กลิ่นอายของกาแฟคั่วบดชั้นดีลอยอบอวลอยู่ทั่วห้องรับรองวีไอพีของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทว่าบรรยากาศรอบตัวพราวรุ้งกลับไม่ได้รื่นรมย์ตามกลิ่นหอมนั้นเลยแม้แต่น้อย เลขาสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มกำลังเผชิญหน้ากับ ‘ภาคิน’ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงจากฝั่งสิงคโปร์ ผู้ซึ่งเข้ามารุกฆาตใน1โปรเจกต์ร่วมทุนมูลค่ามหาศาลที่บริษัทของกวินทร์กำลังหมายตาอยู่
"ผมคิดว่าข้อเสนอของผม น่าสนใจกว่าที่บริษัทของคุณพราวรุ้งตั้งไว้หลายขุมนะครับ..." ภาคินโน้มตัวเข้าหา พร้อมส่งรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างดี ดวงตาคมกริบพิจารณารูปร่างระหงและผิวเนียนละเอียดของหญิงสาวด้วยความชื่นชมอย่างไม่คิดจะปิดบัง "ถ้าเราสองคนได้ร่วมมือกันเป็นการส่วนตัว... ผมเชื่อว่าผลลัพธ์มันคงจะหวานหอมกว่าการทำงานภายใต้กรอบเดิมๆ เยอะเลยล่ะครับ"
พราวรุ้งขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยอย่างสุภาพ รอยยิ้มบนเรียวปากเคลือบลิปสติกสีพีชมั่นคงและไร้ช่องโหว่ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกอึดอัดกับระยะห่างที่อีกฝ่ายจงใจลดทอนลง มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบเอกสารบนโต๊ะเพื่อเตรียมเก็บเข้าแฟ้ม
"ทางเรายินดีรับฟังทุกข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทค่ะคุณภาคิน แต่เรื่องการตัดสินใจ... คงต้องให้ท่านประธานเป็นผู้พิจารณาตามขั้นตอนความเหมาะสมนะคะ" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นในที เพื่อขีดเส้นแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน
ทว่า ในวินาทีที่เธอกำลังจะดึงมือกลับจากการส่งแฟ้มข้อมูล ภาคินกลับจงใจใช้นิ้วโป้งสัมผัสหลังมือของเธอแผ่วเบา เป็นการรุกล้ำทางกาย
"บางที... การคุยกับเลขาคนเก่งแบบคุณ อาจจะได้คำตอบเร็วกว่าการคุยกับเจ้าระเบียบอย่างคุณกวินทร์เสียอีกนะครับ"
"กรุณารักษามารยาทด้วยค่ะคุณภาคิน" พราวรุ้งชักมือกลับทันที ใบหน้าหวานเริ่มตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความไม่พอใจฉายชัดในดวงตากลมโต
"โอ๊ะ... ผมแค่ชื่นชมในความสามารถและเสน่ห์ของคุณเองนะ" ภาคินหัวเราะในลำคออย่างไม่รู้สึกรู้สา เขายังคงจ้องมองเธอด้วยสายตาคุกคามราวกับเสือที่กำลังเล็งเหยื่อ
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปมากกว่านั้น บานประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงที่มากเกินกว่าปกติ เสียงโลหะกระทบวงกบดังสนั่นจนทั้งสองคนต้องหันไปมอง
กวินทร์ยืนตระหง่านอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบึ้งตึงจนน่ากลัว ดวงตาคู่คมดูลẫกและเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลงหลายองศา เขาก้าวฉับๆ เข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น ไหล่กว้างบังร่างของพราวรุ้งให้พ้นจากสายตาของภาคินโดยอัตโนมัติ
"ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะการเจรจาอัน ‘ออกรส’ ของพวกคุณ..." กวินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบจนน่ากลัว แต่แฝงไปด้วยแรงระเบิดที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ "แต่ผมคิดว่า เวลาของเลขาฯ ผม ควรถูกใช้ไปกับเรื่องงานของบริษัท มากกว่าจะมานั่งฟังคำพูดไร้สาระของนักลงทุนที่แยกแยะเรื่องส่วนตัวไม่ออก"
ภาคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่เกรงกลัว "คุณกวินทร์ใจร้อนไปหน่อยหรือเปล่าครับ เราแค่กำลังทำความรู้จักกันในฐานะพาร์ทเนอร์อนาคต"
"พาร์ทเนอร์?" กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความหึงหวงที่เจ้าตัวพยายามกดทับไว้ "ถ้าจะร่วมงานกับผม คุณต้องเรียนรู้ที่จะให้เกียรติคนของผมก่อน... และจำใส่สมองเอาไว้ด้วยว่า พราวรุ้งไม่ได้มีไว้ให้ใครมาแตะต้องตามอำเภอใจ!"
ประโยคนั้นทรงพลังและกระแทกกระทั้นจนพราวรุ้งถึงกับสะดุ้ง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจและแปลกใจระคนกัน เธอไม่เคยเห็นกวินทร์หลุดอาการควบคุมอารมณ์ได้มากขนาดนี้มาก่อน ผู้ชายที่สุขุม เยือกเย็น และมักจะยิ้มรับทุกสถานการณ์ด้วยความนิ่งสงบ บัดนี้กลับกลายเป็นเสือหวงก้างที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่เข้าใกล้เขตหวงห้ามของเขา
ภาคินหุบยิ้มลงทันทีเมื่อเห็นท่าทีจริงจังและดุดันนั้น เขาไหวไหล่เบาๆ อย่างเสียมารยาท "ถ้าคุณกวินทร์จะหวงขนาดนี้ งั้นเราค่อยคุยเรื่องสัญญาฉบับนี้กันใหม่วันหลังก็แล้วกันครับ หวังว่าบริษัทของคุณจะแข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดได้โดยไม่มีคนช่วยนะ" พูดจบ นักธุรกิจหนุ่มชาวสิงคโปร์ก็คว้ากระเป๋าแล้วเดินกระแทกไหล่กวินทร์ออกจากห้องไป
เมื่อความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศในห้องก็ยังคงอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก พราวรุ้งยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังกว้างที่ยังคงยืนหายใจเข้าออกแรงๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธ
"คุณกวินทร์ทำเกินไปนะคะ..." พราวรุ้งเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยความไม่พอใจที่ถูกมองข้ามความเป็นมืออาชีพ "ฉันจัดการเองได้ค่ะ ฉันไม่ใช่เด็กๆ ที่ต้องให้เจ้านายมาตามปกป้องจากเรื่องแค่นี้"
กวินทร์หมุนตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบมองตรงมาที่เธอด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นปรี่ ก้าวเข้าประชิดตัวเธอทีละก้าวอย่างคุกคาม จนร่างบางต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ
"จัดการเองเหรอพราวรุ้ง?" เสียงของเขาพร่าต่ำและสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอารมณ์ร้อนที่ยังค้างคา มือหนายกขึ้นทาบกับผนังห้องกักตัวเธอไว้ตรงกลาง ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หลบหนีสายตา "คุณคิดว่าฉันมองไม่เห็นสายตาที่มันมองคุณเหรอ? คุณคิดว่าฉันตาบอดหรือไงถึงไม่รู้ว่าไอ้สารเลวนั่นมันคิดอะไรอยู่กับคุณ!"
"แต่มันเป็นเรื่องงาน..."
"เรื่องงานบ้าอะไร!" กวินทร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความตัดพ้อและความหึงหวงที่พุ่งสูงจนไร้เหตุผล "มันแตะต้องตัวคุณ พราวรุ้ง! มันเอามือสกปรกของมันมาโดนผิวของคุณ... แล้วคุณยังจะให้ผมยืนมองเฉยๆ เป็นสุภาพบุรุษใจกว้างงั้นเหรอ? ขอโทษที... ผมไม่ได้ใจกว้างขนาดนั้น เวลาที่เห็นผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้คุณ จ้องมองคุณด้วยสายตาแบบนั้น รู้ไหมว่าในหัวผมมันคิดอะไรอยู่..."
พราวรุ้งเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตกับเขา หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความโกรธที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อได้เห็นความห่วงหาอาทรและความหวาดกลัวที่จะสูญเสีย ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเกรี้ยวกราดนั้น
"คุณ... คุณกำลังหึงฉันเหรอคะ?" เธอถามเสียงสั่น พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหวไปตามแรงอารมณ์ของเขา
กวินทร์นิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มมองลึกล้ำเข้าไปในดวงตาของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่บริเวณพวงแก้มเนียนเนื่องจากระยะห่างที่ใกล้ชิดกันจนเกินไป นิ้วเรียวของเขาเลื่อนขึ้นมาสัมผัสกรอบหน้าของเธอแผ่วเบา ราวกับจะย้ำเตือนว่าเธอยังคงอยู่ตรงนี้ ยังคงเป็นของเขา
"ใช่... ฉันหึง" เขาเอ่ยสารภาพออกมาตรงๆ เสียงกระซิบนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความยอมจำนนต่อความรู้สึกของตนเอง "ฉันหึงจนแทบคลั่ง พราวรุ้ง... ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ฉันทนไม่ได้เวลาที่มีใครมองคุณ มากกว่าการเป็นเลขาฯ ของฉัน"
สัมผัสอุ่นที่ข้างแก้มทำให้ร่างบางสั่นสะท้าน ความรู้สึกหวานล้ำผสมผสานกับความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย กวินทร์โน้มใบหน้าลงมาใกล้เรื่อยๆ จนริมฝีปากหยักแทบจะแนบชิดกับเรียวปากอิ่มของเธอ กลิ่นกายสะอาดผสมกับกลิ่นกาแฟจางๆ ยิ่งทำให้สติของเธอกระเจิดกระเจิง
"คุณกวินทร์... เรากำลังอยู่ในที่ทำงานนะคะ..." เธอท้วงเสียงแผ่วเบา มือเล็กยกขึ้นทาบแผงอกกว้างเพื่อดันตัวเขาออก แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มความใกล้ชิดเข้าไปอีกเมื่อกวินทร์คว้าข้อมือเธอไปกดไว้กับผนังเหนือศีรษะ
"ปล่อยให้ฉันบ้าแบบนี้สักวันเถอะ..." เขาพึมพำชิดริมฝีปากของเธอ ก่อนจะก้มลงประทับจูบหนักหน่วงลงมาที่กลีบปากนุ่มอย่างไร้การไตร่ตรองใดๆ ทั้งสิ้น
ความวาบหวามสายหนึ่งพุ่งกระန်းซ่านไปทั่วร่าง พราวรุ้งเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ ปิดลงยอมรับสัมผัสอันเอาแต่ใจแต่เต็มไปด้วยความหึงหวงนั้น รสจูบที่ทั้งดุดันและร้อนแรงทำให้สมองของเธอดับวูบไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ หญิงสาวเผลอเผยริมฝีปากออกอย่างไร้การป้องกัน เปิดทางให้ลิ้นร้อนของเขาเกี่ยวพันตักตวงความหวานอย่างเอาแต่ใจ มือหนาเลื่อนลงมาโอบกระชับเอวคืบของเธอเข้าหาตัวแนบแน่น ราวกับจะหลอมรวมร่างของเธอให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับเขาในห้องรับรองแห่งนี้
ทว่า ในขณะที่อารมณ์รักกำลังโหมกระหน่ำจนยากจะถอนตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน ตามด้วยเสียงเปิดประตูจากภายนอกโดยไม่รออนุญาต
"คุณกวินทร์คะ ดิฉันมีเอกสารด่วนจาก..."
ร่างของรินรดาที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มมั่นใจหยุดชะงักกึกทันที ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพตรงหน้า—เจ้านายหนุ่มผู้แสนสุขุมกำลังบดจูบเลขาสาวคนสนิทอย่างแนบชิดติดผนังห้อง โดยมีร่างของพราวรุ้งอยู่ในอ้อมแขนที่ไร้ทางหนี!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับละอองดาวเดือนเก้านะคะ
รอยจันทร์จำนนรัก•ตอนที่ 24
ความหึงหวงที่ไร้เหตุผล
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจันทร์จำนนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!