กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 2

จันทร์พิสุทธิ์โฉมงาม

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายลมราตรีคือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ หลี่มู่เหยียนไม่เคยใส่ใจว่าความตายจะมาเยือนในรูปแบบใด ทว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นในยามนี้ หาใช่ศัตรูจากสำนักมารไม่ หากแต่เป็นกล่องไม้จันทน์หอมสลักลายหงส์เหมันต์ที่วางอยู่เบื้องหน้า บนแท่นบูชาเก่าแก่รกร้างของอารามร้างกลางป่าทึบ ภายในนั้นคือ "คัมภีร์วิถีสุริยันจันทรา" มรดกบรรพกาลที่ชาวยุทธภพต่างแย่งชิงกันจนโลหิตท่วมแผ่นดิน "เจ้ามาช้ากว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้... หลี่มู่เหยียน" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยขึ้นจากความมืดมิดเบื้องบน ขื่อคานไม้สักเก่าคร่ำคร่าปรากฏเงาร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ นางมิได้ส่งเสียงฝีเท้าแม้แต่น้อย ราวกับนางลอยละลิ่วลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับแสงจันทร์นวลผ่องที่สาดส่องลอดช่องหลังคาผุพังลงมา เซียนหานเหมย ศิษย์เอกแห่งสำนักจันทร์พิสุทธิ์ ยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้ากล่องไม้จันทน์หอมนั้น ร่างเพรียวบางราวกับรูปสลักน้ำแข็งจากแดนสวรรค์ ใบหน้ารูปไข่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นัยน์ตาดั่งหยกคู่นั้นจับจ้องมาที่เขา ราวกับกำลังมองดูซากศพที่ไร้ลมหายใจ ทว่าในความเย็นชานั้น กลับแฝงไว้ด้วยกระแสพลังปราณที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว หลี่มู่เหยียนแย้มยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและท้าทาย เขาสะบัดชายเสื้อคลุมสีดำสนิทที่เปรอะเปื้อนฝุ่นผงจากการเดินทาง ก่อนจะก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปหา นางเซียนผู้สูงส่งผู้นี้ปราศจากความเกรงกลัวต่อชื่อเสียง "กระบี่ไร้ลักษณ์" ของเขาแม้แต่น้อย "คุณเซียนหานเหมยแห่งสำนักจันทร์พิสุทธิ์... ข้าคิดไม่ถึงว่าสตรีอันดับหนึ่งผู้สูงส่ง จะลดตัวลงมาแย่งชิงคัมภีร์มารเช่นนี้ด้วยตนเอง" หลี่มู่เหยียนเอ่ยน้ำทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกริบกวาดสำรวจเรือนร่างระหงที่แผ่ไอเย็นเยียบออกมารอบกาย "หรือว่า... สำนักจันทร์พิสุทธิ์ของท่าน เริ่มเสื่อมถอยจนต้องพึ่งพาเคล็ดวิชาสายมารเพื่อค้ำจุนสำนักแล้วกระนั้นหรือ?" คำพูดของเขาราวกับเข็มพิษที่ปักลงกลางใจ หานเหมยขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย ไอสังหารรอบกายพลุ่งพล่านขึ้นมาทันทีจนเกิดเสียงลมหวีดหวิวเบาๆ นางแค่นเสียงเย็นชาออกมาจากลำคอ "สามหัน! วาจาของเจ้าช่างสกปรกโสมมสมกับที่เป็นจอมยุทธ์พเนจรไร้หัวนอนปลายเท้า คัมภีร์ชิ้นนี้บรรพบุรุษสำนักเราเป็นผู้พิทักษ์มานับร้อยปี การที่มันตกไปอยู่ในมือของสำนักมารย่อมสร้างหายนะให้ยุทธภพ ข้าเพียงนำมันกลับคืนสู่ที่ควรอยู่ หาใช่การแย่งชิงไม่" "เช่นนั้น เหตุใดท่านจึงต้องซ่อนตัวอยู่ในความมืด และรอคอยข้าอยู่ที่นี่เล่า?" หลี่มู่เหยียนก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงสามก้าว กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์ลอยวนเวียนปะปนกันในบรรยากาศที่ตึงเครียด "ข้าว่า... ท่านเองก็ปรารถนาที่จะบรรลุขอบเขตพลังขั้นสูงสุดผ่านคัมภีร์เล่มนี้มิใช่หรือ? เซียนผู้บริสุทธิ์... แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงปุถุชนที่กระหายอำนาจไม่ต่างจากผู้อื่น" *ฉับพลัน!* ประกายแสงสีฟ้าครามสว่างวาบขึ้นพร้อมกับกระบี่อ่อนในมือของหานเหมยที่ถูกชักออกจากฝักด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอของหลี่มู่เหยียนห่างเพียงกระดาษกั้น ไอเย็นจัดจากคมกระบี่แผ่ซ่านจนผิวหนังบริเวณลำคอของเขาชาด้าน ทว่าหลี่มู่เหยียนกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นัยน์ตาของเขายังคงสบตากับนางอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มเย้ยหยันยังคงประดับอยู่บนริมฝีปาก "ช้าไป..." เขากล่าวแผ่วเบา เพียงพริบตาเดียวที่ลมหายใจสะดุด นิ้วมือขวาของหลี่มู่เหยียนที่ดีดออกไปก็สัมผัสโดนด้ามกระบี่ของนาง แรงสะท้อนจากลมปราณอันรุนแรงและลึกล้ำทำให้กระบี่ในมือหานเหมยสั่นสะท้านจนเกือบหลุดร่วง นางตกใจจนต้องถอยหลังไปสามก้าวเพื่อตั้งหลัก นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ วิชากระบี่ของเขา... รวดเร็วและไร้ร่องรอยสมคำร่ำลือจริงๆ "เจ้า..." หานเหมยกัดริมฝีปากแน่น นางไม่เคยเผชิญหน้ากับศัตรูที่รับมือยากเช่นนี้มาก่อน จอมยุทธ์ผู้นี้ไม่เพียงแต่มีวิชาฝีมือที่น่าสะพรึงกลัว แต่ยังมีวาจาที่เฉียบคมราวกับใบมีดที่คอยกรีดแทงจิตใจอันสงบนิ่งของนางให้ปั่นป่วน "ข้าเตือนท่านด้วยความหวังดี หานเหมย..." หลี่มู่เหยียนลดมือลง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย "คัมภีร์ในกล่องนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อครอบครอง มันคือคำสาป หากท่านเปิดมันออก ความตายคือสิ่งเดียวที่รอท่านอยู่" "เจ้าเอาอะไรมามั่นใจ?" นางถามกลับเสียงแข็ง พยายามควบคุมหัวใจที่เต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ "เพราะข้าเคยสูญเสียทุกสิ่งไปเพราะวิชาในคัมภีร์นั้นมาแล้ว..." หลี่มู่เหยียนเงียบไปชั่วขณะ นัยน์ตาคู่คมฉายแววเจ็บปวดล้ำลึกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความทะนงตน "ครอบครัวของข้า สำนักของข้า ถูกล้างบางด้วยพิษจากผู้ที่ฝึกฝนวิชาในคัมภีร์เล่มนี้ หากท่านไม่อยากให้สำนักจันทร์พิสุทธิ์ต้องมีจุดจบเดียวกัน จงปล่อยมันไว้ที่นี่" หานเหมยชะงักงัน นางมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นแห่งอดีตของชายหนุ่ม ความเย็นชาในแววตาของนางค่อยๆ ละลายหายไปทีละน้อย ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก ความเห็นอกเห็นใจที่นางไม่เคยมีให้ผู้ใด กลับถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยจอมยุทธ์พเนจรผู้เย่อหยิ่งผู้นี้ ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มผ่อนคลายลง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นจากภายนอกอาราม พร้อมกับกลิ่นอายพิษอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ขยายเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณ "ฮ่าๆๆๆ หลี่มู่เหยียน! หานเหมย! พวกเจ้าสองคนคิดว่าจะแย่งชิงคัมภีร์ไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?" เสียงหัวเราะก้องกังวานและน่าสะוליกลัวดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของชายชราสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกกัดกินด้วยพิษจนน่าเกลียดน่ากลัว ก้าวเข้ามาขวางทางออกทั้งหมดไว้ ปรมาจารย์พรรคพิษโลหิตปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับยอดฝีมือในสังกัดนับสิบคน แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือด หานเหมยหน้าถอดสี นางรู้ทันทีว่าพวกมันสะกดรอยตามนางมาตั้งแต่แรก เพื่อใช้เป็นทางนำทางไปยังที่ซ่อนของคัมภีร์ หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลง ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นในทันที ปราณกระบี่รอบตัวเริ่มแผ่ซ่านออกมาเป็นระลอกคลื่น พริบตานั้นเอง เขาก็ก้าวเข้าไปประชิดร่างของหานเหมย มือหนาคว้าเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว "เกาะข้าไว้ให้แน่น..." หลี่มู่เหยียนกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มนุ่มทรงพลังจนทำให้นางใจสั่นสะท้าน "คืนนี้... เรามาดูกันว่ากระบี่ไร้ลักษณ์ของข้า หรือพิษโลหิตของมัน จะเป็นฝ่ายแหลกสลายก่อนกัน" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้า แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%