เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นหินชื้นแฉะของดันเจี้ยนชั้นใต้ดิน ไม่ได้มีแค่สองคู่ดังที่เรย์คาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก
บรรยากาศรอบกายอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นของซากอิฐปรักหักพังและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ความมืดมิดในอุโมงค์นี้ถูกขับให้ดูน่ากลัวยิ่งขึ้นด้วยคบเพลิงเวทมนตร์ที่ริบหรี่ ใต้แสงไฟสีส้มสลัว เงาทอดยาวของทั้งเรย์และเอลาร่าทาบทับลงบนผนังหิน ทว่าในมุมอับสายตา กลับมีเงาที่สามและสี่เคลื่อนไหวอย่างสอดประสานราวกับภาพสะท้อนในกระจกแตก
“ระวังตัวด้วยครับเอลาร่า” เรย์เอ่ยเสียงกระซิบ ร่างกายหยุดชะงักทันที ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกวาดมองไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว สมองของเขาประมวลผลรูปแบบโค้ดพลังงานเวทมนตร์ที่กระจายตัวอยู่ในอากาศอย่างเงียบเชียบ “รูปแบบการกระจายตัวของมานาตรงจุดอับมุมเลี้ยวข้างหน้า ไม่ใช่พฤติกรรมของมอนสเตอร์ทั่วไปตามระบบฐานข้อมูล... พวกมันถูกควบคุมด้วยคำสั่งชุดเดียวกัน”
เอลาร่ากระชับดาบยาวในมือมั่น สัญชาตญาณนักรบของเธอกำลังกรีดร้องเตือนภัย กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งตัวพร้อมรับมือกับการปะทะ เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อลดศูนย์ถ่วง สายตาคมกริบกวาดมองความมืดเบื้องหน้าอย่างไม่ประมาท “ไม่ใช่สัตว์อสูรป่าเหรอเรย์? หรือว่าจะเป็นกองกำลังลาดตระเวนของพวกมันกันแน่?”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างครับ” เรย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงความเคร่งเครียดไว้ลึกๆ นิ้วเรียวยาวขยับเคาะเบาๆ ที่อากาศว่างเปล่า หน้าต่างอินเทอร์เฟซสีฟ้าใสที่คนอื่นมองไม่เห็นปรากฏขึ้นปลายนิ้ว “สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่... คือระบบป้องกันอัตโนมัติของดันเจี้ยนชั้นนี้ต่างหากล่ะครับ”
สิ้นเสียงของเรย์ พื้นหินเบื้องหน้าก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ประหนึ่งมีกลไกขนาดยักษ์กำลังทำงานอยู่ใต้พื้นดิน เสียงเฟืองขัดกันดัง *คลิк... คลิк...* ก้องกังวานไปทั่วอุโมงค์แคบๆ
ทันใดนั้นเอง ผนังหินด้านข้างก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นร่างของหุ่นเชิดกลไกเวทมนตร์ (Golem Guard) สูงเกือบสามเมตร ดวงตาสสีแดงฉานส่องประกายวาวโรจน์ในความมืด พวกมันไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนสิ่งมีชีวิต หากแต่ถูกประกอบขึ้นจากแผ่นโลหะเวทมนตร์สีดำสนิทและเส้นใยมานาที่เรืองแสงสีฟ้าเข้ม
ตึ้ง!
หุ่นเชิดตัวแรกพุ่งทะยานออกมาจากผนังด้วยความเร็วที่สวนทางกับขนาดเทอะทะ กรงเล็บเหล็กกล้าฟาดเข้าใส่จุดที่เรย์ยืนอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน แรงปะทะทำให้เศษหินกระเด็นว่อน อากาศรอบข้างสั่นไหวด้วยคลื่นกระแทก
เรย์ดีดตัวหลบถอยหลังอย่างงดงาม รองเท้าผ้าใบเหยียบย่ำลงบนพื้นหินส่งเสียงเฉียบคม เขาส่งสัญญาณมือบอกแผนการทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด “เอลาร่า! ทางซ้ายสามสิบองศา... ทำลายจุดเชื่อมต่อข้อต่อหัวเข่าของมันครับ!”
“รับทราบ!”
เอลาร่าพุ่งทะยานออกไปราวกับสายลม พลังมานาธาตุลมสีเขียวอ่อนเคลือบคมดาบจนเปล่งประกายเจิดจ้า เธอหมุนตัวหลบหมัดเหล็กที่เหวี่ยงสวนกลับมาอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะตวัดดาบฟันเข้าที่ข้อต่อหัวเข่าของหุ่นเชิดกลไกอย่างแม่นยำและดุดัน
เคร้ง! ประกายไฟสارتกระฉูดออกมาพร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น แรงเหวี่ยงจากการโจมตีผสานกับความเปราะบางของจุดเชื่อมต่อที่เรย์วิเคราะห์ไว้ ทำให้หุ่นเชิดยักษ์เสียการทรงตัวและทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นทันที
“เยี่ยมมากครับ!” เรย์เอ่ยชมสั้นๆ มือขวาตวัดเรียกหน้าต่างคำสั่งระบบขึ้นมา รัวนิ้วพิมพ์ชุดโค้ดคำสั่งยับยั้งชั่วคราว (Debug Command) ลงไปในอากาศอย่างรวดเร็ว แสงสีทองจางๆ พุ่งออกจากปลายนิ้วของเขาเข้าไปฝังอยู่ในแกนกลางของหุ่นเชิดกลไกที่กำลังพยายามลุกขึ้นสู้
แสงสีแดงในดวงตาของหุ่นเชิดกระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลง ร่างมหึมาหยุดนิ่งสนิท ราวกับถูกตัดสวิตช์ไฟ
“ระบบของพวกมันซับซ้อนกว่าที่ผมคาดไว้มากเลยครับ” เรย์พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด แม้สีหน้าจะยังคงนิ่ง
สงบ แต่เม็ดเหงื่อบางๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผม “การที่เราเข้ามาลึกถึงชั้นนี้ ทำให้ระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุดของดันเจี้ยนตื่นจากการหลับใหล... ดูเหมือนว่าเรากำลังเดินเข้าสู่ใจกลางของห้องทดลองโบราณจริงๆ เสียแล้วล่ะครับ”
เอลาร่าเดินกลับมายืนเคียงข้าง เธอใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบเขม่าบนคมดาบ สายตาจับจ้องลึกลงไปในอุโมงค์เบื้องหน้าที่ทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด “แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นนี่เรย์ ถ้าอยากได้ชิ้นส่วนพลังงานมาซ่อมแซมประตูมิติและหาทางกลับบ้าน... เราก็ต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น”
“ถูกต้องครับ” เรย์พยักหน้ารับ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความมุ่งมั่น “ถึงแม้อัตราความสำเร็จในการเคลียร์ดันเจี้ยนนี้จะลดลงเหลือเพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม... แต่ถ้าเป็นพวกเราสองคน ผมเชื่อว่าเราจะหาช่องโหว่และพามันทะลวงผ่านไปได้แน่นอนครับ”
ทั้งสองก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ลึกลงไปในความมืดอีกครั้ง เสียงฝีเท้าประสานกันเป็นจังหวะท่ามกลางความเงียบงันของดันเจี้ยนโบราณ
ทว่า... ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะก้าวพ้นผ่านซุ้มประตูหินแกะสลักโบราณ เรย์ก็ต้องชะงักฝีเท้าลงอีกครั้ง
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อุณหภูมิลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว กลิ่นอายกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า ราวกับมีตัวตนที่ทรงพลังอำนาจกำลังจ้องมองพวกเขาจากความมืดมิด
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่เรย์คุ้นเคยดังขึ้นในโสตประสาท แต่นี่ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนปกติ... มันเป็นเสียงเตือนสีแดงฉานที่กระพริบเตือนภัยระดับสูงสุด
[คำเตือนระบบ: ตรวจพบการปลุก "ผู้ดูแลดันเจี้ยนระดับยับยั้ง" (Dungeon Overseer - Tier EX)]
[เงื่อนไขพิเศษทำงาน: ผู้บุกรุกฝ่าฝืนขีดจำกัดความปลอดภัย เริ่มต้นกระบวนการลบข้อมูล (Data Erasure Protocol) ในอีก 10... 9...]
เรย์เบิกกว้างดวงตาขึ้นเล็กน้อย ความเย็นเฉียบแล่นริ้วขึ้นตามสันหลัง เมื่อแสงสว่างวาบขึ้นที่ปลายสุดของห้องโถงกว้าง และเผยให้เห็นเงาร่างของสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่บนโลกใบนี้กำลังก้าวออกมาจากม่านหมอกสีดำ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
อัลกอริทึมสะบั้นมิติ: เกมเมอร์สายบั๊กกับหอคอยไร้จุดจบ•ตอนที่ 11
ระบบป้องกันอัตโนมัติ
ผลงานโดย ลอร์ดออฟดาร์กเนส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลอร์ดออฟดาร์กเนส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมสะบั้นมิติ: เกมเมอร์สายบั๊กกับหอคอยไร้จุดจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!