ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 32

ราชสำนักระอุ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายอันอับชื้นของสมุนไพรต้มเคี่ยวลอยตลบอบอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ พระโอษฐ์ซีดเซียวของโอรสสวรรค์ขยับยับเยื้อนอย่างยากลำบาก คล้ายประดุจดั่งไม้ใกล้ฝั่งที่ถูกสายลมแห่งความตายพัดผ่านเพียงเบาๆ ก็พร้อมจะหักโค่นลงได้ทุกเมื่อ บนพระแท่นบรรทมทองคำฝังมุกอันวิจิตรตระการตา บัดนี้กลับไร้ซึ่งความอบอุ่นแห่งชีวิต มีเพียงความหนาเหน็บของอำนาจที่กำลังเปลี่ยนมืออย่างเงียบเชียบและเลือดเย็น "ฝ่าบาท... ทรงพักผ่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินในยามนี้ มีเหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีคอยดูแลอยู่แล้ว" เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืดของตำหนักมังกร เงาร่างในชุดคลุมปักลายมฆาและหงส์เหินก้าวออกมาจากม่านไหมสีทองโปร่งตา ใบหน้าของพระสนมฮวาเฟยในยามนี้มิได้ประดับรอยยิ้มออดอ้อนเช่นวันวาน ดวงตาเรียวรีคู่นั้นพินิจพิเคราะห์พระพักตร์ที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความชราของฮ่องเต้ด้วยสายตาของพญาเหยี่ยวที่มองเหยื่อในกรงขัง นางมิได้เกรงกลัวต่อบาปกรรมแม้แต่น้อย ในเมื่อพระโอสถถ้วยสุดท้ายที่ถูกป้อนเข้าไปเมื่อยามค่ำคืน ได้ทำหน้าที่ตัดขาดเส้นทางรอดชีวิตของมังกรผู้ยิ่งใหญ่ไปเสียแล้ว "เจ้า... นังงูพิษ..." ฮ่องเต้ตรัสลอดพระโอษฐ์ที่สั่นเทา พระหัตถ์เหี่ยวย่นพยายามยกขึ้นหมายจะชี้หน้าหญิงสาวผู้มักใหญ่ใฝ่สูง แต่พลังชีวิตอันน้อยนิดทำให้ทำได้เพียงกระตุกปลายนิ้ว "ฝ่าบาททรงตรัสแรงเกินไปแล้วเพ่ะค่ะ หม่อมฉันเพียงแต่ช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของพระองค์ต่างหาก" ฮวาเฟยแย้มสรวลอย่างผู้กำชัยชนะ นางโน้มกายลงกระซิบข้างพระนําผงชูรสแห่งอำนาจ "ในเมื่อราชสำนักระอุด้วยไฟสงครามและการแย่งชิง ราชยโสธรย่อมต้องมีผู้ถือหางเสือแทน... และคนผู้นั้น ก็คือบิดาของหม่อมฉัน อัครมหาเสนาบดีผู้กุมกองกำลังครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง" นอกพระตำหนัก เสียงฝีเท้าของทหารยามเกราะเหล็กกระทบพื้นหินดังสนั่นหวั่นไหว เป็นสัญญาณประจักษ์ชัดว่า บัดนี้ราชสำนักได้ตกอยู่ในอุ้งมือของฝ่ายกบฏโดยสมบูรณ์แล้ว ในขณะเดียวกัน ณ เรือนรับรองลับปลายอุทยานหลวง ไป๋ลี่หลินกำลังนั่งประจันหน้ากับท่านอ๋องมู่หรงหลี่ บรรยากาศรอบกายพวกเขามีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันหอมที่ไหววูบตามสายลมราตรี สตรีงามในอาภรณ์สีขาวปักลายเหมันต์กำลังใช้เข็มเงินเล่มบางเฉียบจุ่มลงในถ้วยชา ก่อนจะยกขึ้นพินิจพิเคราะห์คราบสีดำคล้ำที่ปรากฏขึ้นบนปลายโลหะ "ดูท่าทางแล้ว... ทางฝั่งตำหนักใหญ่คงอดทนรอไม่ไหวจนต้องใช้ไม้ตายสุดท้ายแล้วสินะเพคะ" ลี่หลินเงยหน้าขึ้น ดวงตาดั่งหงส์ทอประกายเฉลียวฉลาดระคนเยือกเย็น นางมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับเหตุการณ์นองเลือดนี้นางได้คาดการณ์เอาไว้ในหมากกระดานนี้ล่วงหน้าแล้ว มู่หรงหลี่วางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกระทบกันเบาๆ ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์กลับหรี่ลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าจนทำให้อากาศรอบตัวเย็นเยียบลงทันตา "ฮวาเฟยคิดว่าการกุมองค์ฮ่องเต้ไว้ในกำมือ จะทำให้พวกมันกลายเป็นผู้ชนะบนกระดานนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่นางคงลืมไปว่า... มังกรที่ใกล้สิ้นลม มักจะมีเขี้ยวเล็บสุดท้ายไว้ขบกัดศัตรูให้ตายตกไปตามกันเสมอ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้บังอาจให้เป็นจุล "หม่อมฉันไม่ได้ห่วงฮ่องเต้หรอกเพคะ... แต่หม่อมฉันห่วงกระดานหมากที่ท่านอ๋องทรงวางรากฐานไว้ หากฝ่ายกบฏประกาศพระราชโองการปลอมแปลงในยามนี้ ราษฎรและกองทัพหัวเมืองย่อมเกิดความสั่นคลอน" ลี่หลินลุกขึ้นยืน ชายผ้าคลุมยาวลากพื้น นางก้าวเข้าไปใกล้บุรุษผู้เป็นสามี กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรจีนประจำตัวโชยปะทะนาสิกของเขา มู่หรงหลี่เอื้อมมือหนาขึ้นโอบกอดเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น สัมผัสอุ่นซ่านจากกายสาวช่วยบรรเทาความดุร้ายในใจของชินอ๋องลงได้ชะงัก "เจ้ากลัวหรือ... หลินเอ๋อร์" เขากระซิบถาม ชิดริมฝีปากลงบนขมับบางแผ่วเบา ความอ่อนโยนเช่นนี้มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้รับจากบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามผู้ไร้หัวใจ "หม่อมฉันหาได้กลัวความตายไม่... แต่หม่อมฉันเกลียดการพ่ายแพ้ให้กับคนโง่เขลา" ลี่หลินตอบด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ นางยกมือขึ้นลูบไล้โครงหน้าคมคายของเขาแผ่วเบา "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมอำนาจนัก เราก็ควรจะเปิดฉากต้อนรับพวกมันให้สมเกียรติ... ท่านอ๋อง พระราชโองการฉบับจริงที่ฝ่าบาททรงมอบให้ท่านก่อนประชวร... คงถึงเวลาต้องนำออกมาแสดงให้ประจักษ์แก่สายตาขุนนางทั้งแผ่นดินแล้วกระมังเพคะ" มู่หรงหลี่แสยะยิ้มเย็นเยียบที่มุมพระโอษฐ์ แววตาดุร้ายฉายประกายอำมหิตขึ้นอีกครา "เจ้าคิดตรงกับข้าไม่มีผิด..." ฉับพลันนั้น เสียงกzะพือปีกของนกพิราบสื่อสารก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง ขันทีคนสนิทรีบเร่งวิ่งเข้ามาคุกเข่าด้วยอาการตัวสั่นเทา ประสานมือถือม้วนฎีกาลับส่งถวายให้ท่านอ๋องทันที "ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ทางตำหนักในเพิ่งส่งข่าวมาว่า... องค์ฮ่องเต้เสด็จสวรรคตแล้ว! และอัครมหาเสนาบดีกำลังนำกำลังทหารหลวงเคลื่อนพลปิดล้อมประตูวังทุกด้าน พร้อมประกาศราชโองการแต่งตั้งองค์ชายรองขึ้นครองราชย์ในคืนนี้!" สิ้นเสียงรายงาน บรรยากาศภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนที่มู่หรงหลี่จะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่ายกดทับจนขันทีผู้น้อยหมอบราบกับพื้น ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดนั้นเอง ประตูเรือนรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอันเยือกเย็น นางคือสายลับที่พวกเขาฝังไว้ข้างกายอัครมหาเสนาบดี "ท่านอ๋อง... พระชายา..." นางหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถ้อยคำที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนสะดุด "พวกมันไม่ได้มีแค่กองกำลังในเมืองหลวง... แต่ตอนนี้ กองทัพทมิฬแดนเหนือที่ควรจะอยู่ชายแดน ได้แปรพักตร์และเคลื่อนกำลังเข้ามาประชิดกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%