กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 27

คำสารภาพของหญิงสาว

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
"โลหิตตระกูลหลี่ที่แปดเปื้อนบนผืนแผ่นดินนี้ มิอาจชำระให้สะอาดด้วยเพียงน้ำค้างในยามราตรี... เจ้ายังกล้าเอ่ยปากบอกให้ข้าละวางความแค้นกระนั้นหรือ?" น้ำเสียงของหลี่มู่เหยียนแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดแห่งจิตวิญญาณที่บาดลึกถึงกระดูกดำ เงาร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มของเขายืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าผาหินผุพัง หยาดฝนปนหมอกหนาทึบของเทือกเขาอัสดงซัดสาดเข้าใส่แผ่นหลังกว้างจนเปียกชุ่ม ทว่าปราณกระบี่ไร้ลักษณ์รอบตัวกลับแผ่ซ่านไอความเย็นยะเยือกออกมาขับไล่หยาดน้ำเหล่านั้นให้ระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวโพลน เบื้องหลังของเขาคือเซียนหานเหมย นางยังคงรักษาท่าทีสง่างามเยือกเย็นดั่งรูปสลักหยกขาว ทว่าอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของสำนักจันทร์พิสุทธิ์บัดนี้กลับมีรอยขาดวิ่นจากคมดาบของมือสังหารเงาโลหิตเมื่อค่ำคืนก่อน เม็ดเหงื่อผสมกับหยดน้ำค้างเกาะพราวอยู่บนขนงโค้งดั่งคันศรและแพขนงตาดำขลับที่กำลังสั่นไหวเล็กน้อย—อาการสั่นไหวที่ตลอดชีวิตสามสิบปีของการบำเพ็ญเพียรในแดนเซียน นางไม่เคยแสดงมันออกมาให้ผู้ใดได้เห็น "ข้าไม่ได้บอกให้ท่านละวางความแค้น..." สุ้มเสียงของหานเหมยแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว แต่มันกลับก้องกังวานชัดเจนในความเงียบงันของหุบเหวเบื้องล่าง นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้แผ่นหลังที่ดื้อรั้นและโดดเดี่ยวของชายหนุ่มทีละก้าว ปลายรองเท้าผ้าปักลายเมฆาเหยียบบนพื้นหญ้าเปียกชื้นโดยไร้ซึ่งซุ่มเสียง "แต่ข้า... กำลังบอกให้ท่านมองมาที่ข้า" หลี่มู่เหยียนชะงักฝ่ามือที่กำลังกำด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า หัวใจของเขาถูกพันLผูกไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งอดีตที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เสียงกรีดร้องของมารดาและน้องสาวในคืนเพลิงผลาญยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทไม่เคยจางหาย สำหรับเขาแล้ว โลกใบนี้เหลือเพียงภารกิจเดียว—ลากคอผู้อยู่เบื้องหลังสำนักพิษโลหิตมารับทัณฑ์กระบี่ ความรัก? ความผูกพัน? สิ่งเหล่านี้คือความอ่อนแอ และความอ่อนแอในยุทธภพคือความตาย "หานเหมย..." หลี่มู่เหยียนเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง โดยไม่ยอมหันกลับไปเผชิญหน้ากับนาง "เจ้าก็รู้ว่าเส้นทางที่ข้าเดินอยู่คือหนทางแห่งความตาย ศัตรูที่ข้าต้องเผชิญหน้ามีแต่ยอดฝีมือที่ใช้พิษร้ายกาจและเล่ห์เหลี่ยมไร้คุณธรรม การที่เจ้าเอาชีวิตอันสูงส่งของศิษย์เอกสำนักจันทร์พิสุทธิ์มาผูกติดไว้กับคนจรจัดผู้มีแต่รอยแผลเช่นข้า... มันคุ้มค่าตรงไหน?" *พรึบ!* ร่างระหงของนางเซียนผู้เยือกเย็นพุ่งเข้าประชิดแผ่นหลังของเขาอย่างรวดเร็วดั่งภาพลวงตา ก่อนที่หลี่มู่เหยียนจะทันได้ตั้งตัว สองแขนเรียวบางที่ซ่อนภายใต้ผ้าแพรสีขาวก็โอบกอดรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น ใบหน้าเนียนนุ่มแนบลงกับแผ่นหลังกว้างที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าเปียกชื้น ความอบอุ่นจากร่างกายของหญิงสาวแผ่ซ่านทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของเขาอย่างรุนแรง ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางทะเลสาบน้ำแข็ง หลี่มู่เหยียนร่างแข็งทื่อ ลลมหายใจสะดุดกึก กระบี่ในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น "คุ้มค่าหรือไม่... ให้สวรรค์เป็นผู้ตัดสินเถอะ" เสียงของหานเหมยสั่นเครือเล็กน้อย ความเย็นชาทั้งปวงที่นางเพียรสร้างขึ้นมาตลอดหลายสิบปีเพื่อปกป้องหัวใจตนเอง บัดนี้ได้พังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว หยาดน้ำตาอุ่นร้อนหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาดอกบัวสวรรค์ ซึมผ่านเสื้อผ้าของชายหนุ่มลงไปสัมผัสกับผิวเนื้อของเขาโดยตรง "ท่านคิดว่าข้าเลือกที่จะติดตามท่านมาไกลถึงเพียงนี้เพราะความสงสารกระนั้นหรือ? ท่านคิดว่าวิชา 'จิตจันทร์กระจ่าง' ของสำนักข้าฝึกฝนเพื่อสิ่งใด? หากไม่ใช่เพราะข้าใช้มันเพื่อสำรวจลมหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจท่านในทุกย่างก้าว เพื่อให้มั่นใจว่าท่านจะยังมีชีวิตอยู่รอดในยามที่ท่านบาดเจ็บสาหัส!" คำสารภาพที่เก็บงำไว้ใต้ความเย็นชามาเนิ่นนานถูกพรั่งพรูออกมา ราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่พังทลาย หานเหมยซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขา ปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหมดระบายออกมาผ่านหยดน้ำตา นางไม่สนใจกฎเกณฑ์ของสำนัก ไม่สนใจชื่อเสียงในฐานะเซียนผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไป ในวินาทีนี้ นางเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาผู้หนึ่ง ที่กำลังหวาดกลัวว่าชายที่ตนมอบหัวใจให้จะหายลับไปกับความมืดมิดชั่วนิรันดร์ หลี่มู่เหยียนหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจของเขาติดขัด ความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่เคยค้ำจุนเขามาตลอดหลายปี คล้ายกับถูกบดขยี้ด้วยความจริงอันหนักหน่วงในอ้อมกอดนี้ เขาก้มมองมือข้างที่เคยสังหารคนมานับไม่ถ้วน มือคู่นี้ที่เปื้อนเลือดและคราบพิษ มือที่สมควรจะสัมผัสแต่ความตายและความโดดเดี่ยว แต่วินาทีนี้ มันกลับสั่นเทาเมื่อยกขึ้นมาสัมผัสกับท่อนแขนเรียวบางที่โอบกอดเขาอยู่ "เจ้าคนโง่..." หลี่มู่เหยียนเค้นเสียงออกมาอย่างยากเย็น แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เจือปนไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย "ข้าเป็นคนบาปที่ถูกจองจำในขุมนรกแห่งความแค้น... การเดินตามหลังข้า มีแต่จะทำให้เงาแห่งความตายทาบทับลงบนตัวเจ้า" "ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะขอร่วมเดินเคียงข้างท่านลงสู่นรกนั้นด้วย" หานเหมยผละออกจากแผ่นหลังของเขาเล็กน้อย แต่มือทั้งสองยังคงกำชายเสื้อของเขาไว้แน่น นางเงยหน้าขึ้นสบตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของเขา ดวงตาคู่สวยที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ประกายแสงแห่งความเด็ดเดี่ยวเจิดจ้า "ท่านคิดว่าข้ากลัวความตายหรือ? หรือท่านคิดว่าสำนักจันทร์พิสุทธิ์จะสำคัญกว่าลมหายใจของท่านในยามนี้? หลี่มู่เหยียน... ท่านรู้จักกระบี่ของท่านดี แต่ท่านไม่เคยรู้จักหัวใจของตัวเองเลย" สายลมยามราตรีพัดโชยกลิ่นไอฝนและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยป่าที่บานสะพรั่งท่ามกลางความหนาวเหน็บ บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาหยุดเดินเพื่อให้คนทั้งสองได้เผชิญหน้ากับความจริงที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ หลี่มู่เหยียนค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาของทั้งสองประสานกันในความมืดที่ถูกแสงจันทร์สลัวลอดผ่านเมฆหมอกส่องกระทบลงมา ใบหน้าของนางเซียนผู้เยือกเย็นเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตาและหยาดฝน ทว่ากลับงดงามตรึงตาตรึงใจยิ่งกว่าเซียนองค์ใดในแดนสวรรค์ มือหนายื่นออกไปอย่างลังเล ก่อนจะวางลงบนแก้มนวลเนียนที่เย็นเฉียบของนางอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาของยอดฝีมือผู้ใช้กระบี่ไร้ลักษณ์ "หากข้าต้องตายในวันพรุ่งนี้..." หลี่มู่เหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในชีวิต "...เจ้าจะเสียใจหรือไม่ที่มอบหัวใจให้แก่ข้า?" หานเหมยไม่ตอบคำถาม นางยกมือขึ้นทาบกับฝ่ามือหยาบกร้านของเขาที่แนบอยู่บนแก้มของนาง รอยยิ้มบางเบาที่งดงามราดอกบัวหิมะผลิบานท่ามกลางฤดูหนาวปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม "ถ้าไม่มีท่าน โลกใบนี้ต่อให้กว้างใหญ่เพียงใด ก็เป็นเพียงคุกน้ำแข็งที่ไร้ซึ่งความหมาย..." นางขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันและกัน "ดังนั้น... จงใช้กระบี่ของท่านปกป้องข้า และข้าจะใช้ชีวิตของข้า... เป็นโล่คุ้มกันหลังให้ท่าน" หลี่มู่เหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุด ความมืดมิดที่กัดกินวิญญาณของเขามาเนิ่นนาน คล้ายกับถูกแสงสว่างจากดวงตาคู่นั้นแผดเผาจนจางหายไป ความแค้นยังคงอยู่ พันธะแห่งเลือดยังต้องชำระ ทว่าหัวใจของเขากลับไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว เขาดึงร่างระหงเข้ามาแนบอกในอ้อมกอดอันอบอุ่น แขนแกร่งโอบกอดเอวบางไว้มั่น ราวกับต้องการหลอมรวมวิญญาณของนางให้เป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง ท่ามกลางหุบเขาอันเหน็บหนาวและเงาทะมึนของยุทธภพที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบอันงดงามกำลังโอบอุ้มหัวใจของคนทั้งสองไว้ เสียงสะท้อนแผ่วเบาของฝ่าเท้าที่เหยียบบนกิ่งไม้แห้งก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องล่างหน้าผา ห่างออกไปไม่ถึงสามสิบก้าว *แกร็ก...* หลี่มู่เหยียนชะงักกึก สัญชาตญาณมือสังหารของเขาลุกโชนขึ้นในเสี้ยววินาที ร่างกายขยับตอบสนองเร็วกว่าความคิด มือขวาตวัดไปที่ด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ข้างเอวทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังความมืดเบื้องล่างด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านรุนแรง หานเหมยเองก็ดึงกระบี่จันทร์กระจ่างออกจากฝักครึ่งหนึ่งอย่างไร้ซุ่มเสียง บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนจากความหวานซึ้งเป็นความตึงเครียดถึงขีดสุดในพริบตา เงาร่างสีดำทมิฬนับสิบสายปรากฏขึ้นบนยอดไม้เบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ ไอปรากฏพิษสีม่วงเข้มลอยฟุ้งกระจายออกมาจากร่างของพวกมันจนใบไม้รอบด้านเหี่ยวเฉาลงทันตาเห็น และที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้นำของกลุ่มมือสังหารเหล่านั้น... เป็นบุคคลที่หลี่มู่เหยียนคิดว่าได้ตายไปพร้อมกับเพลิงผลาญในคืนล้างสำนักเมื่อสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันความมืดมิดและพิสูจน์วิถีกระบี่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอดนะครับ เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%