“คุณกำลังมองหาอะไรในแก้วไวน์ใบนั้นคะ กวินทร์... หรือว่ากำลังมองหาหนทางที่จะผลักไสฉันออกไปให้พ้นจากชีวิตคุณกันแน่”
พราวรุ้งเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวของกวินทร์ แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะขับเน้นให้ใบหน้าของชายหนุ่มดูเคร่งขรึมและลึกลับกว่าทุกครั้งที่เธอเคยเห็น กวินทร์ไม่ได้ตอบในทันที เขาหมุนแก้วคริสตัลในมือช้าๆ จนของเหลวสีอำพันข้างในไหวเอนราวกับพายุที่ซ่อนตัวอยู่ในใจ
เขาวางแก้วลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง ‘กึก’ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ดุดัน แต่กลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด
“ผมไม่ได้อยากผลักไสคุณ พราวรุ้ง” เสียงของเขาทุ้มต่ำและสั่นพร่าเล็กน้อย “แต่บางครั้ง... การเก็บใครสักคนไว้ในที่ที่ปลอดภัย ก็คือการไม่ดึงเขาเข้ามาในความมืดที่ผมเป็นเจ้าของ”
พราวรุ้งก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานนั้นอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ จากน้ำหอมกลิ่นไม้ของเขาปะทะเข้ากับโสตประสาท เธอมองเห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดเรียบกริบ เขาคือคนที่ทุกคนต่างอิจฉาในความเพียบพร้อม แต่ในวินาทีนี้ กวินทร์ดูเหมือนเด็กชายที่กำลังหลงทางในบ้านหลังใหญ่โตที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น
“คุณพูดเหมือนกับว่าความมืดนั้นคือสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด” พราวรุ้งนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากความตัดพ้อเป็นความอ่อนโยน “ในฐานะเลขา หรือในฐานะอะไรก็ตามที่คุณอนุญาตให้ฉันเป็น... ฉันขอดูความมืดนั้นบ้างไม่ได้หรือคะ”
กวินทร์แค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูเจ็บปวดเสียจนใจของพราวรุ้งกระตุกวูบ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพงพลางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครราวกับดาวบนดิน
“คุณรู้ไหม พราว... สำหรับคนอื่น ครอบครัวคือที่พักพิง แต่สำหรับผม มันคือสมรภูมิที่ไม่มีใครได้รับชัยชนะ” เขาเว้นจังหวะ นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า “พ่อกับแม่ไม่เคยทะเลาะกันด้วยการตะโกนหรอกครับ พวกเขาใช้ความเงียบเป็นอาวุธ มื้อเย็นที่บ้านเราคือการกินข้าวโดยไม่มีเสียงช้อนกระทบจาน เสียงที่ดังที่สุดคือเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย”
พราวรุ้งนิ่งฟัง ลมหายใจของเธอแผ่วลง เธอสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากคำพูดของเขา
“ผมเรียนรู้วิธีการบริหารบริษัทตั้งแต่อายุสิบห้า แต่วิธีการแสดงความรัก... ผมไม่เคยได้รับบทเรียนนั้นเลย” กวินทร์หันกลับมาสบตาเธออีกครั้ง แววตาของเขาไหววูบ “ผมสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าสักวันความสำเร็จจะทำให้คนเหล่านั้นหันมามองผมจริงๆ ไม่ใช่ในฐานะทายาท แต่ในฐานะลูกชายคนหนึ่ง แต่มันก็แค่ภาพลวงตา ยิ่งผมปีนสูงขึ้นเท่าไหร่ ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งหนาวเหน็บขึ้นเท่านั้น”
หญิงสาวเอื้อมมือไปวางทับบนหลังมือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะ ผิวสัมผัสที่อบอุ่นของเธอทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้มือของเธอประคองไว้อย่างโหยหา
“คุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะกวินทร์” เธอกระซิบ ความอบอุ่นในน้ำเสียงของเธอส่งผ่านไปถึงหัวใจที่ด้านชาของเขา “ถ้าที่บ้านมันหนาวเกินไป ก็แค่เดินออกมา... มาอยู่ในที่ที่มีคนพร้อมจะแบ่งปันความอบอุ่นให้คุณ”
บรรยากาศในห้องดูเหมือนจะอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น กวินทร์โน้มตัวเข้ามาหาเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดน้อยลงจนพราวรุ้งได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของเขา เธอเห็นแววตาที่สับสนแต่แฝงไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่เขาพยายามกดทับมาตลอด
“คุณรู้ไหมว่าการที่คุณพูดแบบนี้ มันอันตรายแค่ไหนพราว” เขาพูดชิดริมฝีปากของเธอ “คุณกำลังทำให้ผมอยากทำลายกำแพงทั้งหมดที่ผมสร้างขึ้น เพื่อที่จะได้ครอบครองคุณไว้เพียงคนเดียว... แม้ว่ามันจะหมายถึงการทำลายชีวิตที่ผมอุตส่าห์รักษามาตลอดก็ตาม”
พราวรุ้งไม่ตอบ เธอขยับเข้าไปใกล้จนไรผมของเธอระกับปลายคางของเขา หัวใจของทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความรู้สึกในตอนนั้นมันไม่ใช่เพียงแค่ความลุ่มหลง แต่มันคือความเห็นใจที่แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้งจนยากจะถอนตัว
ทว่า ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะแตะสัมผัสกัน เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิด ตามมาด้วยการเปิดเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต
“กวินทร์คะ! รินมีเรื่องด่วนที่ต้องคุยกับคุณเรื่องโปรเจกต์ใหม่... อุ๊ย!”
รินรดาชะงักกึกอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพที่พราวรุ้งและกวินทร์กำลังอยู่ในท่าทีที่ใกล้ชิดจนเกินงาม ความโกรธเกรี้ยววูบขึ้นในแววตาของเธอ แต่สิ่งที่ทำให้พราวรุ้งต้องหยุดชะงักไม่ใช่สายตาของรินรดา หากแต่เป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นถืออยู่ในมือ... แฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มที่พราวรุ้งจำได้แม่นว่ามันคือเอกสารลับที่เธอเพิ่งจะซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของตัวเองเมื่อช่วงบ่ายนี้เอง!
กวินทร์ผละออกจากพราวรุ้งทันที สายตาคมกริบของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบเมื่อมองไปที่รินรดา แต่ทว่าพราวรุ้งกลับรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนคว้าง เมื่อเธอกวาดสายตาไปเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากของรินรดา ก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของพราวรุ้งเย็นเฉียบ
“ดูเหมือนว่า ‘เลขาสาวคนเก่ง’ จะไม่ได้แค่มาทำงานอย่างเดียวนะคะกวินทร์... เพราะสิ่งที่รินเจอในลิ้นชักของเธอ มันบอกอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดเยอะเลยค่ะ”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับละอองดาวเดือนเก้านะคะ
รอยจันทร์จำนนรัก•ตอนที่ 22
กวินทร์ในมุมที่ไม่เคยเห็น
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจันทร์จำนนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!