“อ่านสิพราวรุ้ง... หรือว่าเธอไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่ตระกูลของเธอเคยก่อเอาไว้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของกวินทร์ที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกไม่ได้ทำให้พราวรุ้งร้องไห้ เธอเพียงแต่นิ่งงัน มือที่ถือแฟ้มเอกสารสั่นเทาเล็กน้อย ความเงียบงันภายในห้องทำงานหรูหราที่รายล้อมไปด้วยกระจกใสบานสูงดูจะบีบคั้นอากาศจนแทบหายใจไม่ออก
พราวรุ้งไม่ได้เปิดแฟ้มนั้นทันที สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่นัยน์ตาสีเข้มของชายหนุ่มตรงหน้า... แววตาที่เคยอบอุ่นในยามปกติ บัดนี้กลับฉายชัดถึงความแค้นเคืองที่ซ่อนลึก เธอกำแฟ้มแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ราบเรียบที่สุด
“ถ้าการได้เห็นสิ่งที่อยู่ในนี้จะทำให้คุณหายโกรธฉัน... ฉันก็จะอ่านค่ะ แต่ถ้าอ่านจบแล้ว คุณยังยืนยันจะเกลียดฉันอยู่ เราก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกต่อไป”
เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เตรียมจะเปิดมันออก แต่ทว่า จู่ๆ ไฟภายในตึกสำนักงานก็ดับพรึบลง ความมืดสนิทเข้าโอบล้อมทุกสรรพสิ่ง เสียงฟ้าร้องครืนจากภายนอกดังสะท้อนเข้ามาถึงด้านใน พร้อมกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาประหนึ่งพายุคลั่ง นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ มันคือเหตุการณ์ไฟฟ้าลัดวงจรครั้งใหญ่ที่เคยถูกเตือนไว้
“พราวรุ้ง!” กวินทร์อุทาน เขาไม่ได้สนใจเรื่องความแค้นอีกต่อไป สัญชาตญาณของการเป็นผู้ดูแลทำงานทันที เขาพุ่งตัวเข้าไปหาหญิงสาวท่ามกลางความมืดมิด คว้าข้อมือเธอไว้มั่นก่อนที่เธอจะเสียหลักสะดุดโต๊ะทำงาน
“ไม่ต้องขยับ...” เขาบอกเสียงต่ำพลางรั้งตัวเธอเข้าหาอกแกร่ง อ้อมกอดที่อบอุ่นและหนักแน่นนั้นทำเอาพราวรุ้งที่กำลังสั่นเพราะความตกใจถึงกับชะงัก เธอรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดอยู่ข้างขมับ
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เธอพยายามขัดขืน แต่กวินทร์กลับกอดแน่นขึ้น ราวกับจะปกป้องเธอจากความมืดที่น่ากลัวนี้
“อยู่นิ่งๆ พราวรุ้ง ในนี้มันอันตราย ขอบโต๊ะกับมุมตู้มันคม เธอจะได้รับบาดเจ็บเอาได้”
ในความมืดที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจของเขาสองคนที่เต้นระรัวในจังหวะที่แตกต่าง กวินทร์ค่อยๆ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดไฟฉาย แสงสีขาวนวลส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาวที่ดูซีดเผือด ความโกรธแค้นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด เขาค่อยๆ ประคองเธอไปนั่งบนโซฟารับแขก บรรจงวางเธอลงอย่างทะนุถนอม
“ฉันขอโทษ...” กวินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “เรื่องที่ฉันขู่เธอเมื่อกี้... ฉันแค่ขาดสติไปหน่อย”
พราวรุ้งช้อนตามองชายหนุ่ม “คุณเกลียดฉันขนาดนั้นเลยหรือคะกวินทร์... เกลียดจนอยากให้ฉันพังทลายลงต่อหน้าคุณเลยเหรอ”
กวินทร์นิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขายกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยไล้แก้มใสที่ยังคงเปื้อนคราบน้ำตาจางๆ การกระทำนั้นช่างอ่อนโยนและเย้ายวนใจเกินกว่าที่คนแปลกหน้าจะทำต่อกัน
“ฉันไม่ได้เกลียด...” เขาเว้นจังหวะ “แต่ฉันโกรธตัวเองที่ทุกครั้งที่มองหน้าเธอ ฉันกลับโหยหา... โหยหาในสิ่งที่ฉันรู้ดีว่าไม่ควรได้รับ”
ประโยคนั้นดั่งเวทมนตร์ที่ทำให้โลกของพราวรุ้งหมุนคว้าง กวินทร์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์หอมจางๆ จากตัวเขาทำให้พราวรุ้งแทบขาดใจ ในห้วงเวลานี้ ไม่มีรินรดา ไม่มีอดีต ไม่มีเอกสารที่ซ่อนความแค้น มีเพียงความใกล้ชิดที่บีบคั้นหัวใจ
“คุณกวินทร์...” เธอครางชื่อเขาเบาๆ
เขาสัมผัสได้ถึงความอ่อนไหวของหญิงสาว จึงถือโอกาสประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนมนอย่างแผ่วเบา เป็นการขอบคุณและขอโทษในคราวเดียวกัน แต่ก่อนที่บรรยากาศจะเลยเถิดไปไกลกว่านั้น เสียงเคาะประตูห้องทำงานที่ดังขึ้นอย่างรุนแรงก็ทำลายความเงียบลง
“กวินทร์คะ! คุณอยู่ในนั้นใช่ไหม!” เสียงของรินรดาตะโกนเรียกอยู่ด้านนอก พร้อมกับเสียงพยายามไขประตู
พราวรุ้งผละตัวออกจากอกของเขาอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกผิดและตื่นตระหนก กวินทร์ลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แววตาของเขากลับมาเย็นชาดั่งเดิมในเสี้ยววินาที แต่ก่อนที่เขาจะเดินไปเปิดประตู เขาคว้าแฟ้มเอกสารเล่มนั้นขึ้นมาแล้ววางมันไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานแทนการคืนให้เธอ
กวินทร์เดินไปเปิดประตู รินรดาแทรกตัวเข้ามาพร้อมกับไฟฉายในมือ เธอชะงักเมื่อเห็นสภาพของคนทั้งสองที่อยู่ในห้อง “ทำไมถึงมืดแบบนี้ล่ะคะ? แล้วนี่... พราวรุ้ง เธอมาทำอะไรในห้องนี้ตอนไฟดับ!”
พราวรุ้งยังไม่ทันได้ตอบ กวินทร์ก็แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผมสั่งให้เธอเข้ามาจัดการเอกสารสำคัญบางอย่าง แต่ดูเหมือนเธอจะทำพังเพราะความซุ่มซ่าม”
พราวรุ้งนิ่งอึ้งไปกับคำพูดนั้น แต่แล้วเธอก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง... กวินทร์แอบส่งสายตาให้เธอ สายตานั้นไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือการส่งสัญญาณให้เธอ 'เล่นละคร' ไปตามน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้รินรดาสงสัยในความสัมพันธ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป
“ค่ะ... ฉันทำเอกสารสำคัญหายไปบางส่วน” พราวรุ้งก้มหน้ายอมรับตามบทที่เขาวางไว้ แม้ใจจะเจ็บแปลบ
“หายงั้นเหรอ!” รินรดาร้องเสียงสูง “คุณกวินทร์คะ ไล่นางนี่ออกไปเถอะค่ะ คนสะเพร่าแบบนี้จะอยู่เป็นเลขาคุณได้ยังไง!”
กวินทร์หันกลับมามองพราวรุ้งอีกครั้ง สายตาของเขาแฝงความหมายบางอย่างที่รินรดาไม่มีวันเข้าใจ เขาขยับเข้าใกล้พราวรุ้งอีกครั้งจนน่าตกใจ ก่อนจะหยิบเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่แอบสอดไว้ในมือเธอตอนที่เขาประคองเธอเมื่อครู่
พราวรุ้งคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกในจังหวะที่ไม่มีใครเห็น ในนั้นเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของเขาว่า... *‘ในลิ้นชักมีคำตอบ... แต่ถ้าเธอกล้าอ่านตอนนี้ เธอจะไม่ได้เป็นแค่เลขา แต่จะเป็นผู้หญิงของฉันตลอดกาล เธอเลือกเอาว่าจะจบเรื่องนี้ยังไง’*
โลกของพราวรุ้งหยุดหมุนทันที เธอมองแฟ้มเอกสารในลิ้นชักโต๊ะทำงานสลับกับสายตาที่คมกริบของกวินทร์ที่กำลังจับจ้องเธออยู่ราวกับจะคาดคั้นคำตอบ
ค่ำคืนนี้... เธอจะยอมก้าวเข้าสู่ความลับที่อาจทำลายชีวิต หรือจะเลือกความรักที่อาจกลายเป็นนรกขุมใหม่?
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงบทนี้นะคะ ละอองดาวเดือนเก้าจะรออยู่เคียงข้างคุณในทุกตัวอักษรของตอนต่อไปค่ะ
รอยจันทร์จำนนรัก•ตอนที่ 11
ความใกล้ชิดท่ามกลางวิกฤต
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจันทร์จำนนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!