กลิ่นอายของโสมภูเขาป่าและกลิ่นคาวเลือดเจือจางคละคลุ้งไปทั่วตำหนักบูรพาทิศ แสงเทียนสีชาดวับแวมสาดส่องเงาร่างสูงใหญ่ที่ทอดนอนอย่างไร้เรี่ยวแรงบนเตียงมังกรสลักลายหงส์มังกรเกี้ยวพาน เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มพระนลาฏของชินอ๋องมู่หรงหลี่ ผู้ซึ่งเคยขึ้นชื่อว่าเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปีและไร้พ่ายในสนามรบ ทว่าบัดนี้กลับนอนซมด้วยพิษร้ายที่แฝงมาในถ้วยสุชาตจากน้ำมือของพระสนมฮวาเฟย ผู้ทะเยอทะยานหวังโค่นล้มบัลลังก์
ไป๋ลี่หลินคุกเข่าลงข้างพระแท่น มือเรียวบางที่บรรจงฝังเข็มเงินลงบนจุดชีพจรสำคัญทั่วพระSaro (วรกาย) สั่นระริกเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อความตายที่คืบคลานเข้ามา ทว่าสั่นเพราะความโกรธเกรี้ยวที่สุมอยู่ในอก นางผู้เป็นทั้งยอดกุนซือและแพทย์หญิงผู้ทะลุมิติมา ไม่เคยคิดเลยว่าบุรุษผู้แข็งกร้าวผู้นี้จะยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องแผนการเดินหมากของนางในท้องพระโรงเมื่อยามสาย
"ท่านอ๋อง... เหตุใดจึงโง่เขลาเช่นนี้" นางพึมพำกับตัวเอง เสียงกระซิบแหบพร่า ดวงตาคู่สวยคลอหน่วงด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
ในยามปกติ มู่หรงหลี่คือพยัคฆ์ร้ายผู้กุมอำนาจกองทัพทักษิณ รอยยิ้มของเขาคือคมมีด และความเงียบงันของเขาคือประกาศิตแห่งความตาย แต่ยามนี้ ยามที่พิษร้ายแผ่ซ่านกัดกินอวัยวะภายในจนพระวรกายร้อนรุ่มดั่งถูกแผดเผาด้วยกองเพลิง ชินอ๋องผู้หยิ่งผยองกลับละทิ้งความเย่อหยิ่งทั้งมวล เหลือเพียงความอ่อนแอที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้จิตใต้สำนึก
"หลินเอ๋อร์..."
เสียงแหบแห้งหลุดรอดมาจากพระโอษฐ์ที่แห้งผาก มู่หรงหลี่ละเมอเพ้อพออกมาด้วยพิษไข้ พระเนตรที่ปิดสนิทขยับไหวเล็กน้อย
ไป๋ลี่หลินชะงักมืองดงามที่กำลังถือเข็มเงิน นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้า หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก
"อย่าไป... เจ้าอย่าทิ้งข้าไป..." มู่หรงหลี่พึมพำต่อ มือหนาที่เคยตวัดกระบี่ปลิดชีพศัตรูคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางแน่นราวกับคีมเหล็ก แม้จะไร้สติ แต่แรงบีบนั้นกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว—ความหวาดกลัวที่จะสูญเสียนางไปชั่วนิรันดร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่บุรุษผู้มีอำนาจล้นฟ้าผู้นี้ไม่เคยแสดงออกมาให้ผู้ใดได้เห็น
"หม่อมฉันไม่ได้ไปไหน เพคะ..." ไป๋ลี่หลินพยายามผ่อนน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้หัวใจจะไหววูบด้วยความเจ็บปวด "ท่านอ๋องทรงอดทนอีกนิด หม่อมฉันกำลังขับพิษออกให้ท่าน โปรดปล่อยมือ..."
"ข้าขอโทษ..." มู่หรงหลี่ละเมอเพ้อพจน์ต่อราวกับคนละเมอในความฝันอันมืดมิด น้ำตาของบุรุษผู้ไม่เคยหลั่งน้ำให้แก่ผู้ใด กลับซึมออกมาจากหางตาคมเข้ม "ในวันนั้น... วันที่เจ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ข้าควรจะเชื่อใจเจ้ามากกว่านี้... ข้าควรจะปกป้องเจ้าด้วยชีวิต ไม่ใช่ปล่อยให้เจ้าต้องเผชิญหน้ากับความตายลำพังในตำหนักเย็น... ข้ามันโง่เง่า... หลินเอ๋อร์ ข้ารักเจ้า... รักเจ้ามากกว่าชีวิตของข้าเสียอีก"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของชินอ๋องผู้เยือกเย็นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของไป๋ลี่หลิน
ภาพความหลังอันโหดร้าย ทั้งความเย็นชา สายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย และร่องรอยแห่งความร้าวฉานในอดีตที่นางต้องแบกรับไว้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในวังหลังแห่งนี้ มลายหายไปสิ้นในวินาทีนั้น เหลือเพียงความจริงอันหนักหน่วงและงดงามดั่งศิลาที่สลักไว้ด้วยเลือดและหยาดน้ำตา
นางมองใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความทรมาน ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับแรมปีพังทลายลงในพริบตา ไป๋ลี่หลินโน้มตัวลงแนบหน้าผากของตนเข้ากับหน้าผากที่ร้อนผ่าวของเขา หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานหยดลงบนแก้มสากของชินอ๋อง
"ท่านมันคนบ้า..." นางหัวเราะทั้งน้ำตา สำเนียงสั่นเครือ "รู้ทั้งรู้ว่าข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ต้องให้ใครมาปกป้อง เหตุใดจึงต้องเอาชีวิตเข้ามารับถ้วยพิษแทนข้าเล่า ท่านอ๋องผู้ปราดเปรื่อง เหตุใดจึงโง่เขลากับเรื่องของข้าเพียงนี้"
มู่หรงหลี่ราวกับรับรู้ถึงสัมผัสอันคุ้นเคยและไออุ่นจากสตรีในดวงใจ พระโอษฐ์หยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังไม่ลืมตา มือที่กำข้อมือของนางเปลี่ยนเป็นกุมมือเรียวบางนั้นไว้แนบอก
"เพราะเจ้าคือลมหายใจ... คือบัลลังก์เดียวที่ข้าปรารถนาจะครอบครอง" เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจของสายลม
บรรยากาศในตำหนักบูรพาทิศเงียบงันลงชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาและแสงเทียนที่วับแวม ไป๋ลี่หลินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ นางรู้ดีว่าเวลามีค่าดั่งทองคำ พระสนมฮวาเฟยและเหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางรามือเพียงแค่นี้แน่ หากชินอ๋องสิ้นพระชนม์ นางและผู้คนที่จงรักภักดีทั้งหมดจะต้องถูกกวาดล้างจนไม่เหลือแม้แต่ซาก
นางหยิบมีดเงินเล่มเล็กขึ้นมา ตัดสินใจใช้วิธีการแพทย์ขั้นเด็ดขาดในการผ่าเปิดผิวหนังบริเวณพระอุระเพื่อขับโลหิตพิษออกโดยตรง แม้จะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต แต่นี่คือหนทางเดียวที่จะยื้อลมหายใจของพยัคฆ์ร้ายผู้นี้ไว้ได้
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ จนกระทั่งหยาดเหงื่อกาฬชุ่มโชกแผ่นหลังของไป๋ลี่หลิน ในที่สุด โลหิตสีดำคล้ำที่เจือกลิ่นหอมหวานอันตรายของดอกอวี้หลันก็ไหลซึมออกมาลงบนขันเงิน ลมหายใจของมู่หรงหลี่เริ่มกลับมาสม่ำเสมอขึ้น ความร้อนผ่าวบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋ลี่หลินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นด้วยความอ่อนล้า ทว่าในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมห้องบรรทม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ด้านนอกประมุขตำหนัก พร้อมกับเสียงทุบประตูและประกาศก้องด้วยอำนาจที่คุ้นเคย
"ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! ชินอ๋องมู่หรงหลี่ฝ่าฝืนกฎมณเณียรบาล ซ่องสุมกำลังพล และมีพฤติการณ์เป็นกบฏ! ให้ควบคุมตัวชินอ๋องและพระชายาไปสอบสวนที่คุกหลวงทันที ผู้ใดขัดขวางมีโทษประหารเก้าชั่วโคตร!"
เสียงของขันทีคนสนิทของพระสนมฮวาเฟยแผดลั่นทะลุกำแพงไม้เข้ามา ไป๋ลี่หลินชะงัก นัยน์ตาคู่สวยหรี่แคบลงอย่างเยือกเย็น นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ หันไปมองมู่หรงหลี่ที่ยังคงหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะกวาดสายตาไปที่ประตูด้านนอกที่กำลังถูกพังเข้ามาด้วยพละกำลัง
ทว่า ในจังหวะที่บานประตูตำหนักไม้สลักลายกำลังถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ประตูอีกด้านหนึ่งของห้องลับภายในตำหนักกลับถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"พระชายา... ถึงเวลาที่พวกเราต้องใช้แผนสำรองขั้นสุดท้ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" นะครับ
ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน•ตอนที่ 29
คำสารภาพรักท่ามกลางความเป็นความตาย
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮองเฮาผู้นี้ขอหย่าแล้วค่อยว่ากัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!