“กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล วางไว้บนโต๊ะแล้วค่ะ... ท่านประธาน”
เสียงหวานที่เคยเจือความสนิทสนม บัดนี้ราบเรียบและเย็นเยียบเสียจนกวินทร์ต้องละสายตาจากแท็บเล็ตในมือ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันทีที่สรรพนามคุ้นเคยถูกแทนที่ด้วยตำแหน่งทางการ พราวรุ้งยืนตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้สักสีเข้ม สองมือประสานไว้ที่หน้าตักในท่วงท่าของเลขานุการผู้ไร้ที่ติ
ไม่มีรอยยิ้มละมุนตาที่เขามักจะได้รับทุกครั้ง
ไม่มีสายตาที่แอบสบกันอย่างลึกซึ้งดังเช่นช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
กวินทร์จ้องมองถ้วยกาแฟเซรามิกสีขาวควันกรุ่น สลับกับใบหน้าเนียนใสที่แต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงงดงาม ทว่าแววตาที่เคยมองเขาอย่างเปิดเผยกลับถูกซ่อนไว้ใต้กำแพงหนาทึบที่เธอจงใจก่อขึ้นในชั่วข้ามคืน
“ท่านประธาน?” ชายหนุ่มทวนคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่า “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คุณพราวเรียกผมแบบนี้”
“ในเวลางาน การเรียกตามตำแหน่งหน้าที่คือความเหมาะสมที่สุดค่ะ” พราวรุ้งตอบโดยไม่หลบสายตา แม้ภายในอกข้างซ้ายจะบีบรัดจนเจ็บแปลบ “เอกสารการประชุมบอร์ดบริหารช่วงบ่าย ดิฉันจัดเตรียมและตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว แฟ้มสีน้ำเงินคือรายงานงบประมาณ ส่วนแฟ้มสีเทาคือสรุปผลการดำเนินงานไตรมาสก่อนค่ะ”
กวินทร์ไม่ได้สนใจเอกสารพวกนั้นแม้แต่น้อย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลสั่งตัดประณีตขยับก้าวอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่เข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นซีดาร์วูดผสมไอความอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาลอยมากระทบนาสิกสัมผัสของพราวรุ้ง มันคือกลิ่นเดียวกับที่เคยโอบล้อมเธอไว้ในค่ำคืนที่ฝนพรำ... ค่ำคืนที่เขาโน้มตัวลงมาประคองหยาดน้ำตาของเธอด้วยปลายนิ้วอุ่นจัด
สัญชาตญาณทำให้พราวรุ้งขยับปลายเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
ปฏิกิริยาเพียงแค่นั้นกลับทำให้ดวงตาคมกริบของกวินทร์วาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ เขาหยุดฝีเท้าลง เว้นระยะห่างไว้เพียงสองก้าว แต่สายตากลับตรึงเธอไว้แน่นหนา
“คุณกำลังถอยหนีผม” เขาเอ่ยเรียบๆ ทว่ามีกระแสคลื่นแห่งความหงุดหงิดซ่อนอยู่ใต้ความสุขุม “เพราะเรื่องเมื่อวานใช่ไหม เรื่องที่คุณรินรดามาที่นี่?”
ชื่อของ ‘รินรดา’ เปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่แทงทะลุหัวใจของเธอซ้ำๆ ภาพหญิงสาวผู้เพียบพร้อม ทายาทตระกูลใหญ่ผู้ถือหุ้นส่วนสำคัญของบริษัท เดินควงแขนกวินทร์เข้าไปในห้องทำงานส่วนตัว และคำพูดเสียดสีปนเย้ยหยันที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ให้เธอด้านนอกห้อง ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท
*‘อย่าคิดว่าการที่กวินทร์เขาใจดีและเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ มันจะมีความหมายอะไรลึกซึ้งนะพราวรุ้ง ผู้ชายระดับเขา... เลขาก็เป็นได้แค่ไม้ประดับโต๊ะทำงานเท่านั้นแหละ’*
คำพูดนั้นอาจจะไร้ราคา หากกวินทร์ไม่ออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ และยอมปล่อยให้รินรดาจัดปกเสื้อสูทให้เขาต่อหน้าพนักงานคนอื่นๆ โดยไม่คิดจะปฏิเสธ
พราวรุ้งลอบสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความสั่นไหวในทรวงอก เธอเคยเจ็บปวดเจียนตายกับความรักที่ไม่ชัดเจนมาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต เธอสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมตกเป็นตัวเลือก เป็นที่พักใจ หรือเป็นเพียงความสุขชั่วคราวของผู้ชายคนไหนอีก โดยเฉพาะกับผู้ชายที่มีพันธนาการทางธุรกิจและฐานะทางสังคมสูงส่งอย่างกวินทร์
“คุณรินรดาเป็นแขกคนสำคัญของบริษัทค่ะ ดิฉันไม่มีสิทธิ์และไม่มีหน้าที่ต้องเก็บเรื่องของเธอมาใส่ใจ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่มีสิทธิ์อย่างนั้นหรือ?” กวินทร์ก้าวประชิดตัวเธอในจังหวะที่เธอไม่ทันตั้งตัว มือหนาเอื้อมไปจับข้อมือบอบบางของเธอเอาไว้ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาแล่นปราดผ่านผิวเนื้อจนพราวรุ้งสะท้านไปทั้งร่าง “แล้วสิทธิ์ที่คุณพิงไหล่ผม สิทธิ์ที่คุณยอมให้ผมกอดปลอบทั้งคืนเมื่ออาทิตย์ก่อน มันหายไปไหนหมดแล้วล่ะ พราวรุ้ง”
คำถามตรงไปตรงมาบวกกับความใกล้ชิดที่เย้ายวนและอันตราย ทำให้ลมหายใจของพราวรุ้งสะดุด ดวงตาของเขาที่ทอดมองลงมาเต็มไปด้วยประกายความต้องการและคำถามที่ลึกซึ้งเกินกว่าเจ้านายจะมองลูกน้อง แต่ยิ่งเขารุกคืบ หัวใจที่บอบช้ำของเธอกลับยิ่งกรีดร้องเตือนภัย
เธอไม่ใช่ของตาย และจะไม่ยอมเป็นผู้หญิงลับๆ ที่ต้องคอยหลบสายตาใคร
“ปล่อยค่ะคุณกวินทร์” เธอเปลี่ยนมาเรียกชื่อเขา แต่ไม่มีความอ่อนหวานหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ฉาบเคลือบไว้ “สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ดิฉันถือว่าเป็นความเมตตาของเจ้านายที่มีต่อลูกน้องที่กำลังอ่อนแอ และดิฉันขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ แต่ตอนนี้... เราอยู่ในที่ทำงาน และดิฉันขอความกรุณาให้เกียรติตัวดิฉันด้วย”
สายตาที่ตัดพ้อแต่เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของพราวรุ้ง ทำให้กวินทร์ชะงักไป ปลายนิ้วที่กุมข้อมือเธอไว้คลายออกช้าๆ อย่างจำนนต่อสายตาคู่นั้น
เขารู้ดีว่าเธอมีบาดแผลในอดีต รู้ว่าเธอกลัวการเปิดใจ และเขาก็พยายามทะนุถนอมเธอมาตลอด ดูแลเธอทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารกลางวันร้านโปรดมาให้ หรือการคอยสังเกตว่าเธอเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่การที่เธอขีดเส้นกั้นและถอยห่างออกไปไกลขนาดนี้ มันกลับสร้างความรุ่มร้อนในอกที่เขาเองก็ไม่อาจควบคุมได้
“ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นแค่ลูกน้อง พราวรุ้ง คุณเองก็รู้ดีแก่ใจ” กวินทร์กระซิบ น้ำเสียงของเขาอ่อนลง เจือแววเว้าวอนที่หาได้ยากยิ่งจากนักธุรกิจผู้เด็ดขาด “อย่าผลักไสผมด้วยท่าทางเย็นชาแบบนี้เลย”
“ถ้าเช่นนั้น คุณกวินทร์ก็ควรตอบคำถามในใจของดิฉันให้ได้ก่อนค่ะ” พราวรุ้งสบตากับเขาตรงๆ ปล่อยให้น้ำเสียงสะท้อนความเจ็บปวดที่กักเก็บไว้ออกมาเพียงเศษเสี้ยว “ว่าสถานะที่ไม่มีชื่อเรียกนี้ คุณจะวางดิฉันไว้ตรงไหน เมื่อวันที่คุณต้องก้าวขึ้นไปยืนเคียงข้างผู้หญิงที่เหมาะสมอย่างคุณรินรดา?”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานอันกว้างขวางในทันที
กวินทร์นิ่งอึ้ง ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มแน่น ดวงตาคมไหวระริกด้วยความสับสนและภาระหน้าที่บางอย่างที่เขาไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ในเวลานี้ และความเงียบของเขานั่นเอง... คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับพราวรุ้ง
รอยยิ้มบางเบาที่เจือความขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว เธอค่อยๆ ค้อมศีรษะลงอย่างสุภาพ
“ถ้าไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ดิฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ... ท่านประธาน”
พราวรุ้งหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไปทันที แผ่นหลังที่เหยียดตรงและก้าวย่างที่มั่นคงสะท้อนถึงการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว แม้ว่าทันทีที่ประตูปิดลง หยาดน้ำตาอุ่นร้อนจะร่วงเผาะลงบนแก้มเนียนก็ตาม เธอรีบยกหลังมือขึ้นปาดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานหน้าห้อง สูดลมหายใจยาวเพื่อดึงความเข้มแข็งทั้งหมดกลับคืนมา
ตลอดทั้งช่วงบ่าย บรรยากาศระหว่างห้องทำงานของประธานบริษัทและโต๊ะเลขาฯ หน้าห้องเต็มไปด้วยความอึดอัด พราวรุ้งสื่อสารกับกวินทร์ผ่านอีเมลและเอกสารทางการเท่านั้น เธอไม่สบตาเขาตรงๆ อีกเลยระหว่างการประชุมบอร์ด แม้จะรับรู้ได้ถึงสายตาเร่าร้อนและห่วงใยที่เขาส่งมาเป็นระยะ แต่เธอกลับเลือกที่จะมองข้ามและทำหน้าที่ของตนเองอย่างไร้ที่ติ
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงค่ำ ไฟในออฟฟิศส่วนใหญ่ดับลงแล้ว เหลือเพียงแสงไฟสลัวจากโต๊ะทำงานของพราวรุ้ง หญิงสาวกำลังเก็บข้าวของใส่กระเป๋า เธอตั้งใจว่าจะไม่อยู่ทำงานล่วงเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพังกับเขาเหมือนทุกวัน
ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะรูดซิปกระเป๋าสะพาย เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงของกวินทร์ที่ก้าวออกจากห้องทำงาน เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมคอเม็ดบนออก แขนเสื้อพับขึ้นลวกๆ ใบหน้าหล่อเหลาดูอิดโรยและเคร่งเครียด
“พราวรุ้ง คืนนี้เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง” กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เขาไม่ยอมให้เธอกลับบ้านไปพร้อมกับรอยร้าวที่ค้างคานี้เด็ดขาด
“ดิฉันหมดเวลาทำงานแล้วค่ะ และไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยเป็นการส่วนตัวอีก” พราวรุ้งคว้ากระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ เตรียมจะก้าวเดินหนี
กวินทร์ขยับตัวเข้าขวางทางดึงร่างบางเข้ามาจนแผ่นหลังของเธอแนบชิดกับผนังทางเดิน สองแขนแข็งแรงยกขึ้นกักขังเธอไว้ในอาณัติ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดพวงแก้มใส “มีสิ... มีเรื่องที่เราสองคนต้องคุยกัน เดี๋ยวนี้”
ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัวของกันและกัน ทำให้พราวรุ้งแทบหยุดหายใจ ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาอันลึกซึ้งที่พร้อมจะทลายกำแพงทุกชั้นของเธอ
ทว่า ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะทันได้แตะต้องลงมา เสียงสัญญาณลิฟต์ผู้บริหารด้านหลังก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
*ติ๊ง!*
บานประตูลิฟต์เปิดกว้างออกอย่างกะทันหัน เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของตระกูล... คุณเกริกพล ประธานกรรมการบริหารผู้เป็นบิดาของกวินทร์ และผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อยอย่างผู้ชนะ คือรินรดา ผู้ถือซองเอกสารสีน้ำตาลประทับตรา ‘หนังสือยินยอมการหมั้นหมาย’ อยู่ในมือ!
***
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านจากใจจริงที่ร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะคะ
ละอองดาวเดือนเก้า
รอยจันทร์จำนนรัก•ตอนที่ 8
คำถามในใจ
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจันทร์จำนนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!