กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 6

รอยร้าวในหัวใจน้ำแข็ง

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
ความตายไม่เคยเคาะประตูบอกล่วงหน้า มันมาเยือนพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดและเงาสีดำทมิฬที่พาดผ่านลำคอ โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเคลเทบบนผืนหิมะขาวโพลนราวกับดอกเหมยฤดูเหมันต์ที่เบ่งบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ ร่างอรชรของเซียนหานเหมยทรุดฮวบลงครึ่งหนึ่ง กระบี่จันทร์พิสุทธิ์ในมือสั่นระริก ปลายคมกระบี่ค้ำยันพื้นดินไว้เพื่อไม่ให้ร่างที่บอบช้ำล้มลงไป ภายในจุดตันเถียนของนาง พลังปราณปั่นป่วนจนแทบจะแตกซ่าน พิษโลหิตอสูรเจ็ดราตรีที่ถูกฉาบไว้บนใบดาบของมือสังหารลึกลับเมื่อครู่กำลังกัดกินชีพจรและเส้นเอ็นอย่างช้าๆ ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากปลายนิ้วลามเข้าสู่หัวใจ ราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มกำลังทิ่มแทงวิญญาณ เบื้องหน้าของนางคือซากศพของมือสังหารเดนตายจากพรรคอสูรโลหิตที่นอนเกลื่อนกลาด แต่ยังมีเงาทมิฬอีกสามสายที่ยังคงล้อมวงเข้ามา แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและตัณหา โลภในความงามล่มเมืองและพลังลมปราณบริสุทธิ์ของนางเซียนแห่งสำนักจันทร์พิสุทธิ์ "หานเหมยเอ๋อร์... ยอมจำนนเสียเถอะ พิษนั้นต่อให้เป็นเซียนก็มิอาจต้านทานได้ด้วยตัวคนเดียว" หัวหน้ามือสังหารเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าอัปลักษณ์ที่มีรอยแผลเป็น หานเหมยกัดริมฝีปากจนห่อเลือด รสชาติเค็มปร่าของโลหิตผสมผสานกับความเจ็บปวดทะลวงใจ ดวงตางามลึกล้ำราวกับห้วงน้ำแข็งไร้ก้นบึ้งคู่นั้นยังคงฉายแววหยิ่งทะนงและเย็นชา นางไม่เคยหวาดกลัวความตาย แม้แต่น้อย ความตายเป็นสหายเก่าแก่ของผู้ฝึกยุทธ์ แต่นางเพียงแต่... แค้นใจที่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของพวกสวะเดรัจฉานเหล่านี้ *ฉึก!* เงาร่างหนึ่งพุ่งแหวกอากาศราวกับสายฟ้าแลบโดยไร้ซุ่มเสียง ความเร็วระดับนั้นเหนือล้ำเกินกว่าที่กลุ่มมือสังหารจะทันตั้งตัว ประกายกระบี่สีเงินยวดยวงวาดผ่านความมืดมิดดั่งจันทร์เพ็ญที่สะท้อนบนผิวน้ำ คมกระบี่ไม่ได้มุ่งเป้าที่จุดตายธรรมดา หากแต่ตัดผ่านลำคอของมือสังหารคนแรกขาดสะบั้นในกระบวนท่าเดียว เลหิตพุ่งทะลักออกราวกับน้ำพุ "ใครวะ!" หัวหน้ามือสังหารแผดเสียงด้วยความตื่นตระหนก มันหมุนตัวกลับพร้อมกระบี่ในมือหมายปลิดชีพผู้มาเยือน ทว่า หลี่มู่เหยียนหาได้ชายตามองมันแม้แต่น้อย ร่างของชายหนุ่มชุดดำสะพานกระบี่ไร้ลักษณ์ยืนหยัดตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหานเหมย ราวกับภูเขาไท่ซานที่ค้ำฟ้า ดึงดูดสายตาและลมหายใจของทุกชีวิตในที่นั้น แววตาของเขาคมกริบดั่งใบมีด ท่าทีสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่กดดันจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว "คนผู้ชั่วช้า... ไม่สมควรมีลมหายใจดูตะวันรุ่งในวันพรุ่งนี้" น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลกหลุดจากริมฝีปากของมู่เหยียน มือสังหารอีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกันหมายประกบตี หลี่มู่เหยียนไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ข้อเท้าพลิกเหยียบย่างตามคัมภีร์ย่างก้าวพริบตา ร่างของเขาพลิ้วไหวราวกับภูตผี กระบี่ในฝักยังไม่ถูกชักออกมาเต็มกระบวนท่า ทว่าพลังลมปราณกระบี่ที่ระเบิดออกจากฝักกลับคมกริบยิ่งกว่าศาสตราวาระใดๆ *ฉับ!* เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังประสานกัน คลื่นกระบี่กวาดผ่านร่างของมือสังหารทั้งสองจนกระเด็นลอยละลิ่ว เลือดสีดำพ่นออกทางปากก่อนที่ร่างไร้ลมหายใจจะฟาดลงบนพื้นหิมะอย่างไร้แรงต้าน ทุกอย่างจบลงภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจเดียว รวดเร็วจนน่าสะพรึงกลัว ความเงียบงันเข้าปกคลุมผืนป่าอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวและหยดเลือดที่หยดลงบนพื้นหิมะดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* หลี่มู่เหยียนเก็บกระบี่เข้าฝักอย่างช้าๆ ก่อนจะหันกลับมามองสตรีที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลัง นี่คือครั้งแรกที่เซียนหานเหมยเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้นี้อย่างเต็มตา ปกติแล้วนางคือผู้สูงส่ง เย็นชา และไม่เคยชายตาแลบุรุษใดในยุทธภพ นางมองว่าบุรุษล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ เต็มไปด้วยความโลภและหน้าซื่อใจคด แต่ในยามนี้ ดวงตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่าและเย็นเยียบราวน้ำแข็งหมื่นปี กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพของชายหนุ่มที่ยืนหยัดปกป้องนางจากเงื้อมมือมัจจุราชเมื่อครู่ ประทับแน่นลงในส่วนลึกที่สุดของหัวใจที่ปิดตาย "เจ้า..." หานเหมยเอמהเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากที่ซีดเซียวขยับด้วยความยากลำบาก พิษร้ายกำลังลามถึงขั้วหัวใจ ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด ร่างกายเซถลาจะล้มลง หลี่มู่เหยียนยื่นมือออกไปคว้าเอวบางของนางไว้ได้อย่างทันท่วงที สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วคือความเย็นเยียบราวน้ำแข็ง แต่มันกลับสั่นเทาเล็กน้อย ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้กล่าวคำปลอบโยนใดๆ เพราะนั่นไม่ใช่สัยของจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยว ทว่าการกระทำของเขากลับเด็ดเดี่ยวและมั่นคง "อย่าเพิ่งพูดอะไร ปิดจุดชีพจรของตนเองเสีย มิฉะนั้นพิษจะเข้าสู่หัวใจ" มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาประคองร่างของนางให้นั่งพิงโคนต้นสนใหญ่ ก่อนจะนั่งลงเบื้องหน้าอย่างไร้ความลังเล "ข้า... ไม่ต้องการความเวทนาจากผู้ใด..." หานเหมยฝืนกล่าวด้วยศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่ แม้ใบหน้าจะซีดขาวไร้สีเลือด แต่นัยน์ตายังคงมีความดื้อรั้นเจืออยู่ "นี่ไม่ใช่ความเวทนา แต่นี่คือหนทางรอด" มู่เหยียนสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและทรงพลังจนหานเหมยถึงกับชะงัก "ข้าเป็นคนฆ่าคนเพื่อความยุติธรรมในวิถีของข้า เจ้าเป็นคนของสำนักจันทร์พิสุทธิ์ หากตายในอาณาเขตนี้ ข้าคงรำคาญใจไม่น้อยที่มีศพมาขวางทางเดินกระบี่ของข้า" คำพูดที่ดูไร้เยื่อใยและปากแข็งนั้น แท้จริงแล้วกลับซ่อนความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียน หานเหมยจ้องมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่กำลังตั้งสมาธิโคจรลมปราณเพื่อถ่ายเทพลังช่วยกดจุดสะกัดพิษให้แก่ตน หัวใจที่ด้านชาและถูกแช่แข็งมานานนับสิบปีของนาง บัดนี้กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นสายหนึ่งที่ค่อยๆ ซึมซาบเข้ามาอย่างช้าๆ ราวกับแสงอาทิตย์แรกของฤดูใบไม้ผลิที่ละลายน้ำแข็งบนยอดเขา ไอร้อนจากฝ่ามือของหลี่มู่เหยียนที่ส่งผ่านแผ่นหลังของนาง ทำให้ลมปราณหยินอันหนาวเหน็บในกายเริ่มสงบลง พิษโลหิตอสูรที่เคยกัดกินเส้นเอ็นถูกพลังปราณกระบี่บริสุทธิ์ของชายหนุ่มบีบอัดจนถอยร่น ทว่า พิษนี้ร้ายกาจยิ่งนัก การจะขับมันออกให้หมดสิ้นจำเป็นต้องใช้พลังมหาศาล เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของมู่เหยียน ลมหายใจของเขากเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ หานเหมยรับรู้ได้ถึงความเหนื่อยล้าที่ชายหนุ่มกำลังแบกรับเพื่อช่วยชีวิตนาง นางเม้มปากแน่น ความรู้สึกผิดบาปและความซาบซึ้งตีรวนอยู่ในอกจนจุกแน่น นางไม่เคยติดค้างบุญคุณใคร และไม่เคยยอมให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัว แต่วินาทีนี้... อ้อมกอดและแผ่นหลังที่กว้างใหญ่นี้กลับทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด "ทำไม... เจ้าถึงช่วยข้า?" หานเหมยเอ่ยถามด้วยเสียงที่เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมู่เหยียน หลี่มู่เหยียนหยุดมือชั่วขณะ เขาสบตากลับด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและซับซ้อน ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยจางๆ ผสมผสานกันในอากาศที่หนาวเหน็บ "เพราะในยุทธภพอันมืดมิดนี้..." มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึก "ข้าไม่อยากเห็นดวงจันทร์ที่งดงามที่สุด... ต้องดับสลายไปต่อหน้าต่อตาข้า" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของเซียนหานเหมย ดอกไม้แห่งความรู้สึกที่ตายซากไปนานแสนนาน กลับเบ่งบานขึ้นมาอย่างดื้อรั้น ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งและหัวใจของทั้งสองกำลังขยับเข้าหากันอย่างเงียบงันนั้นเอง... *เปรี้ยง!* เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากยอดเขาสูงเบื้องบน ราวกับฟ้าผ่าลงกลางฤดูหนาว เงาร่างสีทองอร่ามสายหนึ่งพุ่งแหวกเมฆหมอกลงมาด้วยความเร็วปานสายฟ้า พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณที่กดทับลงมาจนพื้นดินรอบด้านยุบตัวลงเป็นแอ่ง! หลี่มู่เหยียนเบิกตากว้างเล็กน้อย เขารีบดึงร่างของหานเหมยเข้ามาแนบอกเพื่อปกป้องจากการคุกคามของคลื่นพลังนั้น ก่อนจะแหงนมองขึ้นไปเบื้องบน ท่าמกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา บุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีทองปักลายมฆาโลหิตยืนอยู่บนยอดกิ่งสน มือข้างหนึ่งถือกระบี่โบราณที่เปล่งประกายออร่าสีทองน่าสะพรึงกลัว นัยน์ตาของมันคมปลาบดั่งเหยี่ยว มองตรงมาที่ทั้งสองคนด้วยรอยยิยมเหี้ยมเกรียม "หลี่มู่เหยียน... ในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอ" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังขึ้น "วันนี้ ทั้งกระบี่ไร้ลักษณ์และเซียนจันทร์พิสุทธิ์ จะต้องฝังร่างไว้ที่หุบเขานี้ด้วยกัน!" ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%