กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 24

ความเงียบก่อนพายุใหญ่

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
“เจ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในวังวนแห่งเพลิงอเวจีเช่นนั้นหรือ... มู่เหยียน” สุ้มเสียงเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในถ้ำศิลา เซียนหานเหมยยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังเงาร่างของชายหนุ่ม กลิ่นอายความหนาวเหน็บที่แผ่ออกมาจากร่างนางมิอาจเทียบได้กับความดื้อรั้นที่สั่นคลอนอยู่ในแววตาของหลี่มู่เหยียน หลี่มู่เหยียนไม่หันกลับไปมอง เขาเพียงแค่กำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะหนักหน่วงดุจเสียงหินบดทับกัน เขาหลับตาลงสัมผัสถึงกระแสปราณที่ไหลเวียนดุจพายุหมุนภายในจุดตันเถียน กระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาไม่ใช่แค่โลหะ แต่มันคือส่วนขยายของจิตวิญญาณที่แปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นอายเลือดของครอบครัวที่ยังไม่ได้รับการชำระแค้น “หากข้าไม่ทะลวงผ่านขีดจำกัดนี้ ต่อให้มีชีวิตอยู่ไปอีกร้อยปี ข้าก็เป็นได้เพียงสุนัขที่รอคอยการถูกเชือดในยุทธภพ” มู่เหยียนตอบเสียงเรียบ ทว่าทุกคำพูดแฝงไว้ด้วยคมมีด “หานเหมย... เจ้าเองก็รู้ดี กฎของสวรรค์มีไว้สำหรับผู้ที่อ่อนแอ แต่ข้าคือผู้ที่สวรรค์ทอดทิ้ง ข้าไม่มีทางเลือกอื่น” “ข้ามิได้ห้ามให้เจ้าแก้แค้น แต่การฝึก ‘วิถีกระบี่กลืนดารา’ ด้วยร่างกายที่ได้รับพิษร้ายจากสำนักเมฆาม่วง... เจ้ากำลังเร่งวันตายด้วยมือตนเอง!” นางก้าวเข้ามาใกล้ มือเรียวงามดุจหยกสลักเอื้อมแตะแผ่นหลังที่ชุ่มเหงื่อของเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นแฝงความห่วงใยที่นางไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดมาก่อนในรอบหลายสิบปี มู่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้า ดวงตาของเขาสะท้อนภาพนางเซียนผู้สง่างามที่บัดนี้ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งทระนง คงเหลือเพียงความอ่อนล้าที่ซ่อนไว้ภายใต้ดวงตาคู่สวย “ถอยไปเถิด” มู่เหยียนกล่าวเสียงอ่อนลง ทว่าแฝงความเด็ดขาด “หากข้าต้องดับสูญ ขอให้มันเป็นไปเพราะวิถีกระบี่ที่ข้าเลือกเอง มิใช่เพราะความเมตตาของคนรอบข้าง” เขาผลักร่างนางออกอย่างเบามือ แล้วก้าวเข้าสู่ใจกลางค่ายกลศิลาที่เขียนด้วยเลือดสัตว์อสูรบรรพกาล ทันทีที่เขานั่งขัดสมาธิลง กระแสปราณสีดำทมิฬก็พุ่งพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่ตัวกระบี่ มันไม่ใช่ลมปราณทั่วไป แต่มันคือ ‘ปราณอาฆาต’ ที่เขาหลอมรวมขึ้นจากหยดเลือดและหยาดน้ำตาที่สูญเสียไป พื้นดินสั่นสะเทือน เสียงคำรามของพายุทิพย์ดังสะท้อนก้องกังวานภายในถ้ำ หินงอกหินย้อยร่วงหล่นลงมาแตกกระจายราวกับโลกภายนอกกำลังถล่มทลาย มู่เหยียนเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดวิชาลับที่เขาค้นพบจากตำราต้องห้าม ความเจ็บปวดราวกับเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรแล่นปราดไปทั่วร่าง ทุกรูขุมขนของเขาเริ่มมีเลือดซึมออกมา แต่นัยน์ตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง หานเหมยยืนดูด้วยใจที่บีบคั้น นางกำกระบี่ประจำกายแน่นจนนิ้วซีดขาว หากเขาพลาดเพียงเสี้ยววินาที ร่างกายของมู่เหยียนจะระเบิดออกเป็นจุล แต่อย่างไรเขาก็เลือกเส้นทางนี้... วิถีที่ไม่มีทางหวนคืน *“กะ...เกิดอะไรขึ้น...”* มู่เหยียนขบฟันแน่น เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะในร่างกายน่าสยดสยอง เขากำลังเผชิญกับ ‘ทัณฑ์จิตมาร’ การบำเพ็ญที่ฝืนลิขิตฟ้ามักถูกทดสอบด้วยปีศาจภายในใจ ภาพเหตุการณ์วันที่สำนักของเขาถูกเผาวอดวายย้อนกลับมาฉายซ้ำ ภาพใบหน้าของผู้เป็นมารดาที่สิ้นใจในอ้อมแขน เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของศัตรูที่เหยียบย่ำเกียรติยศของตระกูลหลี่... ทุกอย่างถาโถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์หมายจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเขาให้มอดไหม้ มู่เหยียนกัดลิ้นจนเลือดไหลซึมเพื่อดึงสติ “ข้า... ไม่ใช่เหยื่อของอดีต!” เขาสะบัดกระบี่ออกไปหนึ่งครา ลมกระบี่สีครามพุ่งแหวกอากาศตัดผ่านกำแพงศิลาหนาหลายนิ้วจนขาดสะบั้น พลังที่อัดแน่นเริ่มไหลเวียนเข้าสู่สภาวะสมดุล แต่ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ขั้น ‘กระบี่ไร้ลักษณ์นิรันดร์’ เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าถ้ำ ไม่ใช่ฝีเท้าคนเดียว... หากแต่เป็นกองทัพนับสิบที่ล้อมรอบทางออกไว้อย่างมิดชิด “หลี่มู่เหยียน! เจ้าคิดจะหลบซ่อนตัวฝึกวิชาชั่วร้ายอยู่ในรูหนูนี้ไปถึงเมื่อใด!” เสียงกังวานของเจ้าสำนักเพลิงโลกันตร์ดังเข้ามาในถ้ำ พร้อมกับกลิ่นอายของพิษรุนแรงที่คุ้นเคย ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่ฆ่าล้างครอบครัวของเขา หานเหมยชักกระบี่ออกจากฝักในทันที ประกายเย็นเฉียบวาวโรจน์ท่ามกลางความมืดมิด นางขวางหน้ามู่เหยียนไว้ด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับแม่เสือปกป้องลูกน้อย ทว่า... มู่เหยียนกลับลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาของเขามิใช่สีดำสนิทอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสีเงินวาวโรจน์ราวกับแสงจันทร์ที่เย็นเยียบที่สุด เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน กระบี่ในมือสั่นไหวเบาๆ ราวกับมันกำลังตื่นเต้นที่จะได้ดื่มกินเลือดของศัตรู เขาก้าวผ่านร่างของหานเหมยออกไปเผชิญหน้ากับแสงสว่างภายนอกที่กำลังจะกลายเป็นลานประหาร “พวกเจ้ามาได้ถูกเวลาแล้ว” มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่าขนลุก “ข้ากำลังต้องการเลือดคนโฉดเพื่อสังเวยคมกระบี่เล่มใหม่นี้พอดี” เสียงชักกระบี่ดัง ‘กริ๊ก’ ดังกังวานไปทั่วป่า ท่ามกลางความเงียบงันก่อนพายุโลหิตจะโหมกระหน่ำ เงาร่างหนึ่งในชุดดำสนิทที่ยืนอยู่หลังสุดของกองทัพศัตรูได้ก้าวออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่ใต้หน้ากากยักษ์... ใบหน้าที่มู่เหยียนจำได้ขึ้นใจ แม้จะผ่านไปสิบปีนับจากคืนนั้น คนผู้นั้นมิใช่ใครอื่น แต่คือศิษย์พี่ใหญ่ที่เคยหักหลังสำนักของเขานั่นเอง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันความมืดมิดและพิสูจน์วิถีกระบี่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอดนะครับ เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%