงตาสีโลหิตจ้องมองลงมาด้วยความกระหายใคร่รู้ ราวกับพญามารที่ตื่นจากการหลับใหล
อักขระโบราณนับหมื่นตัวสลักวนเวียนรอบตัวหลี่มู่เฉิน วิชากระบี่เก้าปรภพขั้นสูงสุดถูกปลุกเร้า ร่างของเขาเริ่มโปร่งแสงทีละน้อย พลังปราณฟ้าดินรอบด้านหลั่งไหลเข้าสู่ตันtian (จุดตันเถียน) จนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน นี่คือช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย การก้าวข้ามขอบเขตที่แท้จริง!
เยี่ยจื่อซีกัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เขาไปเพียงลำพัง โอกาสรอดแทบไม่ถึงหนึ่งส่วน ทว่าหากนางดึงรั้งเขาไว้ ทั้งคู่ย่อมต้องดับสลายไปพร้อมกันอย่างไม่ต้องสงสัย ในวินาทีแห่งการตัดสินใจอันยาวนานราวดั่งชั่วกัปชั่วกัลป์ นางจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่แม้แต่หลี่มู่เฉินก็คาดไม่ถึง
มือเรียวบางตวัดกระบี่ประจำกายปักลงบนพื้นดินเบื้องหน้า ปราณเซียนบริสุทธิ์ระเบิดออกผสานเป็นค่ายกลกักวิญญาณโบราณ ขังตัวนางและเขาก속ไว้ในอาณาเขตเดียวกัน ดวงตาคู่คมของนางทอประกายเด็ดเดี่ยวไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"หากท่านจะไปสู่โลกเซียนชั้นสูง... ข้า 'เยี่ยจื่อซี' ผู้นี้ ก็จะขอใช้กระบี่ในมือเปิดทางนรกขุมที่สิบแปดเคียงข้างท่านเองค่ะ!"
สิ้นเสียงประกาศกร้าว ร่างของทั้งสองก็ถูกกลืนหายเข้าไปในรอยแยกมิติสีครามที่กำลังปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงคำรามก้องสะท้านฟ้าของสิ่งมีชีวิตจากเบื้องบนที่ดังขึ้น...
*ตู้มมมมม!*
รอยแยกมิติปิดสนิทลงหลงเหลือไว้เพียงความเงียบงันและความว่างเปล่า ทว่าบนยอดเขาหมื่นพิบัติที่ไร้ผู้คน บัดนี้กลับมีเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ค่อยๆ เผยขึ้นภายใต้เงาหมวก...
"หึ... ในที่สุดประตูบานนั้นก็เปิดออกแล้วกระนั้นหรือ? หมากตานี้... ช่างน่าสนใจเสียจริง..."
---
หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้นะคะ ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างกันมาจนถึงจุดนี้ค่ะ
-- ชิงเสวี่ยเหมันต์
ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ•ตอนที่ 32
รอยแยกแห่งมิติ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์พี่ใหญ่โปรดเมตตา ข้าไม่อยากเป็นว่าที่จ้าวปรภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!