กลิ่นอายความตายมิได้มาพร้อมกับเสียงคำรามของอสุนีบาต หากแต่มันมาในความเงียบงัน... ความเงียบที่กัดกินเนื้อหนังและหลอมละลายกระดูกให้กลายเป็นผุยผง
ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเซียนหานเหมยสั่นเทาเล็กน้อย นางกดจุดสกัดชีพจรบริเวณหัวใจของผู้อาวุโสสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์ทมิฬไว้แน่น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากขาวเนียน แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งนั้น หาใช่ความเหนื่อยอ่อนไม่ หากแต่เป็นความตระหนก—พิษชนิดนี้ไม่ใช่พิษในยุทธภพ มันคือ 'อัคคีโลหิตพันศพ' พิษโบราณที่สาบสูญไปกว่าสามร้อยปี
"ช้าก่อน... หากเจ้ารักษาเขาด้วยวิธีโคจรลมปราณเหมันต์พิสุทธิ์ เกรงว่าพิษในกายเขาจะย้อนกลับเข้าสู่เส้นชีพจรหัวใจของเจ้าเอง"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงขัดของคมกระบี่กับหินลับดังขึ้นจากมุมมืด หลี่มู่เหยียนยืนพิงเสาไม้เก่าแก่ในโรงเตี๊ยมร้าง แสงจันทร์เพ็ญที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างผุพังอาบไล้ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทของเขาให้ดูราวกับเงาพญายม ดวงตาคมปลาบกวาดมองร่างที่กำลังชักดิ้นชักงอตรงหน้าด้วยความนิ่งสงบ ดุจดั่งเซียนผู้มองดูวัฏจักรสงสารโดยไม่แยแส
หานเหมยชะงักมือนางหันมามองเขาด้วยแววตาเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง ปราณกระบี่รอบกายวูบไหวจนอากาศบิดเบี้ยว นางเค้นเสียงลอดไรฟัน "หลี่มู่เหยียน... คนของสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์ทมิฬนี้กุมเบาะแสของสำนักจันทร์พิสุทธิ์ ข้าจะปล่อยให้เขาตายไม่ได้!"
"แต่ถ้าเจ้าตายที่นี่ สำนักจันทร์พิสุทธิ์คงเหลือเพียงชื่อให้เล่าขาน" มู่เหยียนก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากความมืด ฝ่ายชายหนุ่มขยับเข้าประชิดตัวนางในระยะที่ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตและสนิมเหล็กจางๆ ลอยกรุ่นอยู่ในบรรยากาศ
หานเหมยหัวใจกระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว นางเป็นถึงศิษย์เอกผู้สูงส่ง ไม่เคยมีชายใดกล้าล่วงล้ำเข้าใกล้ในระยะอันตรายเช่นนี้ ทว่าแววตาที่แน่วแน่และจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นของหลี่มู่เหยียน กลับทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจนางสั่นคลอนอย่างประหลาด
"เจ้า..." หานเหมยอ้าปากจะเอ่ยปฏิเสธ แต่ปลายนิ้วหยาบกร้านแต่ทว่ามั่นคงของมู่เหยียนกลับแตะลงที่ข้อมือเรียวของนางเบาๆ เพื่อหยุดยั้งการโคจรลมปราณที่ผิดพลาด
"ถอยไป" เขากล่าวสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่มหาอำนาจไร้รูปทำให้หานเหมยจำต้องผ่อนลมปราณลงอย่างเสียไม่ได้
หลี่มู่เหยียนสะบัดมือขวาเบาๆ เข็มเงินยาวสามนิ้วปรากฏขึ้นระหว่างปลายนิ้ว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกหลอมรวมเข้ากับปลายเข็มอย่างแนบเนียน ก่อนที่เขาจะปักลงบนจุดชีพจร 'สวรรค์ดับสูญ' ของผู้อาวุโสแซ่หวังอย่างแม่นยำและรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด!
*พรวด!*
โลหิตสีดำสนิทพุ่งทะลักออกจากปากของผู้อาวุโสหวัง กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทว่าลมหายใจที่เคยรวยรินกลับเริ่มกลับมาสม่ำเสมอขึ้นทีละน้อย ผู้อาวุโสหวังเบิกตาโพรงด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว เขาใช้มืออันสั่นเทาคว้าชายเสื้อของหลี่มู่เหยียนไว้แน่น ร่างกายสั่นสะท้อนด้วยความหวาดผวา
"มะ... มัน... มันมาแล้ว..." เสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก "พวกมันไม่ใช่คน... พวกมันคือ... เงาโลหิตจากหุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ... พวกมันต้องการ... 'คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์'..."
สิ้นคำพูดนั้น ดวงตาของผู้อาวุโสหวังก็เบิกค้าง ลมหายใจเฮือกสุดท้ายขาดหุด ร่างกายของเขาสลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำภายในพริบตา เหลือไว้เพียงรอยประทับรูปจันทร์เสี้ยวสีเลือดบนพื้นไม้ ซึ่งส่องแสงเรืองรองน่าสะพรึงกลัว
หานเหมยสูดหายใจเข้าลึก3 นัยน์ตาคู่งามหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "หุบเขาอสูรกลืนวิญญาณ... สำนักมารที่ถูกกวาดล้างไปเมื่อยี่สิบปีก่อน ไฉนจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก แถมยังมีส่วนพัวพันกับการตายของคนในสำนักของเจ้าและข้า?"
หลี่มู่เหยียนเก็บเข็มเงินเข้าสาบเสื้อ ชายหนุ่มก무นมองรอยประทับรูปจันทร์เสี้ยวสีเลือดด้วยแววตาที่ล้ำลึกดั่งก้นบึ้งของมหาสมุทร ความทรงจำในคืนที่เพลิงผลาญสำนักของเขาเมื่อหลายปีก่อนย้อนกลับมาในหัว โลหิตสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือด และเสียงกรีดร้อง... ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์แบบ
"เพราะพวกมันไม่ได้ถูกกวาดล้าง... แต่พวกมันกำลังรอเวลา" หลี่มู่เหยียนหันกลับมาสบตาปรายมองนางเซียนสาวด้วยแววตาจริงจัง "เส้นทางข้างหน้าอันตรายเกินกว่าที่ศิษย์เอกสำนักจันทร์พิสุทธิ์จะเดินไปเพียงลำพัง หานเหมย... เจ้ายังยืนกรานที่จะไปต่อหรือไม่?"
หานเหมยเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง แม้จะมีความหวาดหวั่นอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ แต่วิญญาณแห่งนักสาบานตนของสำนักจันทร์พิสุทธิ์มิยอมก้มหัวให้ผู้ใด นางชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานใสราศีกุมภ์สะท้อนแสงจันทร์
"ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันตร์ ข้า... หานเหมย ก็จะก้าวผ่านมันไปพร้อมกับปลายกระบี่ของข้า... และของเจ้า"
คำพูดของนางหนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองตัดสินใจก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกจากโรงเตี๊ยมร้างเพื่อมุ่งหน้าสู่หุบเขาอสูรกลืนวิญญาณนั้นเอง...
เงาดำสายหนึ่งพลلพุ่งลงมาจากยอดไม้สูงอย่างไร้สุ้มเสียง ปลายกระบี่อาบยาพิษสีม่วงเข้มพุ่งตรงเข้าเสียบที่จุดตายกลางหลังของหลี่มู่เหยียนโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัว! และเสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกก็ดังขึ้นแผ่วเบาข้างหูพวกเขา—
"นึกว่าใคร... ที่แท้ก็คือทายาทคนสุดท้ายที่รอดชีวิตจากตระกูลหลี่สินะ... น่าเสียดายนัก ที่พวกเจ้าไม่มีโอกาสได้ไปถึงหุบเขาอสูรหรอก..."
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
-- เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ --
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 5
ร่วมทางกลางพายุ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!