"เพล้ง!"
ชามกระเบื้องเคลือบสีหม่นราคาถูกถูกกวาดตกลงมากระแทกพื้นดินหลังบ้านจนแตกกระจาย เศษกระแวกคมกริบกระเด็นไปโดนปลายรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของหลินเฟยอวี่ แต่น외สะใภ้สามผู้เลอโฉมกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา ความเงียบงันแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่เสียงโวยวายของนางจาง—ผู้เป็นแม่สามี ที่ยืนเท้าสะเอวหน้าดำคร่ำเครียดจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน
"หลินเฟยอวี่! นังเด็กไร้หัวนอนปลายเท้า แกกล้าดียังไงถึงปล่อยให้โจวหยางซื้อเนื้อหมูสามชั้นติดมันเยิ้มตั้งครึ่งชั่งเข้าบ้าน! เงินทองพวกนั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของพี่ใหญ่กับพี่รองของแกนะ มารู้จักกินหรูอยู่สบายตั้งแต่เมื่อไหร่ ห๊ะ! คิดว่าแต่งเข้ามาแล้วจะมาสูบเลือดสูบเนื้อตระกูลโจวของฉันให้ล่มจมหรือไง!"
เสียงแหลมสูงของนางจางบาดแก้วหูจนชาวบ้านที่เดินผ่านกำแพงรั้วดินอัดต่างชะלוเท้าเหลียวมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่นางจางกลับไม่สนใจหน้าตาของวงศ์ตระกูล ยิ่งเห็นว่าลูกสะใภ้คนเล็กนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหิน นางก็ยิ่งได้ใจ ยกมือขึ้นชี้หน้าหมายจะพุ่งเข้ามาข่วนแสกหน้าให้สะใจ
ทว่า... มือเหี่ยวย่นนั้นยังไม่ทันได้แตะชายเสื้อ หลินเฟยอวี่ก็ค่อยๆ วางตะเกียบไม้ไผ่ลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ท่าทางเชื่องช้าแต่มั่นคงนั้นเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันประหลาด
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย ประกายตาสะท้อนความเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ ปราศจากความหวาดกลัวหรือความตื่นตระหนกใดๆ ทั้งสิ้น สมกับที่เคยเป็นถึงเซียนปรุงยาผู้ควบคุมความเป็นความตายของผู้คนนับหมื่นในอีกภพภูมิหนึ่ง
"คุณแม่ใจเย็นก่อนสิทธิ์ค่ะ..." หลินเฟยอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากังวานก้องและเฉียบคมจนคนฟังต้องชะงัก "เนื้อหมูครึ่งชั่งนี้ โจวหยางซื้อด้วยเงินเบี้ยเลี้ยงพิเศษที่เขาเอาชีวิตไปแลกกลับมาจากเหมืองแร่ ไม่ใช่เงินในกองกลางของครอบครัวที่คุณแม่เก็บไว้ซื้อสุราให้พี่ใหญ่ดื่มยามว่าง และแน่นอนว่า... ไม่ใช่เงินจากหยาดเหงื่อของพี่รองสักแดงเดียว"
"แก... นังปากดี!" นางจางหน้าถอดสี รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่ถูกจี้จุดดำมืดในบ้าน "ถึงจะเป็นเงินมัน... แต่มันก็ควรเอามาส่งเข้ากองกลางให้บ้านใหญ่ ไม่ใช่เอามาปรนเปรอเมียเด็กอย่างแกคนเดียว แบบนี้มันอกตัญญู! ฉันจะให้พี่ใหญ่ของแกหย่า... เอ๊ย ขับไล่พวกแกออกไปจากตระกูลโจว!"
"ขับไล่หรือคะ?" หลินเฟยอวี่แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นทำให้นางจางรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาที่สันหลังอย่างไม่มีสาเหตุ
ร่างระหงลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของนางที่ได้สัดส่วนทำให้ต้องมองลงมายังแม่สามีที่ตัวเตี้ยกว่าเล็กน้อย โจวหยางที่นั่งอยู่ข้างกายขยับตัวเล็กน้อย มือหนาเอื้อมไปวางทับบนหลังมือเรียวของภรรยาอย่างให้กำลังใจ พร้อมกับส่งสายตาดุดันคมกริบราวกับพยัคฆ์ร้ายตวัดมองมารดาตนเอง ทำให้นางจางสะดุ้งโหยง ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"ถ้าคุณแม่อยากให้พวกเราแยกบ้าน... ดิฉันกับโจวหยางก็ไม่มีปัญหาค่ะ" หลินเฟยอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทุกคำทรงพลังราวกับค้อนเหล็กที่ตอกย้ำลงบนลิ้นปี่ "แต่ก่อนจะพูดเรื่องแยกบ้าน ลองทบทวนดูหน่อยไหมคะว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา เงินเดือนทหารและเงินค่าเสี่ยงภัยของโจวหยาง ส่งเข้ามาจุนเจือครอบครัวนี้รวมกันเท่าไหร่? และเงินจำนวนนั้น ถูกผลาญไปกับค่าสุรา ยาสูบ และการพนันใต้ดินของพี่ใหญ่ไปกี่หยวน?"
บรรยากาศในลานบ้านพลันเงียบกริบ เสียงลมพัดใบไม้ไผ่เสียดสีกันดังแIรกๆ โจวหยางเลือกที่จะไม่ปริปากพูดสักคำ เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวภรรยาเต็มร้อย และรู้ดีว่าทุกคำที่นางเอ่ยออกมาล้วนมีหลักฐานและเหตุผลมารองรับเสมอ
"แก... แกพูดจาเหลวไหลอะไร!" นางจางเสียงสั่น เริ่มใจคอไม่ดีเมื่อเห็นสายตาคมกริบของลูกสะใภ้ที่จ้องมองมา ราวกับกำลังมองทะลุปรุโปร่งถึงบัญชีลับที่นางแอบซุกซ่อนไว้
"เหลวไหลหรือไม่ คุณแม่ย่อมรู้แก่ใจดีที่สุดค่ะ" หลินเฟยอวี่ก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรจางๆ จากตัวนางโชยเข้าจมูกนางจาง ตัดกับกลิ่นเหม็นอับของความโลภในจิตใจได้อย่างชัดเจน "วันนี้ ดิฉันทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงสูตรพิเศษ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วตรอกซอกซอย ตั้งใจจะแบ่งให้คุณแม่กับพี่ใหญ่ได้ชิมฝีมือสะใภ้คนนี้บ้าง... แต่ดูท่าทางแล้ว คุณแม่คงอิ่มอกอิ่มใจกับการอาละวาดจนไม่เหลือพื้นที่ในกระเพาะสำหรับอาหารราคาแพงเช่นนี้เสียแล้วกระมังคะ"
พูดจบ หลินเฟยอวี่ก็หมุนตัวกลับหลังหันอย่างสง่างาม ไม่สนใจเสียงกรีดร้องโวยวายของนางจางที่ดังตามหลังมาอีก นางเดินกลับเข้าไปในห้องครัวที่สะอาดสะอ้าน กลิ่นหอมเย้ายวนของเครื่องเทศและซีอิ๊วชั้นดีลอยตลบอบอวลชวนให้ท้องร้อง น้ำซุปสีอำพันเคี่ยวจนเนื้อหมูเปื่อยนุ่มละลายในปาก วางอยู่บนโต๊ะไม้เนื้อหยาบที่เช็ดจนสะอาดเอี่ยม
โจวหยางเดินตามเข้ามาเงียบๆ เขาสวมกอดภรรยาจากด้านหลัง หลบมุมจากหน้าต่างที่มองออกไปเห็นนางจางกำลังกระทืบเท้าเร่าๆ อยู่ที่ลานบ้านด้วยความคับแค้นใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ใบหน้าคมคายซุกซบลงที่ลาดไหล่บาง สูดดมความหอมสะอาดจากเรือนผมของนางอย่างหลงใหล
"เหนื่อยไหมครับ?" เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างใบหู อบอุ่นและหนักแน่น
หลินเฟยอวี่อมยิ้ม เอียงศีรษะพิงอกแกร่งของสามี "ไม่เหนื่อยเลยค่ะ การจัดการกับคนโลภไม่มีวันเหนื่อยเท่ากับการปรุงยาเม็ดเก้าสวรรค์หรอกค่ะ... อีกอย่าง อาหารมื้อนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น"
นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับสามี ดวงตาสุกใสเป็นประกายซุกซน นางตักหมูสามชั้นตุ๋นชิ้นโตสีสันเงางามน่ากินใส่ชามกระเบื้องยื่นให้เขา พร้อมกับรอยยิ้มที่มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
ทว่า... ในจังหวะที่ตะเกียบกำลังจะคีบชิ้นเนื้อเข้าปากนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระแทกกระทั้นดังสนั่นหวั่นไหวจากหน้าบ้านก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ตามมาด้วยเสียงทุ้มห้าวทรงอำนาจของชายแปลกหน้าที่ตะโกนเรียกชื่อของโจวหยางด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"หัวหน้าหน่วยโจว! เกิดเรื่องใหญ่ที่เหมืองร้างทางทิศเหนือแล้วครับ! หินก้อนมหึมาถล่มทับปากอุโมงค์... และที่สำคัญที่สุด ในนั้นมี 'กล่องเหล็กปริศนา' ที่ท่านสั่งให้ขุดค้นหา ถูกฝังอยู่ใต้กองซากปรักหักพัง!"
ไป๋เป่าเปาของแม่ ❤️
เซียนปรุงยาข้ามภพกับนักขุดเหมืองผู้เงียบขรึม•ตอนที่ 8
รับมือแม่ผัวจอมโวย
ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนปรุงยาข้ามภพกับนักขุดเหมืองผู้เงียบขรึม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!