"หากเจ้ายังก้าวเท้าเข้ามาอีกเพียงครึ่งชốn... กระบี่ในมือข้าคงต้องขอคำชี้แนะจากโลหิตของเจ้าแล้ว"
น้ำเสียงของหลี่มู่เหยียนราบเรียบทว่าเย็นยะเยือก ราวกับสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านหุบเขามรณะ ร่างกายของเขายังคงแข็งทื่ออยู่ชั่วขณะหนึ่งเมื่อได้ยินประโยคคุ้นหูที่เอ่ยออกมาจากปากของแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้น แต่ทว่า สัญชาตญาณของมือกระบี่หาได้ยอมจำนนต่อความตกตะลึงไม่ ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด ลมปราณหมุนวนรอบจุดตันเถียนราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่พร้อมทะลักทลายออกมาทุกเมื่อ
ในความมืดสลัวของโรงเตี๊ยมร้างนอกเมือง แสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่ผุพัง ทอดเงายาวทับถมกันจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือตัวตนที่แท้จริง สิ่งใดคือภาพลวงตา ร่างของสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืดอย่างเชื่องช้า นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดโดยรอบ ท่วงท่าการเดินสง่างามราวกับเทพเซียนผู้ละวางทางโลก ทว่าไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับสะท้อนถึงเพลิงแค้นที่สุมอก
เซียนหานเหมยหยุดฝีเท้าลง นางปรายตามองบุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่เบื้องหน้า แววตาคู่คมดุจกระบี่น้ำแข็งฉายแววซับซ้อน ทั้งตัดพ้อ ทั้งห่วงใย และเยือกเย็นจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ทันที เพราะความเงียบงันระหว่างพวกเขานั้นหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าขุนเขา
"เจ้า... ตามมาทำไม" หลี่มู่เหยียนเอ่ยถามเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์สั่นระริกเบาๆ ส่งเสียงครางหึ่งราวกับกระหายเลือด นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาแสดงความอ่อนโยน เบื้องหลังของพวกเขาคือการไล่ล่าจากมือสังหารสำนักพิษโลหิต และเบื้องหน้าคือค่ายกลลวงตาที่พร้อมจะกลืนกินชีวิตผู้คนได้ทุกเมื่อ การที่หานเหมยเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในดินแดนอันตรายเช่นนี้ เท่ากับการเหยียบขาข้างหนึ่งลงไปในหลุมศพแล้ว
"หากข้าไม่มา... ใครจะเก็บศพให้เจ้าเล่า หลี่มู่เหยียน" หานเหมยแค่นAเสียง5หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าไร้ซึ่งความขบขัน รอยยิ้มของนางงดงามแต่เยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว "หรือเจ้าคิดว่าลำพังกระบี่เล่มเดียว กับลมปราณที่ใกล้จะธาตุไฟเข้าแทรกของเจ้า จะสามารถฝ่าวงล้อมของ 'เจ็ดพิษโลหิตทมิฬ' ไปได้ด้วยตัวคนเดียว?"
คำพูดของนางทิ่มแทงตรงจุดอ่อน บาดแผลภายในที่หลี่มู่เหยียนพยายามกดข่มไว้ด้วยพลังจิตเริ่มประท้วงความเจ็บปวด กระอักโลหิตสีดำคล้ำรสชาติฝาดเฝื่อนเอ่อล้นขึ้นมาที่ริมฝีปาก ทว่าเขากลับกลืนมันลงไปอย่างไร้ความลังเล ศักดิ์ศรีของยอดฝีมือไม่อนุญาตให้เขาล้มลงต่อหน้าสตรีผู้นี้... สตรีผู้ซึ่งกุมหัวใจอันด้านชาของเขาไว้ทั้งหมด
"วิถีกระบี่ของข้า... ลิขิตด้วยตัวข้าเอง ต่อให้ต้องตายใต้คมดาบศัตรู ย่อมดีกว่าการให้เจ้าต้องมาพัวพันกับหายนะครั้งนี้" หลี่มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันและมั่นคง ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
"โง่เขลา..." หานเหมยสะบัดแขนเสื้อ ร่างบางพุ่งเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปราณจันทร์พิสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาราวกับเกราะแก้วปกป้องทั้งสองจากจิตสังหารที่พุ่งเข้ามาจากภายนอก "เจ้าคิดว่าข้า... เซียนหานเหมย เป็นสตรีที่รอคอยความช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังอย่างนั้นหรือ? ตั้งแต่วันที่เราดื่มสุราสาบานใต้แสงจันทร์ ชีวิตของข้าและเจ้ามิได้แยกขาดจากกันอีกแล้ว!"
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันทอประกายความตึงเครียดระคนซาบซึ้ง เคมีระหว่างจอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวและนางเซียนผู้เย็นชาหลอมรวมกันท่ามกลางวิกฤตอันคับขัน แม้ภายนอกทั้งสองจะดูราวกับเสือสองตัวที่พร้อมขย้ำกัน แต่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ท่ามกลางเงาสลัวและกลิ่นอายความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
*ฉึบ!*
เสียงแหวกอากาศแหลมคมดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเงาดำนับสิบสายที่พุ่งทะลุกระดาษหน้าต่างเข้ามาพร้อมกัน ประกายแสงสีเขียวมรกตจากอาวุธลับเคลือบยาพิษส่องประกายวาววับในความมืด พวกมันไม่รอให้ทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกันอีกต่อไป!
"มาพอดี..." หลี่มู่เหยียนมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งออกจากร่างราวกับพายุหมุน "ในเมื่อพวกมันอยากหาที่ตายนัก วันนี้ข้าจะใช้เลือดของพวกมันสังเวยวิถีกระบี่ของข้า!"
"ระวังด้วย..." หานเหมยเอ่ยเบาๆ ก่อนที่กระบี่ในมือของนางจะชักออกจากฝัก เกิดเป็นประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดโดยรอบ ท่วงท่าของนางงดงามราวนางพญาหงส์รำพัน ทว่าเด็ดขาดและไร้ความปรานี
การต่อสู้ตะลุมบอนระเบิดขึ้นอย่างดุเดือดตระการตา ปราณกระบี่และปราณจันทร์พิสุทธิ์ประสานกันเป็นตาข่ายเพลิงและน้ำแข็งที่ทรงอานุภาพ เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เลือดสีดำกระเซ็นย้อมผนังห้องสกปรกโสมม หลี่มู่เหยียนเคลื่อนไหวว่องไวดั่งภูตผี ร่างกายที่เคยบาดเจ็บกลับถูกกระตุ้นด้วยจิตวิญญาณแห่งการปกป้อง ทุกกระบวนท่าที่ตวัดออกไปล้วนเรียบง่ายแต่ไร้ช่องโหว่ เด็ดหัวศัตรูทีละคนอย่างไร้ความปรานี
ผ่านไปชั่วก้านธูป เสียงการต่อสู้เริ่มเบาบางลง ศัตรูร่างสุดท้ายล้มลงแน่นิ่งจมกองเลือด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กลับคืนสู่โรงเตี๊ยมอีกครั้ง
หลี่มู่เหยียนหอบหายใจถี่กระชั้น ลมปราณในร่างปั่นป่วนจนเกือบจะควบคุมไม่อยู่ เขาทรุดตัวลงข้างหนึ่งโดยใช้กระบี่ค้ำยันพื้นไว้ หานเหมยรีบก้าวเข้ามาประคองร่างของเขาอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วเรียวยาวถ่ายเทลมปราณบริสุทธิ์เข้าไปในจุดชีพจรเพื่อระงับพิษร้ายที่กำลังกัดกินหัวใจของเขา
"เจ้าไหวหรือไม่..." น้ำเสียงของนางเจือความสั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งจากเซียนผู้เยือกเย็น
"ข้า..." หลี่มู่เหยียนเงยหน้าขึ้น สบตากับนางด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่ซีดเซียว "ยังตายไม่ได้... จนกว่าจะได้พาเจ้ากลับสำนักจันทร์พิสุทธิ์อย่างปลอดภัย"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ทันใดนั้นเอง พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งขนาดมหึมาเคลื่อนตัวอยู่เบื้องล่าง อักขระโบราณสีเลือดปรากฏขึ้นเรืองแสงวาบไปทั่วผนังห้อง และก่อนที่ทั้งสองจะได้ตั้งตัว น้ำเสียงแหบพร่าอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทุกทาง—
*"ฮี่ๆๆ... คิดว่ากำจัดลูกสมุนจบแล้ว จะรอดออกไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? ของขวัญชิ้นใหญ่... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก!"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันความมืดมิดและพิสูจน์วิถีกระบี่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอดนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 23
ในเงามืดมีแสงสว่าง
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!