กลิ่นหอมหวานของน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นโสมป่าและรากบัวเคี่ยวไฟอ่อนๆ ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณบ้านพักหลังน้อยริมตีนเขา ปลุกเร้าประสาทสัมผัสของผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ต้องหยุดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
หลินฟางเซียนยืนอยู่หน้าเตาไฟ ดวงตาสุกใสระคนความระแวดระวังทอดมองไอน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานครัว ปลายนิ้วเรียวสวยบรรจงหยิบสมุนไพรวิญญาณชิ้นสุดท้ายลงหม้ออย่างแม่นยำ ในมิติลับของเซียนโอสถ พืชพันธุ์เหล่านี้ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนในการเติบโต แต่เมื่อนำมาปลูกไว้แปลงผักหลังบ้านในโลกยุค 70 นี้ ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนผิดมนุษย์มนาเริ่มกลายเป็น ภัยเงียบ ที่ดึงดูดสายตาสอดรู้สอดเห็นของชาวบ้านเข้าเสียแล้ว
"ฟางเซียน... กลิ่นนี่มัน..."
เสียงทุ้มต่ำกังหันดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของจ้าวหานตงจะก้าวเข้ามา ดวงตาคมกราบกรานเต็มไปด้วยความห่วงใยและประกายความอบอุ่นที่มอบให้ภรรยาเพียงผู้เดียวเสมอ เขาเพิ่งกลับมาจากตรวจแปลงนาของกองผลิต แต่กลิ่นหอมเย้ายวนนี้กลับดึงดูดเขายิ่งกว่าสิ่งใด
"หอมใช่ไหมคะ? วันนี้ฉันตั้งใจตุ๋นซุปบำรุงกำลังให้คุณโดยเฉพาะเลยค่ะ" หันไปส่งยิ้มบางๆ ให้สามี ดวงตาคู่สวยระยิบระยับด้วยความเอ็นดู "แต่ฉันว่า... กลิ่นหอมของมันคงไม่ได้ทำร้ายแค่กระเพาะของเราห่ยอกนะคะ"
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นรัวๆ สามครั้งติดกันด้วยจังหวะที่บ่งบอกถึงความร้อนรนและไร้มารยาทอย่างสิ้นเชิง
"หลินฟางเซียน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เจ้าสะใภ้ขี้เกียจ หล่อนซ่อนอะไรไว้ในบ้านกันแน่!"
เสียงแหลมปรี๊ดของป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลจ้าวแผดเผาทำลายความเงียบสงบยามสายทันที ตามมาด้วยเสียงฮือฮาอื้ออึงของเหล่าแม่บ้านและเพื่อนบ้านที่มุงกันอยู่หน้าลานบ้านราวกับผึ้งแตกรัง
หลินฟางเซียนชะงักมือที่กำลังถือทัพพีตักซุป รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็ว เร็วจนจ้าวหานตงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นได้
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเองค่ะคุณ" นางเอ่ยเสียงนุ่มแต่หนักแน่น พลางเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งของสามีเบาๆ เป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้เขาออกหน้าด้วยความเกรี้ยวกราดเกินไปนัก เซียนโอสถอย่างนางผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วน เรื่องคนปากหอยปากปูเหล่านี้ ไม่คณามือแม้แต่น้อย
แกร็ก!
ประตูกลอนไม้ถูกเปิดออกอย่างใจเย็น หลินฟางเซียนก้าวออกมาเผชิญหน้ากับฝูงชนด้วยท่าทีสง่างาม ใบหน้านวลเนียนไม่มีริ้วรอยความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม รัศมีบางเบาที่แผ่ออกมาจากตัวนางกลับทำให้ผู้คนที่เข้ามาออกันโดยไม่ได้นัดหมายถึงกับชะงักถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"มีเรื่องอันใดหรือคะ ป้าสะใภ้ใหญ่ ถึงได้มาตะโกนโวยวายหน้าบ้านคนอื่นเช่นนี้ รบกวนเวลาพักผ่อนของชาวบ้านหมดนะคะ" นางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนนิ่มๆ
ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าดำคร่ำเครียด สองมือเท้าสะเอว พลางชี้หน้าด่ากราดด้วยความอิจฉาริษยาที่พุ่งทะลุปรอท "หล่อนยังกล้าถามอีกหรือ! ดูแปลงผักหลังบ้านของหล่อนสิ! ผักกาดอะไรกัน ใหญ่โตอวบออ่นเขียวขจีราวกับผีสิง! ทั้งที่ดินแถบนี้แห้งแล้งจะตายชัก ทำไมผักของหล่อนถึงโตวันโตคืนแถมใบยังเงางามผิดมนุษย์มนาขนาดนี้! หล่อนแอบใช้ปุ๋ยผีบอกอะไร หรือว่าแอบขโมยของหลวงมาบำรุงพืชพันธุ์กันแน่!"
สิ้นคำกล่าวหาของป้าสะใภ้ใหญ่ เสียงซุบซิบนินทาก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นทันที หลายคนส่งสายตาดุดันและหวาดระแวงมาที่หลินฟางเซียน ในยุคสมัยที่ทุกคนต้องกินข้าวตามปันส่วนและความอดอยากคือเงาตามตัว การที่ใครคนหนึ่งมีพืชผักอุดมสมบูรณ์ผิดปกติย่อมตกเป็นเป้าสายตาและข้อครหาว่าเป็นพวก "นายทุนน้อย" หรือทำผิดกฎพรรคคอมมิวนิสต์
"นั่นสิ... ฉันเห็นผักกาดแปลงนั้นแล้วกลัวแทนเลย ใหญ่เท่ากะละมังได้มั้ง"
"หรือว่านางจะซ่อนปุ๋ยเคมีเถื่อนไว้จริงๆ?"
"น่ากลัวชะมัด เหมือนผักปีศาจมากกว่าผักกินได้นะนั่น..."
หลินฟางเซียนกวาดสายตามองฝูงชนที่กำลังตกเป็นเหยื่อความโลภและความอิจฉาริษยาของป้าสะใภ้ใหญ่ นางไม่ได้แสดงความโกรธเคืองออกมาแม้แต่น้อย กลับคลี่ยิ้มหวานหยดที่ชวนให้คนมองรู้สึกหนสันหลังวาบ
"ผีสิงหรือคะ? ป้าสะใภ้ใหญ่ช่างจินตนาการเก่งเสียจริง สมแล้วที่ว่างงานจนมีเวลามาเดินสอดส่องรั้วบ้านชาวบ้านตลอดเวลา" หลินฟางเซียนก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว กดดันให้อีกฝ่ายต้องถอยร่น "ส่วนเรื่องผักโตไว... มันคือหยาดเหงื่อแรงงานและความรู้ในการปรับปรุงดินที่ฉันศึกษามาจากตำราเก่าแก่ต่างหากค่ะ ไม่เหมือนกับบางคน... ที่วันๆ เอาแต่รอให้ลาภลอยตกใส่หัว จนสมองฝ่อฝาสติฟั่นเฟือนไปหมด"
"นี่หล่อน! กล้าด่าฉันว่าโง่เรอะ!" ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เงื้อมมือขึ้นหมายจะตบหน้าสะใภ้รองตระกูลจผู้ปากคอเราะร้ายนี้สักฉาด
หมับ!
ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านจะทันกระทบผิวเนื้อ มือหนาประดุจคีมเหล็กของจ้าวหานตงก็คว้าข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่ไว้แน่น แรงบีบมหาศาลทำให้หญิงวัยกลางคนร้องโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคมกริบของหัวหน้ากองผลิตกวาดมองทุกคนในที่นั้นด้วยความเย็นชาจนอุณหสะเทือนลดฮวบ
"ใครกล้าแตะต้องภรรยาผม... ลองดู" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดั่งอสุนีบาตฟาดลงกลางวงสนทนา ทุกคนต่างเงียบกริบลงทันที ไม่มีใครกล้าสบตากับจ้าวหานตงในยามนี้
หลินฟางเซียนลูบแขนสามีเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ใจเย็นลง ก่อนจะก้าวออกมายืนบังหน้าร่างสูงครึ่งหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
"ในเมื่อพวกท่านสงสัยนักว่าผักของฉันเป็นผักปีศาจหรือผักวิเศษ..." นางกวาดสายตามองฝูงชน "งั้นพรุ่งนี้ ฉันจะเปิดแปลงผักให้ทุกคนเข้ามาดูให้เห็นกับตาเลยค่ะ! ใครอยากได้เมล็ดพันธุ์ หรืออยากรู้เคล็ดลับการปลูก เชิญมาดูได้ตามสบาย แต่..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมประกายแสงวาบดั่งเซียนผู้ควบคุมชะตากรรม
"ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผักของฉันเป็นผักปกติที่เติบโตด้วยความใส่ใจ... คนที่กล่าวหาฉันและสามีจนเสื่อมเสียชื่อเสียงจะต้องออกมายืนกราบขอโทษหน้าลานหมู่บ้านสามครั้ง... กล้าเดิมพันไหมคะ?"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกคนต่างลังเลเพราะไม่มั่นใจว่าภายใต้รอยยิ้มนั้น หลินฟางเซียนซ่อนแผนการอะไรไว้ ป้าสะใภ้ใหญ่กัดฟันกรวดด้วยความแค้นเคืองกำลังจะอ้าปากรับคำท้า
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงรถจี๊ปทหารคันเก่งก็ดังขึ้นที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ก่อนจะหยุดกริบลงที่หน้าบ้านของพวกเขา
ร่างในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มของนายทหารยศสูงผู้หนึ่งก้าวลงจากรถ ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมและมีแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้วซ้าย ดวงตาคมปลาบกวาดมองฝูงชนรอบบ้านก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่หลินฟางเซียน พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นหน้าถอดสีทันที
"สหายหลินฟางเซียน... ทางกองบัญชาการใหญ่ส่งผมมารับตัวคุณด่วนที่สุดครับ เรื่อง 'โอสถฟื้นฟูชีพ' ที่คุณส่งมอบให้เมื่อวาน... ทางเบื้องบนมีคำสั่งแต่งตั้งให้คุณเป็นที่ปรึกษาพิเศษแล้ว!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ไป๋เป่าเปาของแม่" เสมอมานะคะ
เซียนโอสถข้ามภพ ปรับโฉมไร่นาในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 6
เสียงนินทาที่กลายเป็นความอิจฉา
ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนโอสถข้ามภพ ปรับโฉมไร่นาในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!