กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์•ตอนที่ 19

รอยน้ำตาบนหน้ากากเซียน

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
"คมกระบี่ของเจ้า... ยังกล้าเอ่ยถึงคำว่าคุณธรรมอีกหรือ มู่เหยียน!" เสียงตวาดก้องกังวานด้วยความเจ็บปวดสะท้านสะเทือนทั่วโถงอสูรโลหิต กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายเย็นเยียบของคัมภีร์พิษหมื่นศตวรรษที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของเซียนหานเหมย นางยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาบรรพจารย์สำนักจันทร์พิสุทธิ์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดสีชาดจากกระบี่วิญญาณจันทร์เสี้ยวในมือ ดวงตาคู่งามที่เคยเย็นชาราวรูปสลักน้ำแข็งบัดนี้แดงก่ำ เอ่อ3คลอด้วยหยดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้สุดชีวิต มู่เหยียนยืนนิ่งอยู่เบื้องล่าง ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือข้างขวายังคงมีหยดโลหิตไหลรินลงสู่พื้นหินทีละหยด เสียง "ติ๋ง... ติ๋ง..." นั้นดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาคมกริบของจอมยุทธ์หนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรงเมื่อตระหนักว่าปมแค้นครั้งนี้มีความลับเบื้องหลังที่ดำมืดและลึกล้ำยิ่งกว่าที่คาดคิดไว้หลายร้อยเท่า! ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงฉายชัดในห้วงคำนึง ความจริงที่ถูกปิดตายภายใต้ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของสำนักจันทร์พิสุทธิ์ได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว มารดาของเขาไม่ได้ตายด้วยน้ำมือของสำนักมารโลหิตตามที่เคยเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วถูกประหารด้วยกระบี่จันทร์เสี้ยวเล่มที่หานเหมยถืออยู่... ภายใต้คำสั่งของเจ้าสำนักจันทร์พิสุทธิ์ผู้เป็นอาจารย์ของนางเอง! "หานเหมย..." หลี่มู่เหยียนเอ่ยชื่อนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับรู้สึกเจ็บแปล๊บราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง "เจ้าล่วงรู้ความจริงข้อนี้มานานแค่ไหนแล้ว?" หานเหมยสะท้านเฮือก ร่างเพรียวระหงสั่นเทาเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว กระบี่ในมือสั่นระริกไม่ต่างจากจิตใจ นางจะตอบเขาได้อย่างไร ว่าตลอดเวลาที่นางมอบหัวใจทั้งดวงให้กับจอมยุทธ์พเนจรผู้เย็นชาผู้นี้ นางแบกรับความลับอันน่าอดสูและบาปหนาเพียงใดไว้บนบ่า "ข้า..." หานเหมยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียง "ข้าเพิ่งล่วงรู้... ในวันที่เจ้าก้าวเข้าสู่เขตแดนสำนักเราครั้งแรก... มู่เหยียน เจ้าจงหนีไปเสีย! อย่าได้หันหลังกลับมาอีก!" "หนีงั้นหรือ?" มู่เหยียนแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความสนุกสนานโดยสิ้นเชิง "เจ้าคิดว่าความแค้นตระกูลหลี่สามสิบชีวิต ล้างออกได้ด้วยคำว่า 'หนี' อย่างนั้นหรือ หานเหมย? เจ้าบอกให้ข้าตัดใจจากความแค้น เสมือนที่เจ้ากำลังจะตัดใจจากข้าใช่หรือไม่!" น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวยของเซียนหานเหมย ไหลผ่านแก้มเนียนนุ่มทาบทับลงบนหน้ากากเซียนเงินยวงที่นางสวมใส่ไว้ครึ่งหน้า รอยน้ำตาบนหน้ากากเซียนนั้นสะท้อนแสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างหินลงมา ราวกับหยาดน้ำค้างบนกลีบเหมันต์ที่กำลังจะแหลกสลาย "เจ้าไม่เข้าใจ..." หานเหมยส่ายหน้าช้าๆ แว่นตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "ถ้าเจ้าเลือกที่จะล้างแค้นในวันนี้ เจ้าจะต้องก้าวผ่านศพของข้าไปก่อน... หรือไม่ก็... เจ้าต้องสังหารอาจารย์และศิษย์ร่วมสำนักนับร้อยชีวิตของข้า!" นี่คือการตัดสินใจที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตของนาง กฎเหล็กแห่งยุทธภพและพันธะแห่งสำนักจันทร์พิสุทธิ์ผูกมัดนางไว้ด้วยคำว่า "กตัญญู" และ "หน้าที่" แต่อีกด้านหนึ่งคือบุรุษผู้เป็นเจ้าของดวงใจ ดวงวิญญาณของนางถูกฉีกกระชากออกเป็นสองส่วนระหว่างสำนักผู้ให้กำเนิดวิชาและบุรุษที่นางรักยิ่งกว่าชีวิต ยุทธภพร่ำลือกันว่า เซียนหานเหมยผู้เย็นชาไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่า... หัวใจที่ไร้ความรู้สึกนั้น เมื่อยามแตกสลาย มันกลับเจ็บปวดทรมานจนแทบอยากจะหยุดหายใจ มู่เหยียนเงียบงัน แววตาของเขาสลับซับซ้อนเกินกว่าจะหยั่งถึง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาฝึกฝนมาเพื่อตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง แต่ในยามนี้ กระบี่ในมือกลับหนักอึ้งดั่งแบกภูเขาไว้ทั้งลูก สำนักจันทร์พิสุทธิ์มีค่ายากลืนกินวิญญาณและค่ายกลกระบี่เก้าสวรรค์คุ้มกันอยู่ หากเขาเลือกจะล้างบางในวันนี้ แม้เขาจะฝ่าด่านเข้าไปได้ แต่หานเหมย... หญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา จะต้องกลายเป็นคนทรยศต่อสำนัก และมีจุดจบที่ไม่ต่างอะไรกับการถูกประหารด้วยัณฑ์สวรรค์ "หานเหมย..." หลี่มู่เหยียนขยับฝ่าเท้าก้าวเข้าไปหาช้าๆ น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังอย่างยิ่ง "เจ้าคิดว่าตัวข้า... หลี่มู่เหยียน ผู้นี้ จะยอมให้ผู้หญิงที่ข้ารักต้องมาแบกรับบาปแทนข้าอย่างนั้นหรือ?" "อย่าเข้ามานะ!" หานเหมยตวาดเสียงกร้าว ยกกระบี่วิญญาณจันทร์เสี้ยวชี้ตรงมาที่อกของเขา ปลายกระบี่สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ พลังปราณสีครามเย็นเยียบแผ่พุ่งออกมาจนอากาศรอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "ถ้าเจ้ายังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้า... ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ปลิดชีพตัวเองต่อหน้าเจ้า!" บรรยากาศในโถงอสูรโลหิตหยุดชะงักลงทันที มู่เหยียนหยุดฝ่าเท้าลงในระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือ เขามองลึกลงไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวดของนาง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมลมปราณที่ปั่นป่วนในกาย ท่ามกลางความตึงเครียดที่พุ่งถึงขีดสุดนี้เอง เขากลับคลี่ยิ้มออกมา รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความทะนงตนและความเด็ดเดี่ยวในวิถีกระบี่ของตน "เจ้าขู่ข้าด้วยความตายหรือ หานเหมย?" มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่มั่นคงดั่งขุนเขา "เจ้าก็รู้ว่าชีวิตของข้า... ตั้งแต่วันที่ครอบครัวถูกเผาทำลาย ข้าก็ตายไปตั้งแต่สวันนั้นแล้ว เหตุผลเดียวที่ข้ายังคงหายใจอยู่บนโลกที่โสมมนี้ ก็เพื่อทวงความยุติธรรม... และเพื่อปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของคนกลุ่มนั้น!" "เจ้าหมายความว่าอย่างไร..." หานเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่มู่เหยียนจะได้เอ่ยคำใดออกมา ประโยคคำตอบของเขาก็ถูกกลืนหายไปกับเสียงระเบิดกัมปนาทที่ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากเบื้องล่าง! *ตูมมมม!* พื้นหินแกรนิตหนาทึบของโถงอสูรโลหิตแตกกระเซ็นเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดมหาศาลซัดสาดเอาเศษหินและฝุ่นควันตลบอบอวล แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามาในพริบตา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับเสียงมาจากขุมนรก "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพความรักที่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก! เสียดายที่วันนี้... ไม่มีใครในที่นี้จะได้ออกไปจากหุบเขานี้ทั้งสิ้น!" เงาร่างสีดำสนิทสามร่างพุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นดิน แต่ละร่างแผ่ไอพิษสีม่วงเข้มข้นจนต้นไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉาแห้งตายลงในพริบตา ผู้นำกลุ่มเป็นชายชราสวมหน้ากากกระดูกอสูร ดวงตาสองข้างเปล่งประกายสีเขียวโลหิตอย่างน่าสยดสยอง เซียนหานเหมยหน้าถอดสีทันที นางอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด "ผู้อาวุโส... ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักมารโลหิต! พวกมัน... พวกมันแอบเข้ามาในเขตหวงห้ามได้อย่างไร?!" มู่เหยียนหรี่ตาลงทันที ประกายกระบี่ในดวงตาฉายชัด ร่างของเขาพุ่งวูบไปขวางหน้าหานเหมยไว้อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ชี้ตรงไปยังผู้มาเยือนทั้งสามด้วยความเยือกเย็น "พวกมันไม่ได้เพิ่งเข้ามา..." มู่เหยียนกล่าวเสียงต่ำ ดวงตาจ้องเขม็งไปยังชายชราสวมหน้ากากกระดูกอสูร "แต่พวกมัน... รอเวลานี้มานานแล้วต่างหาก!" ชายชราผู้นั้นหัวเราะลั่นในลำคอ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทั้งมู่เหยียนและหานเหมยต้องตื่นตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น "ถูกต้อง... ขอบคุณคุณหนูหานที่ช่วยเปิดค่ายกลกระบี่จันทร์เสี้ยวให้พวกเราเข้าถึงแก่นแท้ของคัมภีร์พิษ... ตอนนี้ หนี้เลือดของสำนักมารโลหิตกับสำนักจันทร์พิสุทธิ์... ถึงเวลาชำระสะงลให้สิ้นซากแล้ว!" ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นและบีบคั้นนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบจันทร์พิสุทธิ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%