"หากความตายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดาน ยุทธภพนี้คงเป็นเพียงสุสานของผู้ฉลาดหลักแหลม... ท่านว่าจริงหรือไม่, ประมุขพรรคโลหิต?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังสำริดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโถงใหญ่พรรคอสูรโลหิต แสงคบเพลิงสีแดงฉานสั่นไหวตามแรงลมราตรี ทอดเงาทอดยาวของหลี่มู่เหยียนให้ทาบทับอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์กระดูก ท่ามกลางหมู่ศัตรูที่รายล้อมนับร้อยชีวิต แต่ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทของเขากลับยืนหยัดอย่างสง่างาม ดุจดั่งยอดเขาคีรีที่ไม่อาจสั่นคลอนด้วยพายุ
บนบัลลังก์... ประมุขพรรคโลหิต "เทียนกงซิง" แค่นยิ้มเย็นเยียบ แววตาสีชาดจ้องมองจอมยุทธ์หนุ่มผู้ถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์ราวกับมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง
"หลี่มู่เหยียน... เจ้าคิดว่าการก้าวเข้ามาถึงใจกลางพรรคอสูรโลหิตด้วยตัวคนเดียว จะทำให้เจ้ากลายเป็นผู้กำชัยรึ? ห망ลำพองเกินไปแล้ว!" เทียนกงซิงสะบัดชายแขนเสื้อ ปราณโลหิตพวยพุ่งออกมาราวกับคลื่นทะเลคลั่ง บีบอัดบรรยากาศรอบตัวจนผู้มีฝึกยุทธ์ระดับต่ำถึงกับหายใจติดขัด
ทว่า หลี่มู่เหยียนหาได้สะทกสะท้านไม่ แววตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองไปทั่วห้องโถง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่กลุ่มผู้วอาวุโสฝ่ายพรรคพวกพ้องธรรมะที่นั่งอยู่ ณ แดนรับรองฝั่งซ้าย สีหน้าของบุคคลเหล่านี้ซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย เพราะความจริงที่กำลังจะถูกเปิดโปงหาได้เป็นเพียงเรื่องราวนอกรีตของพรรคอสูรโลหิต หากแต่เป็น "หนอนบ่อนไส้" ที่ฝังรากลึกอยู่ในยุทธภพฝ่ายธรรมะมาเนิ่นนาน
ในวินาทีนั้นเอง... ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะโปรยปรายก็ก้าวเข้ามาทางประตูใหญ่ กลิ่นอายความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านสะกดสายตาทุกคู่ เซียนหานเหมยปรากฏกายขึ้นพร้อมกับกระบี่จันทร์พิสุทธิ์ในฝัก นางไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ สักคำ ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวนางกลับทำให้เหล่ามือสังหารของพรรคโลหิตต้องถอยกรูดโดยสัญชาตญาณ
สายตาของหลี่มู่เหยียนและหานเหมยประสานกันชั่วพริบตาเดียว... ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความไว้วางใจอันลึกซึ้งที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในวิถียุทธภพอันโดดเดี่ยวนี้
"หานเหมย... เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงพาคนบุกรุกแดนดิบเถื่อนเช่นนี้ สำนักจันทร์พิสุทธิ์อยากประกาศสงครามกับพวกเราอย่างนั้นรึ!" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งจากพรรคฝ่ายธรรมะลุกขึ้นชี้หน้าตวาดด้วยความร้อนรน
เซียนหานเหมยปรายตามองบุรุษผู้นั้นด้วยแววตาที่เยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง "ผู้อาวุโสจ้าว... ท่านร้อนรนเกินไปแล้วกระมัง ข้าเพียงมาดูว่าเหตุใด 'ยาพิษสลายวิญญาณ' ที่ใช้ล้างสำนักตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อน จึงมีร่องรอยปราณโลหิตของพรรคพวกท่านปะปนอยู่"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในโถงใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวingก้องกังวานของเทียนกงซิง
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างฉลาดล้ำลึกนัก! มู่เหยียน... เจ้าใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ เพื่อตลบหลังหมากกระดานนี้ให้กระจ่างแจ้ง แต่น่าเสียดาย... หมากที่เจ้าเดิน พลาดไปก้าวหนึ่ง!"
เทียนกงซิงสะบัดมือขวา ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งถูกโซ่ตรวนตรึงไว้ในสภาพสะินสะทอม เลือดอาบไปทั่วร่าง และเมื่อหลี่มู่เหยียนเห็นใบหน้านั้น หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ... นั่นคือ "ผู้อาวุโสเมิ่ง" อาจารย์ผู้ล่วงลับที่เขาเคยคิดว่าเสียชีวิตจากพิษไปแล้ว!
"มู่เหยียน... อาจารย์ของเจ้า ไม่ได้ตายเพราะพิษของข้า... แต่ตายเพราะความลับที่เขารู้เกี่ยวกับตัวเจ้าต่างหาก!" เทียนกงซิงแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับที่ผู้อาวุโสเมิ่งเงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกโพ้าง ริมฝีปากสั่นระริกก่อนจะเอ่นคำพูดที่ทำให้โลกทั้งใบของหลี่มู่เหยียนพังทลายลงในพริบตา
"มู่เหยียน... หนีไป... คนที่ฆ่า... ครอบครัวเจ้า... คือ..."
*ฉึบ!*
กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งทะลวงจากด้านหลัง ปักเข้ากลางอกของผู้อาวุโสเมิ่งอย่างเลือดเย็น เลือดสีดำทะลักออกมาราวกับทำนบแตก ร่างชราทรุดฮวบลงคาตา
หลี่มู่เหยียนเบิกตากว้าง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ร่างกายสั่นเทิ้วด้วยความโกรธเกรี้ยวและตกใจสุดขีด เมื่อผู้ที่ลงมือสังหารผู้อาวุโสเมิ่งเพื่อปิดปาก... กลับเป็น "เซียนหานเหมย" ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาเมื่อครู่!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันความมืดมิดและพิสูจน์วิถีกระบี่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอดนะครับ
เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 26
หมากรุกกระดานยุทธภพ
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!