กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 4

รอยพิษในสายลม

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
“กลิ่นหอมนี้… หอมจนเกินงาม และตายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น” หลี่มู่เหยียนกล่าวพึมพำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณอันเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมารอบกาย นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองไปเบื้องหน้า ภายใต้เงื้อมเงาของความมืดมิดในตรอกแคบแห่งนครหลวง เบื้องหน้าของเขาคือร่างไร้ลมหายใจของพ่อค้าเร่ผู้หนึ่ง ผิวหนังของมันเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างรวดเร็ว โลหิตสีดำสนิทไหลรินออกจากทวารทั้งเจ็ดส่งกลิ่นคาวหวานเอียนชวนคลื่นไส้ นี่คือร่องรอยของ ‘พิษบุปผานรกโลหิต’ พิษร้ายในตำนานที่สูญหายไปจากยุทธภพร่วมยี่สิบปี และมันเป็นพิษชนิดเดียวกันกับที่ครอกเอาลมหายใจของคนในตระกูลหลี่ไปจนหมดสิ้นในคืนเดือนเพี้ยนวันนั้น ความแค้นที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณกระตุ้นให้เส้นโลหิตข้างขมับของมู่เหยียนเต้นตุบๆ มือหนาที่กุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์สั่นเทาเล็กน้อย หาใช่เพราะความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะจิตสังหารที่ยากจะสะกดข่ม “พวกมันยังไม่ตาย… และพวกมันกำลังใช้เมืองหลวงแห่งนี้เป็นรังซ่อนตัว” น้ำเสียงใสราวกังสดาลดังขึ้นจากเบื้องหลัง เซียนหานเหมยปรากฏกายขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง นางยืนสง่างามอยู่บนกำแพงสูง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องกับแสงจันทร์สลัวดูราวกับเทพธิดาน้ำแข็งที่หลุดลอยมาจากสรวงสวรรค์ ทว่าแววตาคู่คมกลับทอประกายความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด นางย่นหัวเรียวเล็กน้อยเมื่อสูดกลิ่นอายพิษในบรรยากาศ หานเหมยพลิ้วกายลงมาเคียงข้างมู่เหยียนอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก นางหยิบขวดหยกขาวบริสุทธิ์ออกมาจากอกเสื้อ เทเม็ดโอสถปัดเป่าพิษสีเขียวมรกตลงบนศพ ร่างนั้นพลันส่งเสียงซู่ซ่าพร้อมกับควันสีดำที่ระเหยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนที่กลิ่นอายพิษรอบบริเวณจะจางหายไปจนหมดสิ้น “เจ้าประมาทเกินไปแล้ว มู่เหยียน” หานเหมยเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นตามธรรมชาติ แต่หากผู้ใดตั้งใจฟังย่อมสัมผัสได้ถึงความอาทรที่ซ่อนอยู่ภายใน “พิษชนิดนี้ถูกปรุงขึ้นด้วยสูตรลับเฉพาะของ ‘ตำหนักหมื่นพิษ’ การที่เจ้าเร่งรัดติดตามมาเช่นนี้ อาจหลงกลเข้าไปในค่ายกลพิษที่พวกมันวางรอไว้โดยไม่รู้ตัว” หลี่มู่เหยียนหันกลับมาสบตากับนาง แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยยามเมื่อได้มองดวงพักตร์อันงดงามแต่ไร้รอยยิ้มนั้น “ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกโลกันต์ หากมีเบาะแสของพวกมัน… ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินนครหลวงนี้ข้าก็ต้องทำ” “ข้าไม่ได้ห้ามให้เจ้าแก้แค้น” หานเหมยขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายหอมเย็นราวดอกเหมยพันปีโชยปะทะนาสิกของชายหนุ่ม ช่วยดับความเร่าร้อนในจิตใจของเขาลงได้อย่างน่าประหลาด “แต่ข้า… ไม่ต้องการให้เจ้าต้องเป็นฝ่ายล้มลงก่อนที่ความจริงจะปรากฏ” คำพูดเรียบง่ายทว่าทรงพลังนี้ ทำให้หัวใจที่ด้านชาของจอมยุทธ์พเนจรเกิดรอยร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง มู่เหยียนทอดมองนางด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ตั้งแต่เมื่อใดกันที่หญิงสาวผู้เย็นชา เย่อหยิ่ง และตัดขาดจากโลกีย์วิสัยเช่นนาง ยอมเอาตัวเข้ามาผูกติดอยู่กับเส้นทางสายเลือดและการล้างแค้นอันโสมมของเขา “ขอบใจเจ้า… หานเหมย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงใจ “ไม่ต้องข้าห้ามนักหريكหรอก” หานเหมยเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนร่องรอยความเคอะเขินที่ปรากฏขึ้นบนพวงแก้มขาวผ่องดั่งหยก “ดูนั่นเสียก่อน” นางใช้นิเรียวเรียวดั่งหยกชี้ไปยังคราบหยดน้ำสีม่วงจางๆ ที่ติดอยู่บนผนังอิฐเก่าแก่ของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในย่านการค้าอันเงียบสงบ หยดน้ำนั้นมิได้ระเหยไปตามกาลเวลา หากแต่กำลังส่งประกายแสงเรืองรองเป็นเส้นทางนำไปสู่ตรอกมืดอีกสายหนึ่ง “ค่ายกลสะกดรอย… พวกมันรู้ตัวว่าเราตามมา” มู่เหยียนหรี่ตาลง คมกระบี่ในฝักส่งเสียงสั่นคำรามเบาๆ ราวกับกระหายโลหิต “นี่อาจเป็นกับดัก” หานเหมยกล่าวเตือน พร้อมกับรวบรวมลมปราณจันทร์พิสุทธิ์ไว้ที่ปลายนิ้ว ปรากฏเกล็ดน้ำแข็งใสราวกระจกก่อตัวเป็นค่ายกลคุ้มกายรอบตัวนางและชายหนุ่ม “ต่อให้เป็นกับดักของพญายม ข้าก็จะใช้กระบี่นี้แหละผ่ามันออกเป็นสองซีก” หลี่มู่เหยียนก้าวเท้าเดินนำหน้าเข้าไปในความมืดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังปราณอันกล้าแกร่ง แผ่รังสีคุกคามจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว หานเหมยพ่นลมหายใจเบาๆ ก่อนจะสาวเท้าติดตามไปอย่างกระชั้นชิด คอยระแวดระวังหลังให้เขาอย่างไร้รอยต่อ เคมีระหว่างจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนกับนางเซียนผู้เยือกเย็นประสานกันอย่างลงตัว ราวกับพยัคฆ์ติดปีกที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกอุปสรรคให้แหลกเป็นจุล ทั้งสองเดินลึกเข้ามาจนถึงลานกว้างร้างผู้คนใจกลางย่านการค้า เบื้องหน้าคือศาลเจ้าเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง บานประตูไม้ผุกร่อนเปิดอ้าออกเล็กน้อย ราวกับกำลังรอคอยการมาเยือนของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ กลิ่นอายพิษเข้มข้นลอยคละคลุ้งออกมาจากภายใน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าคล้ายเสียงนกแสกที่ดังลอดออกมาสะท้านโสตประสาท “ฮ่าๆๆๆ… นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็คือคุณชายตระกูลหลี่ผู้รอดชีวิต และ… ศิษย์เอกแห่งสำนักจันทร์พิสุทธิ์นี่เอง” เสียงปริศนาดังขึ้นก้องกังวานมาจากทุกทิศทุกทาง รอบบริเวณลานกว้างปรากฏเงาร่างนับสิบเคลื่อนไหววูบวาบด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว พวกมันล้วนสวมชุดดำสนิทและสวมหน้ากากรูปอสูรน่าเกลียดน่ากลัว ในมือถือเข็มพิษที่อาบด้วยประกายแสงสีเขียวเรืองรอง มู่เหยียนหยุดยืนนิ่ง ปลายกระบี่ชี้ลงพื้น ดวตตาหรี่แคบลงเพื่อประเมินสถานการณ์ หานเหมยขยับกายยืนเคียงข้าง พร้อมรับมือกับการจู่โจมทุกรูปแบบ ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันปกคลุมจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ ประตูไม้ผุกร่อนของศาลเจ้าก็พังทลายลงด้วยแรงกระแทกอันมหาศาล ร่างของชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งก้าวออกมาจากความมืด ในมือของมันถือคัมภีร์หนังมนุษย์ที่ส่งกลิ่นอายโลหิตคละคลุ้ง และที่ทำให้หัวใจของหลี่มู่เหยียนกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น ก็คือป้ายวิญญาณของบิดามารดาเขาที่ถูกชายชราโยนลงมาแทบเท้า! “เด็กน้อย… เจ้ากำลังตามหาสิ่งนี้อยู่ใช่หรือไม่?” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนที่ดวงตาของมันจะเบิกKว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อพบว่า… เบื้องหลังป้ายวิญญาณนั้น หาใช่พื้นดินธรรมดาไม่ หากแต่เป็นอักขระโลหิตโบราณที่กำลังส่องแสงสว่างวาบขึ้นด้วยพลังเวทอันแปลกประหลาด! --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่ไปด้วยกันนะครับ **เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ**
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%