กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคราบโลหิตแห้งกรังคละคลุ้งไปทั่วตำหนักบูรพา ราวกับกลิ่นอายของซากศพที่ถูกหมักหมมไว้ใต้พื้นพิภพอันเน่าเฟะ ความเงียบงันในยามวิกาลไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ หากแต่เป็นความกดดันที่บีบรัดหัวใจจนแทบหยุดเต้น
"ข่าวลือที่ว่า... ขienย่อมไม่ใช่แค่ลมปากสินะเพคะ"
สุ้มเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราดรดลงบนความเงียบ ไป๋ลี่หลินยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร ฉลองพระองค์สีเข้มของนางพลิ้วไหวตามแรงขยับกายเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองม้วนฎีกาลับที่ถูกเปิดทิ้งไว้ กระดาษสาเนื้อดีแผ่นนั้นเปรอะเปื้อนคราบหมึกที่เขียนด้วยความรีบร้อน ลายมือตวัดเฉียงบ่งบอกถึงจิตใจที่ร้อนรนของผู้เขียน—องค์รัชทายาทมู่หรงเฉิน
มู่หรงหลี่ไม่ได้ตรัสตอบในทันที ร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งฟื้นไข้จากพิษร้ายยังคงมีร่องรอยความซีดเซียวบนพระพักตร์ ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับจนขึ้นเงา พระองค์ประทับนั่งบนเก้าอี้พยับหมอก ทอดพระเนตรสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจและมันสมองของกองทัพด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน—ทั้งรัก หวงแหน และภาคภูมิใจในคราเดียวกัน
"ข่าวลือเรื่องการสะสมอาวุธที่หัวเมืองเหนือ และการเกณฑ์ไพร่พลนอกราชโองการ แพร่สะพัดไปทั่วท้องพระโรงตั้งแต่ยามสามแล้ว" มู่หรงหลี่ตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความแหบพร่าเล็กน้อย ทว่ามั่นคงดั่งหินผา "เสด็จพี่... ช่างใจร้อนเสียจริง"
"ใจร้อน หรือจนตรอกกันแน่เพคะท่านอ๋อง" ลี่หลินแค่น The subtle smile แย้มสรุปมุมปากอย่างเยียบเย็น นางเดินเข้าไปใกล้ร่างสูง กลิ่นสมุนไพรจางๆ จากตัวนางผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดี "พระสนมฮวาเฟยเดินหมากในวังหลังเพื่อปิดปากขุนนางฝ่ายเหนือ ส่วนองค์รัชทายาทกลับเดินหมากนอกเมืองเพื่อเตรียมชิงบัลลังก์ สองพี่น้องตระกูลฮวานี่ช่างประสานงานกันได้อย่างไร้ที่ติเสียจริง"
"แต่พวกเขาลืมคำนวณตัวแปรสำคัญไปหนึ่งอย่าง..." มู่หรงหลี่เงยพระพักตร์ขึ้นสบตากัน แววตาคู่นั้นทอประกายดุร้ายดั่งพญาเสือโคร่งที่บาดเจ็บ แต่น่าเกรงขามถึงขีดสุด "นั่นคือตัวเจ้า... และกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่ยังอยู่ครบทุกนาย"
สิ้นพระราชดำรัส บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรก็พลันตึงเครียดขึ้นอีกระดับ ลี่หลินมิได้หวาดหวั่น นางเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ข้อมือหนาของพระสวามี ตรวจชีพจรเพื่อประเมินอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายสนิท แม้ใบหน้าจะแสดงความดื้อรั้นแต่นัยน์ตากลับฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
"หม่อมฉันไม่ได้มีไว้ให้พระองค์ทรงใช้เป็นหมากเบี้ยเสี่ยงทายนะเพคะ" ลี่หลินกล่าวเสียงเบา ทว่าจริงจัง "หากท่านอ๋องยังฝืนเคลื่อนทัพทั้งที่พิษในวรกายยังขับออกไม่หมด หม่อมฉันนี่แหละที่จะเป็นคนวางยาพิษซ้ำให้พระองค์บรรทมยาวไปตลอดกาล"
มุมพระoษฐ์ของชินอ๋องกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มหายากปรากฏบนพระพักตร์ที่มักเยชาชาราวกับรูปสลัก พระองค์รวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งตัว ดึงนางเข้าสู่อ้อมพระกรอันอบอุ่นที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษผู้กุมอำนาจ
"เจ้ากล้าขู่สามีหรือชายาข้า" พระองค์กระซิบชิดริมฝีปาก กลิ่นลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนของนาง "ต่อให้ข้าต้องกระอักโลหิตจนหมดตัว... ข้าก็ไม่มีวันยอมปล่อยให้บัลลังก์นี้ตกเป็นของคนสกุลฮวา เพื่อให้เจ้าต้องก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งสิ้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หัวใจของทั้งสองดวงเต้นสอดประสานกันท่ามกลางคลื่นลมแห่งการแย่งชิงอำนาจที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอก ประวัติศาสตร์กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยคราบเลือด และพวกเขาทั้งสองคือผู้กำหนดปลายปากกา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงวิ่งกระหืดกระหอบดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วและเสียงรายงานที่สั่นเครือขององครักษ์เงา
"ท่านอ๋อง! ข่าวใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หรงหลี่คลายอ้อมแขนออกช้าๆ แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมในพริบตา พระองค์ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สง่าราศีของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วนแผ่ซ่านกดดันจนคนด้านนอกแทบหยุดหายใจ
"เข้ามา" สุ้มเสียงทรงอำนาจเอ่ยอนุญาต
องครักษ์หนุ่มพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า
"ทูลท่านอ๋อง... องค์รัชทายาททรงนำกองกำลังทหารหลวงห้าหมื่นนายเคลื่อนพลออกจากประตูเมืองทิศประจิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และพวกมันอ้างราชโองการลับ ป่าวประกาศว่าชินอ๋องทรงคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน!"
สิ้นคำรายงานนั้น รัศมีสังหารรอบกายมู่หรงหลี่ก็พวยพุ่งขึ้นราวกับเปลวเพลิง ลี่หลินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยียบเย็นผุดขึ้นที่มุมปาก นางรู้ทันทีว่าเกมนี้ใครคือผู้ถือไพ่เหนือกว่า
มู่หรงหลี่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก พระองค์หยิบกระบี่ประจำพระองค์ขึ้นมาถือไว้มั่น น้ำหนักของเหล็กกล้าในมือช่างคุ้นเคย
"กล่าวหาว่าข้าทรยศแผ่นดินอย่างนั้นหรือ..." พระองค์ตรัสด้วยสุ้มเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วตำหนัก "ในเมื่อมันอยากเล่นเกมกบฏนัก ข้าก็จะจัดกองทัพหลวงไปต้อนรับมันให้สาสม!"
พระองค์หันมาทอดพระเนตรยอดกุนซือข้างกาย สายตาสื่อความหมายลึกซึ้งที่รู้กันเพียงสองคน
"เตรียมชุดเกราะให้พร้อม... ชายาข้า วันนี้เราจะไปทวงบัลลังก์คืน"
มู่หรงหลี่ตรัสจบก็สะบัดชายผ้าคลุม ก้าวเดินออกไปยังลานกว้างเบื้องหน้า ทว่าก่อนที่ร่างสูงจะก้าวพ้นธรณีประตู
เสียงกุ๊งกิ๊งของกระดิ่งลมสำริดโบราณที่แขวนไว้หน้าตำหนักก็ดังขึ้นพร้อมกับสายลมยามวิกาลที่พัดวนผิดฤดูกาล กลิ่นหอมประหลาดของดอกมู่단 (โบตั๋น) ป่าที่ควรจะโรยราไปแล้ว กลับโชยเข้าแตะนาสิกอย่างชัดเจน
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลายหงส์ทองด้วยด้ายเรืองรอง กำลังยืนรออยู่ท่ามกลางความมืดมิดใต้ต้นเหมยหน้าระเบียง โดยมีศรอาบยาพิษนับร้อยดอกเล็งตรงมายังทิศทางที่พวกเขายืนอยู่!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" นะครับ
ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 30
ทัพหลวงเคลื่อนพล
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!